วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 21 เรื่อง จดหมายเหตุลาลูแบร์ 2 : อาหาร
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

        สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านผู้ฟังเป็นประจำครับ ในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความคิด ความบันเทิง ร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

         ในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึงวรรณกรรมที่ชาวต่างประเทศได้เขียนถึง เอ่อ เมืองไทยของเราเอาไว้ เมืองไทยในที่นี้ก็คือเมืองไทยในสมัยอยุธยานะครับ ผู้ที่เขียนนี่ก็คือ ซีมอน เดอ ลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอัคราชทูตผู้มีอำนาจเต็มของพระเจ้าแผ่นดินของฝรั่งเศส ลาลูแบร์นี้ก็เข้ามาในอยุธยาประมาณพุทธศักราช 2230 แล้วก็ได้บันทึกสิ่งที่ตัวพบเห็นไว้แล้วก็รายงานสิ่งนั้นกลับไปที่ฝรั่งเศส

         ที่จะพูดถึงในวันนี้ก็เป็นข้อเขียนของลาลูแบร์ที่เขียนถึงเรื่อง การกินหมากของคนไทย โดยที่ลาลูแบร์นั้นให้ชื่อว่า หมากกับพลู ให้ชื่อว่าหมากกับพลูก็จริงเถอะครับ แต่ว่าในวรรณกรรมที่ลาลูแบร์เขียนนั้นเขียนสับสนกันคือ ไปเขียนว่าพลูเป็นหมาก แล้วไปเขียนหมากเป็นพลู

         ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะ ในเอกสารกล่าวถึงว่า อะแลก หรือที่ชาวสยามเรียกว่าพลูนั้น เป็นผลไม่จำพวกโอ๊กชนิดหนึ่ง แหมพลูนี่จะเป็นผลไม้จำพวกโอ๊กนี้เห้นจะไม่ได้หรอกครับ แล้วยังอธิบายต่อไปว่า พลุเนี่ยมิใช่มีเปลือกแข็งราวกับไม้หุ้มอยู่ครื่งหนื่งเหมือนอย่างผลโอ๊กของเรา อธิบายพลาดเยอะอันนี้คือหมากครับ ที่บอกว่าไม่มีเปลือกแข็งราวกับไม่หุ้มอยู่ครึ่งนึงเหมือนผลโอ๊ก อันนี้คือหมากครับแต่เรียกผิดว่าเป็นพล

         แล้วก็อธิบายเนี่ย อธิบายหมากเป็นพลูเนี่ยแหล่ะ แต่อธิบายพลูเป็นหมากหมากเป็นพลูเนี่ยแหล่ะครับ และอธิบายในที่นี้ก็คือหมากนะครับ หมากก็แล้วกันอย่าไปเรียกเป็นพลูอย่าง ลาลูแบร์เลย ลาลูแบร์อธิบายว่า ขณะที่ผลไม้นี้ยังอ่อนอยู่ ตรงกลางผลหรือเนื้อในเป็นสีเทาๆ และอ่อนนุ่มเหมือนกับมันต้ม ครั้นผลไม้นั้นแก่จนสุกแล้วก็กลายเป็นสีเหลืองและแข็งกระด้างขึ้น นี่หมากของลาลูแบร์เห็นเป็นสีเหลืองนะที่จริงมันสีหมากมันก็อีกอย่างนึงนะฮะ คงจะดูข้างนอกมั้งป็นสีเหลือง เรียกสีหมากสุกอ่ะนะ แต่ข้างในคนล่ะอย่างกันล่ะ เนื้อในที่อ่อนนุ่มก็พลอยแข็งตามไปด้วย

        พอหมากเริ่มแก่น่ะเนื้อข้างในก็แข็งผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าคนที่อายุต่ำกว่า 50 ลงมาเนี่ยน้อยคนนักครับที่จะได้กินหมาก เอาต่ำกว่า 60 ก็ยังได้เลยนะ ในขณะนี้ครับน้อยคนที่ได้เคยกินหมากกระผมคิดว่ามีไม่ถึง เอ่อ .001เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ .001 อ่ะที่ได้เคยกินหมากในขณะนี้ ที่ผมพูดอยู่นี่ก็เพื่อจะเอาอกเอาใจผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70 กว่า 75 ขึ้นไปซึ่งเคยกินหมากอยู่เนี่ยครับให้คิดถึงว่า ในสมัยก่อนหมากเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ถ้าใครได้กินล่ะก็ดี มันดียังไงคอยดูก็แล้วกัน เอา

         ลาลูแบร์อธิบายสักนิดนึงบอกว่า หมากนั้นฝาดจัด แล้วก็ไม่ยันเอามากเสียด้วย ไม่ยัน ยันก็คืออาการวิงเวียนที่เกิดขึ้นหลังจากที่กินเข้าไปคล้ายๆกับบุหรี่ บางคนสูบบุหรี่แล้วมีอาการยันบุหรี่ ยันหมาก ยันบุหรี่ อย่างนี้เค้าใช้คำว่ายัน คำว่ายันนี่เป็นคำเก่านะครับ ผมเคยพบคำนี้ใน กำสรวลศรีปราชญ์ ในตอนที่ศรีปราชญ์ เค้านึกถึงหญิงคนรักของเขาว่าเค้ารักหญิงคนรักตรงไหน รักยังไง มีข้อความที่กล่าวถึงคำว่ายันอยู่ด้วย ผมลองยกตัวอย่างดูในนั้นบอกว่า

รักเนื้อชะอ่อนเนื้อขเม็นเขมาอยู่นา      แถงถงาดมุกดาดัดดอกไม้
ดำแดง บ่ พักตร์เอาเวียนมาศ กูเกย     เดินดุจจับล้วงไส้บ่าวยัน

        เห็นมั้ยครับบ่าวยัน เวลาเดินไปประดุจถูกจับล้วงเอาหัวใจไป พี่ซึ่งเป็นคนหนุ่มก็ยังมีอาการวิงเวียนคือยัน ที่พูดอย่างนี้เพื่อกราบเรียนว่ายันเนี่ยมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยโน่นสมัยอยุธยาโน่นแหล่ะครับ ลาลูแบร์เนี่ยก็เขียนไว้ ซึ่งแปลเป็นไทยก็บอกว่า หมากนั้นฝาดจัด และไม่ยันเอามากซะทีเดียว เมื่อได้ผ่าออกด้วยมีดเป็น 4 เสี้ยว การผ่าหมากเดิมผ่าเป็น 4 เสี้ยวนะครับปัจจุบันให้ผ่าอาจจะไม่เป็นมั่ง ครึ่งเสร็จมันมีครึ่งของครึ่งอ่ะ ผ่าเป็น 4 เสี้ยวแล้วก็ใช้หมากนั้นเสี้ยวละคำ

        คราวนี้ไอ้ที่เสี้ยวละคำเนี่ยเขามีการเจียนออกนะครับ ไม่ใช่ว่าไป ไปทั้งหมดแข็งๆน่ะเขาเจียนเอาเปลือกที่แข็งนั้นออกนะครับ แต่ว่าเปลือกนอกนั้นยังคงอยู่น่ะครับ แต่ไอ้ตัวแข็งๆนั้นเอาออกไปแหมพูดอย่างนี้ก็ มันมองไม่ค่อยจะเห็นภาพพจน์ มันต้องไปทำให้ดูน่ะ อันนี้นะครับแล้วเสี้ยวละคำเคี้ยวปนไปกับใบไม้จำพวกเถาลิแอร์เนี่ยแหล่ะครับ

        ใบไม้เถาลิแอร์ อันนี้แหล่ะครับซึ่งชาวอังกฤษที่อยู่ในอินเดียเรียกว่า บิเทลล์ แบร์แตล ถ้าพูดเป็นภาษาฝรั่งเศสก็ บีเทล บิเทลล์ และชาวสยามเรียกว่าหมาก อันนี้แหล่ะผิด ชาวสยามเรียกว่าพลูครับ ไอ้ใบไม้ประเภทนี้เป็นเถาแบบของลิแอร์นี้เรียกว่าพลู เค้าไม่ได้เรียกว่าหมาก นี่ลาลูแบร์เกิดอาการสับสนระหว่างหมากกับพลู ก็งงเมือนกันว่าทำไมถึงเป็นถึงขนาดนั้น

        ด้วยเหตุนี้ถ้าหากว่าท่านที่ค้นคว้าเอกสารต่างประเทศนะครับแล้วจะให้ความเชื่อทั้งหมดกับเอกสารนั้นในฐานะที่เป็นเอกสารปฐมภูมิ หรือ primary source เนี่ย กรุณาระมัดระวังพอสมควรนะครับว่า ชาวต่างประเทศน่ะ บางทีเขียนน่ะเขียนพลาดนะ

        ในตอนต่อไปผมจะชี้ให้เห็นว่าบางทีก็มีพลาดอยู่เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขียนในสมัยรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นการอ้างเอกสารต่างประเทศนั้นไม่ใช่ว่าพอเป็นของต่างประเทศจะเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส หรืออังกฤษก็ถือว่าจะแม่นยำไม่หรอกครับ ตรงกันข้ามก็มีอย่างกรณีอย่างลาลูแบร์เนี่ยเห็นชัดเลยว่าเขียนหมากเป็นพลู เข้าใจว่าหมากคือพลู เข้าใจว่าพลูคือหมาก สับสนกันก็ไม่เป็นไรหรอกครับ เค้าเป็นฝรั่งเศสอ่ะเนาะ ไอ้การที่จะเข้าใจพลาดอย่างนี้ก็เป็นของธรรมดาไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่ทราบว่าทั้งหมากทั้งพลูน่ะกินได้ก็แล้วกัน

         แล้วเค้าก็บอกว่าไอ้ใบบิเทลล์หรือแบร์แตลเนี่ย คือ พลูเนี่ยเค้าจีบใบไม้ชนิดนั้นทำเป็นมวนเพื่อสอดเข้าปากได้สะดวก จะเพื่อกินเค้าเขียนว่าเพื่อสอดเข้าปากได้สะดวก(หัวเราะ) ใช้สำนวนดีทีเดียว และใช้ปูนซึ่งทำจากเปลือกหอยป้ายลงเล็กน้อย โดยทำให้ปูนนั้นมีสีแดง ไม่ทราบว่าด้วยวิธีไร ทำไมปูนถึงมีสีแดงล่ะเอาเปลือกหอยมาเผาแล้วทำเป็นปูนซึ่งมีสีแดง

         อันนี้ก็ต้องสอบถามกันนะฮะ ทำไมปูนถึงมีสีแดงปูนกินหมากนะฮะไม่ใช่ปูนขาวนะทำไมถึงมีสีแดง อันนี้น่าคิดนะครับถ้าจะถามใครต้องถามนักวิทยาศาสตร์ ถามนักวิทยาศาสตร์จะตอบได้จะตอบเป็น ภาษาวิทยาศาสตร์แต่ถ้าจะให้ดีลองไปถามผู้สูงอายุสิครับที่อยู่ตามหมู่บ้านอายุ 80- 90 เผื่อท่านตอบได้เลยว่าทำไมปูนถึงมีสีแดงเนี่ยนะครับ อันนี้ผมจะทิ้งเอาไว้ให้ท่านไปถามเองละกัน

        แต่ลาลูแบร์น่ะสงสัยแหล่ะ ปูนนี้มีสีแดงด้วยวิธีไร ฉะนั้นพวกอินเดียแดงจึงมีปูนชนิดนี้ในเต้ากระเบื้องพกติดตัวไปไหนมาไหนเสมอ เนี่ยเต้ากระเบื้องนะเต้าปูนเนี่ย ของไทยเนี่ยเต้าปูนเรามักจะทำด้วยโลหะ แต่ว่าของอินเดียเนี่ยเค้าทำด้วยกระเบื้องนะครับ พวกอินเดียพวกแขกเนี่ยเค้ากินหมากกินพลูกัน ไทยก็อาจรับวิธีการนั้นตามมาก็ได้

        พวกอินเดียเนี่ยเค้าก็มีเต้ากระเบื้องที่ใส่ปูนพกไปด้วย เวลาถึงเวลาก็ป้ายลงไปบนใบพลู เนี่ยป้ายไปแต่น้อยนะจึงไม่สิ้นเปลืองอะไรนักในวันหนึ่งๆ เนี่ยเค้าใช้หมากกับปูนอยู่ไม่ได้ขาดปาก ใช้คำนี้แปลว่า แขกเอยคนไทยเอยเนี่ย กินหมากกินพลูเนี่ยอยู่เสมอ เนื้อหมากนั้นสด สลายไปหมดขณะที่ถูกเคี้ยว แต่ถ้าเนื้อหมากแห้งจะมีชานเหลือไว้ให้เห็นอยู่บ้าง ถ้าเป็นเนื้อหมากแห้งจะมีชานเอาไว้ให้เห็นนะครับ ก็วิธีกินหมากนั้นถ้าจะกินแล้วกลืนไปหมดก็ไม่เคยเห็นหรอกครับ มันคงจะมีชานอยู่เขาถึงเรียกว่าชานหมาก

        ไอ้เรื่องชานหมากนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่นะครับ คนที่เค้ารักกันนี่เค้ากินชานหมากของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งกำลังเคี้ยวอยู่นะครับ ในเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นกล่าวถึงตอนที่ขุนแผนเค้าตัดพ้อนางวันทอง โดยย้อนความกลับไปถึงสมัยที่ยังจีบกันใหม่ๆ ในสมัยที่ยังเป้นพลายแก้วกับนางพิมพิราลัย เค้าตัดพ้อว่า

เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มตํ่า             เด็ดใบบอนช้อนนํ้าที่ไร่ฝ้าย
พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย       แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน

        แบบว่ากำลังเคี้ยวหมากอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งอยากกินเค้าก็คายให้กินกันนั่นแหล่ะ ถ้าปัจจุบันนี่ก็คงลำบากเหมือนกันเนอะ ไปคายพวกหมากฝรั่งให้กันกินเนี่ย แต่อย่าลืมว่าอิเหนาเองเนี่ย อิเหนานะในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เนี่ยยังกล่าวถึงว่า อิเหนานั้นเคยให้สัยยะตราเนี่ยไปขอชานหมาก จากบุษบามาเคี้ยวต่อแสดงถึงความรักอย่างรุนแรงนะ

        เพราะนั้นเรื่องหมากเนี่ยเป็นเรื่องใหญ่นะครับ กินกันแล้วก็เอามากินต่อได้ถ้าเห็นว่ารักกันมาก และต้องมีชานหมาก แต่ชานหมากเนี่ยลาลูแบร์กล่าวว่ามันเกิดจากหมากนั้นแก่ ถ้าหมากนั้นอ่อน เอ๊ย ประธานโทษ หมากแห้ง ถ้าหมากสดมันก็ไม่ค่อยมีชาน ถ้าหมากแห้งจะมีชานอยู่มาก อันนี้ก็ต้องถาม เอ่อท่านผู้สูงอายุที่ท่านชอบกินหมากนะฮะ

       สมัยผมเป็นเด็กอยู่เนี่ยเคยมีปริศนาคำทายเค้าถามกันว่า .....อะไรเอ่ย หมาเดินมาพอไก่เดินตามคนแก่จะชอบใจ..... คำตอบก็คือ หมา หมาก็หมาเนี่ยพอไก่เดินตาม ก็ ก ไก่สะกดเข้าไปเป็นหมาก คนแก่ก็ชอบกินหมาก กินหมากกินพลูแล้วก็มีปูนด้วยนะต้องผสมกันนะ แล้วเวลาจะสีฟันก็ใช้ยาฝอย บางทีก็ใช้เปลือกสีเสียดเนี่ยสีฟันให้ดำเป็นเงางามเลย ถ้าอร่อยก็บอกว่า กินหมากคำนี้อร่อยมาก หมากพลูคำนี้อร่อย แต่ถ้าไม่อร่อยจะบอกว่าปูนกัดปาก อันนี้น่าสงสารปูนเลยมีคนบอกว่า พุดเป็นคำเทียบเคียงว่า อาภัพเหมือนปูน นั่นคือเวลากินหมากกินพลูกินปูนเนี่ย ถ้ากินอร่อยเค้าไม่เคยพูดหรอกว่าปูนอร่อย แต่เค้าจะพูดว่ากินหมากคำนี้อร่อย แต่ถ้าไม่อร่อยเค้าจะโทษปูนว่าปูนกัดปาก จึงมีคำว่าอาภัพเหมือนปูน

       ถ้าพูดอย่างนี้คนอายุน้อยๆในปัจจุบันโดยเฉพาะเด็กรุ่นนี่เค้าไม่เข้าใจหรอก ว่าอาภัพเหมือนปูนนี่มันหมายถึงอะไร เพราะอะไรล่ะก็เพราะว่าเค้าไม่ได้กินหมาก เค้าจะไปรู้ได้ยังไง ว่าอาภัพเหมือนปูนมันเป็นยังไง นี่ก็เป็นเรื่องของการกินหมากนะครับกินแล้วก็อร่อย

       ทีนี้ ลาลู แบร์ก็บอกว่าการกินหมากนี่มันมีอะไรดีบ้าง ลาลูแบร์บอกว่า ไอ้สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้ผู้บริโภคต้องบ้วนนํ้าลายอยู่บ่อยๆ ถ้าไม่กลืนนํ้าหมากนํ้นให้ล่วงลำคอเข้าไป จึงมีการบ้วนนํ้าหมาก เพราะฉะนั้น คนแต่ก่อนนั้นมีกระโถนไว้บ้วนนํ้าหมากนะครับ เค้าไม่ได้กลืนเข้าไปเค้าจะบ้วนทิ้งสัก 2-3 ครั้งก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องกลืนปูนเข้าไปมากนัก ไอ้ที่เห็นไม่ค่อยถนัดแล้วก้สงสัยว่าคราบปูนนี่กระมังที่ทำใให้เหงือกสกปรก นี่ลาลูแบร์สันนิษฐานนะ แต่ไม่แน่ใจนะ แต่เข้าใจว่าที่เหงือกสกปรกนี่คงจะเป็นเพราะคราบปูนนี่กระมังหรือว่ามันจะเป็นยังไงก็ไม่ทราบแต่เท่าที่ทราบเนี่ย ถึงแม้มันจะทำให้เหงือกสกปรกแต่ผมว่าไม่สกปรกนะ ฟันต่างหากที่ดำแต่เหงือกนั้นแดงนะท่านนะ ไม่น่าจะสกปรก

      อาจเป็นไปได้ไหมว่าลาลูแบร์ไม่ให้คนไทยแต่ก่อนอ้าปากให้ดูชัดๆ เพราะว่าถ้าอ้าปากให้ดูเนี่ยเหงือกเค้าเป็นสีแดงสวย ไม่เป็นโรคเหงือกด้วยนะครับ แต่ฟันเค้าน่ะเป็นสีดำล่ะครับดำสนิทเลยทีเดียว คนแต่ก่อนเนี่ย สมัยอยุธยาหรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนใหม่ๆ เนี่ย เราก็ถือว่าทุกคนต้องมีฟันดำนะท่านนะ อายุขนาดผมจะ 60 เนี่ยถ้าฟันไม่ดำเนี่ยก็แย่แล้วเหมือนลิง เขาบอกถ้าใครฟันไม่ดำน่ะเหมือนกับลิง ยิ่งสาวๆ ต้องฟันดำนะครับจึงจะสวย ในกาพย์เห่เรือบอกไว้เลยว่า

พิศโอษฐ์เอ๋ยโอษฐ์แฉล่ม     งามยิ้มแย้มเห็นไรฟัน
ดำขลับระยับเป็นมัน      ผันปากเยื้อนเอื้อนอายองศ์

       แปลว่าฟันดำเนี่ยสวยนะนี่ ความนิยมจะตรงกันข้ามกับเดี๋ยวนี้กระมัง เดี๋ยวนี้ต้องฟันขาวจนกระทั่งมองดูแล้วแสบตาอะไรทำนองนั้น ถ้าแต่ก่อนต้องฟันดำ แต่ทีนี้ฟันดำกับเหงือกแดงมันดียังไงล่ะ ลาลูแบร์บอกว่า หมาก ปูน พลู เนี่ยมีคุณสมบัติทางคุมธาตุทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่ากินแล้วกินเข้าไปพอประมาณเนี่ยจะทำให้สุขภาพดี และที่สำคัญที่สุดก็คือจะไม่มีกลิ่นปากโดยเด็ดขาด ลาลูแบร์บันทึกเอาไว้เลยว่า ข้าพเจ้าจึงไม่พบคนในสยามที่มีกลิ่นปากเหม็น ทั้งนี้เป็นเพราะเขากินหมากอยู่พอประมาณตามปรกติก็เป็นได้

      เสียดายนะครับหมากกับพลูเนี่ยมันจะสกปรกน่ะเราก็เลยถือว่า ถ้ากินหมากก็จะไม่มีวัฒนธรรม คนแก่คนเฒ่าร้องห่มร้องไห้กันเลยนะ บางบ้านก็เอาใจนโยบายของรัฐถึงขนาดตัดหมากตัดพลูทิ้งไปน่าเสียดายมาก เอ่อผมทราบอยู่อย่างหนึ่งว่ามี เอ่อ นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเนี่ยได้นำเอาหมาก ได้นำเอาใบพลู ลูกหมาก ใบพลู ปูน ยาฝอย สีเสียดเนี่ยไปวิจัย เพื่อจะทำเป็นยาสีฟัน คาดว่าคงประสบความสำเร็จไปแล้ว เพราะยาสีฟันที่ทำจากหมากจากพลุนี้จะดีมาก ตัดสารที่มันทำให้ฟันสีดำออกเสียเท่านั้นแหล่ะครับ ก็จะทำให้เป็นยาสีฟันประสิทธิภาพสูง

      เสียดายปัจจุบันเราไม่ได้กินหมาก ชาติที่ยังกินหมากที่เห็นอยู่ก็คือพม่า ผมมีเพื่อนเป็นนายทหารพม่าเมื่อ 7-8 ปีเข้าไปเนี่ย แกยังเป็นหนุ่มอยู่นะครับอายุซัก 50 แค่นั้นแหล่ะครับ แต่แกกินหมากอยู่เสมอเลยแหล่ะครับ อันนี้กินหมาก กินหมากแล้วก็ต้องมีใบพลู ใบพลูนี่นะครับเขาต้องเด็ดปลายออกก่อน หรือใช้มีดเล็กๆ เนี่ยเจียนที่ปลายออกซะก่อน คนกินหมากจะไม่กินปลายใบพลู ผมเคยถามคนทางเชียงใหม่ว่าทำไมจึงไม่กินปลายใบของพลู คนทางเชียงใหม่ตอบว่า ถ้ากินจะแพ้เหมือนกับขุนหลวงวิรังคะ ซึ่งแพ้พระนางจามเทวีเพราะถูกอาถรรพ์ให้กินพลู พลูพระนางจามนำไปให้นั่นเป็นพลูอาถรรพ์

      อ่ะโดยสรุปก็แล้วกันว่าการกินหมากเนี่ยเป็นเรื่องสำคัญในสมัยก่อน ผมเคยกราบเรียนไว้แล้วครั้งหนึ่ง ยังขอทวนกลับว่าคนจะกินหมากด้วยกันได้ต้องเป็นคนที่รักกันนะครับถ้าไม่รักล่ะกินด้วยกันไม่ได้มีคำกล่าวไว้ในบทดอกสร้อยบทหนึ่งว่า

ตุ๊ดเอ๋ยตุ๊ดตู่           ในเรี่ยวในรูฉันอยู่ได้
 ขี้เกียจหนักหนาระอาใจ     มาเรียกให้กินหมากไม่อยากคบ

      เพราะนั้นหมากเนี่ยกินหมากกินพลูต้องสนิทสนมกันจริง ไม่เช่นนั้นละก็เค้าจะไม่กินด้วยกันหรอกนะครับ นี่ก็ว่าเรื่องกินหมาก

      ผู้หญิงสมัยก่อนนั้นเธอรักใครจะให้พลูแก่คนนั้น แสดงว่าเธอรัก และก้ผู้ชายจะตอบสนองความรักของเธอ โดยให้ความมั่นคงแก่เธอโดยการให้หมากเธอ แต่ไม่ให้เป็นลูกหมากไปอย่างงั้น ต้องใส่ขันไปเรียกว่าขันหมาก พอผู้หญิงให้พลูมา ผู้ชายก็ให้หมาก แสดงว่ารักกันแล้วก็จะแต่งงานกัน แต่งงานดิเพราะให้หมากเป็นขันหมาก

      ผมยังนึกถึงตอนที่สุนทรภู่ผ่านไปที่บางพลุก็นึกถึงคนรักของตัว สุนทรภู่กล่าวว่า

ถึงบางพลูคิดถึงคู่เมื่ออยู่ครอง      เคยให้ซองส่งไปให้ล้วนใบเหลือง

      อ่าแสดงว่าคนรักนั้นเอาพลูมาให้ แล้วพลูนั้นสีเหลืองบ่มมาอย่างเต็มที่เลยนะครับ แต่ในนั้นก็ไม่ได้กล่าวถึงสุนทรภู่ให้หมากแต่ประการใด เพราะฉะนั้นท่านบวชอยู่คงให้ไม่ได้หรอก แต่เทียบกับคนทั่วไป ถ้าผู้หญิงให้พลูแสดงว่าเค้ารัก ผู้ชายก็จะต้องให้หมาก แสดงว่าให้ความมั่นคงกะเค้า แต่แห่ไปเป็นขบวนขันหมาก น่ะ และขันหมากก็มีเรื่องสำคัญที่ว่าถ้าแห่เข้าไปต้องโห่นะครับ โห่ให้ได้ยินเลย บางทีขันหมากเข้าไปตี 5 ตี 5 กว่าอย่างเงี้ยเกือบจะ 6 โมงเช้าขบวนที่แห่ขันหมากต้องโห่ โห่ให้คนแถวๆนั้นลุกขึ้นมาดู ลุกขึ้นมาเห็นว่าเนี่ยเป็นว่าที่สามีของผู้หญิงคนนี้แล้วนะ ผู้หญิงคนไหนอย่าไปแตะเข้า เห็นไหมเขาแห่ขันหมากมาแล้วอะไรทำนองนี้ต้องโห

      พอพูดถึงตอนนี้ก็เห็นจะอ่า พูดถึงวรรณกรรมที่ลาลูแบร์เขียนถึงว่า ผู้หญิงกับผู้ชายเนี่ยเค้าแต่งงานกันเมื่อไหร่ล่ะ ในสมัยที่ลาลูแบร์เข้ามาอยุธยาในยุคนั้น ลาลูแบร์เขียนไว้ อันนี้เขียนบอกว่า หญิงชาวสยามอยู่ในสถานะที่จะมีบุตรได้ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ และบางทีก็ก่อนหน้านี้เสียอีก ถ้าพูดอย่างนี้นะครับแสดงถึงว่าคนไทยสมัยอยุธยา ชาวสยามอยุธยาที่เป็นผู้หญิงเนี่ยมีโภชนาการดีมาก เพราะมีร่างกายเติบโตพอที่จะมีลูกได้ตั้งแต่อายุ 12 ขวบหรืออ่อนกว่านี้ซะอีก ปัจจุบันนี้ 12 ขวบยังตัวเล็กอยู่เลยครับแต่ แต่ก่อนนี้เค้าต้องมีโภชนาการดีมากเลยนะครับจึงมีความเจริญเติบโตถึงขนาดจะมีลูกได้ตั้งแต่อายุ 12 หรือเล็กกว่านั้นน้อยกว่านั้น และก็บอกว่าบางคน เมื่อมีอายุช่วง 40 ปีไปแล้วยังมีบุตรอยู่ได้ นี่คือคนไทย 40 ปีแล้วก็ยังมีลูกได้เลย แปลว่าทั้งอาหารและโภชนาการคนไทยแต่ก่อนต้องเลิศมากเลย

     อยากจะพูดเรื่องอาหารอีกต่อไปเหมือนกันนะนี่นะแต่พูดเรื่องนี้ซะก่อน ฉะนั้นจึงเป็นธรรมเนียมของชาวสยามที่จะจัดให้ลูกสาว หลานสาวแต่งงานแต่อายุยังเยาว์ คนแก่นั้นจะจัดให้แต่งงานตั้งแต่อายุอายุยังน้อยๆ อยู่นะครับไม่ให้แต่งตอนอายุมากนะ อายุยังน้อยอายุยังเยาว์เนี่ยให้แต่งงานอาจจะ 12 มั้ง ซึ่งมันจะเป็นไปได้รึเปล่าก็ยังงงอยู่นะครับ แต่ลาลูแบร์บันทึกเอาไว้โดยให้แต่งงานกับชายหนุ่มซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเนี่ย

     บันทึกเนี๊ยะทำให้ผมสงสัยมาก เพราะว่าคนจะแต่งงานกันได้นั้นเค้าจะต้อง ผู้ชายนั้นจะต้องบวชเสียก่อนนะครับ ถ้าไม่บวชเค้าไม่ให้แต่งงานนะสมัยนั้นน่ะ มันเป็นธรรมเนียนปฏิบัติกันอย่างนั้น หรือว่าสมัยอยุธยาจะแต่งกันได้โดยยังไม่บวชนี้ ผมก็ไม่แน่ใจ ถ้ายิ่งทางอีสานน่ะกว่าจะแต่งได้ผู้ชายนั้นจะต้องโตเต็มที่นะครับ และต้องสักขานะ เค้าเรียกสักขาลาย ใครไม่สักขาลายล่ะก็เหม็นคาว ผู้หญิงจะไม่แต่งงานด้วย เค้าว่าอย่างนั้น

      เพราะฉะนั้นก็ คนจะแต่งงานนี่ก็ต้องมีอายุมากหน่อยแต่ลาลูแบร์ บันทึกเอาไว้ว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกันประมาณ 12 -13 ปี นี่ผมไม่สู้จะแน่ใจในบันทึกนี้นักนะครับ แม้กระนั้นก็ยังมีหญิงสยามบางคนนะที่ไม่ยอมแต่งงานเลยตลอดชีวิต นี่ก็ของธรรมดาก็เขาไม่อยากแต่งจะไปบังคับให้เขาแต่งได้ยังไงล่ะ ลาลูแบร์บอกไว้เลยว่ามีผู้หญิงสยามบางคนที่ไม่ยอมแต่งงานตลอดชีวิต แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่ยอมบวชเป็นภิกษณีนะฮะ นี่ นี่ก็กล่าวไว้ด้วยไม่ใช่การบวชภิกษุณีในยุคนั้นนะครับ แต่ไม่มีใครบวชเป็นภิกษุณีหรือว่าภิกษุณียุคนั้นไม่ม

      เนี่ยตอนนี้เรื่องภิกษุณีก็เป็นปัญหาขัดแย้งกันพอสมควรนะครับที่จริงบริษัท 4 ภิกษุณีนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นนะครับ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาเนี่ย และในสมัยของลาลูแบร์เข้ามานั้นไม่มีใครสักคนเลยที่จะบวชเป็นภิกษุณี อ่ะเค้าว่าอย่างนั้น ภิกษุณีนั้นคือ อุทิศตนให้แก่การถือพรมจรรย์ นอกจากคนที่แก่เต็มที่แล้วเท่านั้นจึงจะบวชเป็นภิกษุณี ถ้าพูดอย่างนี้ก็แปลว่ามีผู้หญิงแก่ๆ ที่บวชเป็นภิกษุณีได้ในยุคนั้นกระมัง อันนี้ผมไม่ยืนยันเพราะลาลูแบร์ก็ไม่ได้เขียนไว้ชัดอะไรนัก ลาลูแบร์เขียนว่านอกจากจะแก่เต็มที่แล้วแปลว่า แก่เต็มที่แล้วเท่านั้นจึงจะบวชเป็นภิกษุณีกระมัง

       ก็เป็นอันสรุปว่าถ้าจะแต่งงานกันเนี่ยก็แต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย นี่ตามที่ลาลูแบร์ว่านะครับผู้หญิงก็พร้อมจะมีลูกได้ตั้งแต่อายุ 12 หรือน้อยกว่านั้น แล้วก็จะจัดงานแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยผู้ชายก็มีอายุใกล้เคียงกันแล้วลาลูแบร์ก็บอกว่า ก็มีผู้หญิงบางคนอายุ 40 กว่าขึ้นไปแล้วก็ยังไม่ได้แต่งงานเลย ในนี้อ่ะนะอายุมากแล้วแต่ก็ยังไม่แต่งงาน บางคนที่ไม่ยอมแต่งงานตลอดชีวิตเนี่ยก็มีนะฮะ นี่ก็แปลกประหลาดอยู่แต่เค้าบอกว่า ประธานโทษ ! อายุ 40 กว่า ก็ยังมีลูกได้อยู่นะครับผู้หญิงในยุคนั้น นี่ก็เป็นเอกสารที่บันทึก ผู้หญิงที่จะแต่งงานเนี่ยก็เป็นสาวแล้ว เค้าถึงจะแต่งงานเนี่ย

       สาวชื่อก้บอกอยู่แล้ว นางสาวจะแต่งงานก็ต้องเป็นสาว สาวแปลตามตัวก็แปลว่าดึงนั่นเองแหล่ะครับ ถามว่าสาวแปลว่าไร สาวแปลว่า ดึง แปลว่า ชักเข้ามา สาวเชือกอย่างนี้นะ แปลว่าดึงแปลว่าชักนะครับ ส่วนผู้ที่ถูกชักมาก็มาเป็นคนรับใช้เค้าให้ชื่อว่าบ่าว ด้วยเหตุนี้เวลาแต่งงานกันจึง มี เจ้าสาวจึง มีเจ้าบ่าว ท่านสังเกตดูสิครับ คนนึงก็สาวเข้ามาคนนึงก็มาเป้นผู้รับใช้ ส่วนคนที่ได้แต่งงานแล้ว ผู้หญิงแล้วก็หมดสิทธิที่จะสาวคนมาช่วยงาน จึงตัดคำว่าสาวทิ้งเหลือคำว่านางคำเดียว อ่า นางสาวก็มีสิทธิถ้าสาว ตัดสาวสาวออกซะถ้าแต่งงานก็หมดไป

       เรื่องนี้ก้คงจะพูดกันต่อในสัปดาห์ต่อไปนะครับ สำหรับในวันนี้ผม นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังก่อนนะครับ สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน