วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 20 เรื่อง การใช้นิทานมุขปาฐะในการตอบคำถาม 2
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำ ในวันเวลานี้มาสร้างสรรค์สาระ ความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการ

      ในคราวที่แล้วเราพูดถึงการใช้นิทาน การใช้วรรณกรรม มุขปาฐะ ในการตอบคำถามซึ่งตอบได้ยากใช้วิทยาการสาขาอื่น ตอบได้ยากก็ใช้นิทานตอบ พูดถึงเรื่องนี้วันนี้ก็จะพูดต่อไปอีกหลายอย่างที่เราตอบไม่ได้ เคยมีคนถามว่า ในเวลาที่มีงานกฐินเขาแห่กฐินไปทำไมต้องมีธงนำหน้าด้วย ธงนั้นมีรูปสัตว์สองชนิด ชนิดแรกคือตะขาบ ชนิดที่สองก็คือจระเข้ ทำไมจึงเอาสัตว์ประเภทนี้มาใส่ไว้ในธง ทำไมไม่เอาสัตว์ชนิดอื่นใส่ลงไป

      คำตอบมีมากมายเลย บางคนก็บอกว่าที่ทำอย่างนี้ก็เพราะว่าแห่กฐิน การแห่กฐินสมัยก่อน จากบ้านไปวัด จากอะไรถ้าไปทางเรือนั้นมันจะมีศัตรูอยู่เหมือนกันคือจระเข้อยู่ตามริมน้ำบางทีมันเกิดอะไรขึ้นมา มันก็ไล่เอาขบวนกฐินทำให้เด็กตกอกตกใจ แต่ถ้ามีรูปจระเข้เสีย มันก็ไม่ไล่กัดอะไร แค่นั้นคำตอบที่หนึ่ง ไม่มีนิทานอะไรประกอบ

      คำตอบที่สอง ก็บอกว่าไอ้ที่มีรูปตะขาบความจริงแล้วไม่ใช่ตะขาบ มันคือตะบองพลัม ตัวตะบองพลัมนี้ใหญ่ขนาดงูเหลือมใหญ่ๆ ทีเดียวแหละ แต่ตอนหลังมันหายไปไหนหมดก็ไม่ทราบ ตัวตะบองพลัมแต่ก่อนเขาบอกกินช้างได้ ในเรื่องอะไรสัตวาธิทานที่เขียนไว้มันกินช้างได้ ดูมันมาหลายเรื่อง น.ม.ส.ก็เลยเขียนไว้ เคยเขียนไว้เหมือนกัน ตัวตะบองพลัมเป็นสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาสัตว์บก ฉะนั้นกฐินที่ไปทางบกจะต้องมีตัวตะบองพลัมอยู่บนธงเสีย เพื่อป้องกันสัตว์ประเภทนี้ไม่ให้มาทำอันตราย

      เดี๋ยวนี้ตัวตะบองพลัมหมดไปแล้วไอ้ที่เขียนก็เลยเป็นตัวตะขาบแค่นั้นเองนี่ก็ไม่มีเรื่องอะไรประกอบอีก ฟังดูแล้วมันก็ต้องมันน่าจะมีนิทานประกอบก็เลยตรวจสอบไปดูเรื่องเกี่ยวกับตะเข้ เรื่องเกี่ยวกับตะขาบอะไรทำนองนี้ ผมพยายามตรวจสอบดูว่านิทานเกี่ยวกับตะเข้มีกี่เรื่อง นี่มันก็เป็นสิบกว่าแต่บางเรื่องไม่เกี่ยวโดยตรง

      บางเรื่องไปเป็นนิทานประกอบเรื่องของคนติดอ่าง มีเรื่องเล่าว่าชายคนหนึ่งติดอ่างนั่งเรือไปกับคนตาบอดคนติดอ่างเป็นคนพายอยู่ข้างหลัง คนตาบอดนั่งข้างหน้า เวลาพายไปตามลำคลองถ้ามีสะพานขวางหน้าอยู่ คนติดอ่างก็จะบอกว่าสะพานอยู่ข้างหน้า คนตาบอดก็จะก้มลงก็ลอดสะพานไปได้ ก็พายกันไปอยู่ดีๆ ปรากฏว่ามีสะพานอยู่ข้างหน้า แต่คนตาบอดนั้นไอ้คนติดอ่างนั้นพูดช้ามัวแต่ตัดตะตัดตะแค่นั้น ปรากฏว่าคนนั่งข้างหน้าก็ชนกับไอ้สะพานโป้งเข้าให้ ไม่ทันหลบหล่นลงไปในน้ำ เป็นเหตุให้คนตาบอดคิดว่าต่อไปเราต้องระวังรีบหลบโดยเร็ว ขณะที่กำลังนั่งอยู่นั้นปรากฏว่ามีตะเข้โผล่ขึ้นมาไอ้คนที่เป็นคนพายติดอ่างก็บอก " ตัด ตะ ตะ…" แค่นั้นเองทางนั้นก็นึกว่าตะพานหลบหัวลงต่ำลงปากจระเข้พอดีเลย ตัดตะตะก็จะออกมาตะเข้นี่ ตอนแรกตัดตะตะแล้วก็พาน ตะเข้อย่างนี้ก็มีหลายเรื่อง

      คำว่าตะเข้หรือจระเข้นี่นะของเมืองไทยมันมีถึงสองชนิด ชนิดหนึ่งจระเข้เป็นแบบจิ้งจกปากมันใหญ่ จระเข้ชนิดนี้นั้น ภาษาฝรั่งเรียกตัวคอกโคดาย ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้นเป็นจระเข้จมูกใหญ่แต่ปากเรียวเล็ก พวกนี้ชอบอยู่ตามน้ำเค็ม ภาษาไทยเขาไม่เรียกตะเข้ เขาเรียกตะโขง ท่านคงได้ยินไอ้เข้ไอ้โขงมาในโรงไม้สักนี้ ไอ้โขงนี้ปากยาวเหมือนปากเป็ด ส่วนนั้นปากจิ้งจก ไอ้ตะโขงมันตรงกับภาษาอังกฤษเรียกกันว่าแอรี่เก็ตเตอร์มันคือตังตะโขงนี่เองล่ะ อีตะเข้ตะโขงอยู่กันโดยทั่วไป

      คราวนี้นิทานเรื่องเกี่ยวกับตะเข้นั้นมันมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากแต่ไม่ใช่ตะเข้โดยตรงมันเป็นดาวเขาเรียกว่าดาวจระเข้ ดาวจระเข้นี้ดึกเท่าไรมันจะเอาหัวลงข้างล่างแล้วก็เอาหางขึ้นข้างบน ท่านเคยได้ยินสักวาไหมที่เขาบอกว่า สักวาดาวจระเข้ก็เหหก ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว นี้ไงดาวจระเข้จะเล่าถึงเรื่องดาวให้ฟังว่าทำไมจึงเกิดมีดาวจจระเข้ขึ้น มันมีนิทานประกอบอยู่ เขากล่าวว่า ครั้งหนึ่งนะก็ครั้งหนึ่งเหมือนเดิม

      นานมาแล้วก็มีเศรษฐีคนหนึ่งปลูกบ้านอาศัยอยู่ริมน้ำแม่กลองแสดงว่าเรื่องนี้นิทานประกอบลำน้ำแม่กลองเสียแล้วไม่ใช่ที่อื่นแม่น้ำแม่กลองนี้นะ แกเป็นคนมีทรัพย์สินมาก เศรษฐีคนนี้ทรัพย์สินมากมายเลย ที่ดิน ช้างม้าวัวควาย แก้วแหวนเงินทอง ความร่ำรวยของแกนี้ถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับเศรษฐีปัจจุบันก็น่าดูล่ะ ระดับของเมืองไทยเราก็รู้อยู่แล้วนี่เปรียบเทียบกับเศรษฐีคนนี้รับรองเลยไม่มีใครสู้ใครได้ เพราะแกได้เงินมาแกสะสมอย่างเดียว แกไม่ยอมใช้จ่ายเงินทองเลย ทั้งๆที่เรื่องมันจำเป็นแกยังไม่ค่อยจะใช้เลย แกขาดมัชิมปฏิปทา ตาคนนี้แกไม่เดินทางสายกลาง ขี้เหนียวการกินการใช้จ่ายของท่านก็อยู่ในการตระหนี่อย่างมาก แย่เลยไม่มีสมาชิตา

      ตาเศรษฐีคนนี้ในเรื่องในการทำบุญทำทานบริจาคทรัพย์สินสาธารณกุศลไม่ต้องพูดถึง แกขี้เหนียวแกไม่ยอมทั้งหมดเลย ทรัพย์สมบัติที่แกมีอยู่ไม่เคยทำให้แกรับความสุขกายสบายใจเลย เก็บเอาไว้อย่างเดียวแกไม่เคยเอื้อเฟื้อใคร ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน สังคมส่วนรวมแกไม่ให้ ความขี้เหนียวของแกนั้นเลื่องลือไปหลายตำบลเลยแปลว่าเศรษฐีคนนี้เศรษฐีขี้เหนียว

      ในหมู่บ้านที่เศรษฐีอาศัยอยู่นั้นทุกเช้าจะมีพระมาบิณฑบาต มาโปรดชาวบ้าน มาบิณฑบาต ชาวบ้านก็ได้ตักบาตรโดยทั่วกัน ทุกบ้านเขาจะจัดหาข้าวปลามาเตรียมตักบาตรเป็นประจำ แต่บ้านเศรษฐีของแกเนี่ยไม่ได้เตรียม ภรรยาเศรษฐีเป็นคนดีมาก มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ แล้วก็อยากจะทำบุญ บางครั้งนิมนต์พระไว้เลยแต่เศรษฐีจะไม่ยอมให้ตักบาตร เศรษฐีขัดขวางเพราะกลัวว่าภรรยาจะเอาสมบัติของตัวไปทำบุญทำทาน ทรัพย์สมบัติเศรษฐีก็ไม่ยอม แล้วท้ายสุดก็กลัวภรรยาจะแอบเอาทำบุญทำทาน เศรษฐีก็นำทรัพย์สมบัติจำนวนมากมายของแกฝังไว้ใต้สะพาน

     ทำไมจึงเอาทรัพย์สมบัติฝังไว้ใต้สะพานล่ะ ก็เพราะว่าพวกโจรพวกขโมยต่างๆ แต่ก่อนไม่กล้ารอดใต้สะพานนะท่าน ใครไปรอดใต้สะพานถือว่า อยู่ยงคงกระพันเสื่อมหมดเพราะสะพานเป็นที่ข้ามไปข้ามมาของผู้หญิง เศรษฐีแกรู้อย่างนี้แกรู้ว่าโจรไม่กล้าไปนำมาแน่ แกก็เลยเอาทรัพย์สบัติจำนวนมากไปฝังไว้ใต้สะพาน แล้วแกก็นั่งเฝ้าของแกอยู่นั่น

    ไอ้นี้ก็น่าสงสารเป็นห่วงทรัพย์นะหนอ นั่งเฝ้าอยู่ทั้งเช้าจรดเย็นเลยเฝ้าอยู่ไม่นานนัก เศรษฐีแกลำบากตรากตรำเฝ้าทรัพย์สมบัติ จิตใจก็พะวงอยู่กับทรัพย์สมบัติ กลับไปบ้านแล้วก็นอนไม่หลับ แกก็เลยเริ่มมีอาการเจ็บป่วย เศรษฐีก็เลยเสียชีวิตไป แต่พอเสียชีวิตไปเนี่ย วิญญาณของแกยังห่วงทรัพย์สมบัติกลัวว่าคนจะมาเอาไป ทรัพย์สมบัติที่ฝังไว้ใต้สะพาน แกก็เลยเกิดเป็นจระเข้มาเฝ้าทรัพย์สมบัติอีก

    กรรมแท้ๆ เกิดเป็นจระเข้ จระเข้นี้วนเวียนอยู่ตรงหัวสะพานนี่แหละไม่ไปไหนหรอก อยู่ไปนานๆ เข้าจระเข้ก็รู้สึกว่า เราลำบากนะมามัวห่วงทรัพย์สมบัติเฝ้าอยู่ทำไม จระเข้ก็เลยไปเข้าฝันภรรยา มีการเข้าฝันนะ สามีตายไปแล้วเกิดจระเข้เข้าฝันภรรยาได้ ไอ้คำว่าเข้าฝันนี่เขาก็ใช้กันบ่อยนะ

      หลายคนพอเข้าฝันก็คิดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จะต้องไปซื้อลอตเตอรี่รัฐบาลอะไรเนี่ย มันจริงไม่จริงก็ไม่ทราบ บางทีมีเข้าฝันว่ามีแพะตัวหนึ่งเดินมาหา คนที่จะซื้อลอตเตอรี่ก็เหลือเกินตีความวรรณกรรมจากความฝันออกไปซื้อลอตเตอรี่รัฐบาลมีเลขแปดอยู่ ผมเคยสงสัยถามว่าแพะเป็นเลขแปดยังไง เขาบอกเขานับเอาจากปีชวด ระกา จอ กุน ชลู ขาล เถาะ มะโรง มะเส็ง มะเมีย มะแม อะไรทำนองนี้กลายเป็นเลขแปด

      อันนี้เศรษฐีไปเข้าฝัน แต่ไม่เข้าฝันอย่างนั้น เข้าฝันภรรยาให้รู้ว่าทรัพย์สมบัตินั้นฝังไว้ใต้หัวสะพาน ไปขุดเอาเถิด ขุดเอามาแล้วนำไปทอดกฐินเสีย เศรษฐีเริ่มเปลี่ยนแล้ว ทีนี้เปลี่ยนความคิดแล้วจากเดิมความคิดนี้เอาเรื่องตะหนี่เรื่องเดียว แต่ตอนนี้บอกภรรยาให้ไปขุดเอาทรัพย์สมบัติขึ้นมาขายได้เงินได้ทองเอาไปทอดกฐิน เอาไปทำบุญให้เต็มที่เถิด พี่จะได้พ้นเคราะห์สักที อยู่เป็นตะเข้เฝ้าทรัพย์สมบัตินี้ได้รับทุกขเวทนามากแล้ว สมัยเป็นเศรษฐีก็อดมื้อกินมื้ออยู่ นั่งเฝ้าทรัพย์สมบัติใต้สะพานเป็นเวลานาน ช่วยสักหน่อยสงเคราะห์หน่อย

      เริ่มคิดได้นะ เริ่มคิดได้ว่าการมีชีวิตและก็ห่วงใยกับทรัพย์สมบัติมันไม่ใช่ความสุขเลย มันเป็นความทุกข์แท้ๆ เลย ส่วนภรรยานั้นพอสามีมาเข้าฝันนั้นก็สงสารพี่เขาที่มาคิดได้ เมื่อเกิดเป็นตะเข้แล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็พาพรรคพวกไปขุดทรัพย์สมบัติของสามีที่ฝังอยู่ใต้สะพานเอามาได้เยอะไปหมดเลย เอามาเยอะเลยก็เก็บเอาไว้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เริ่มนำไปทำบุญแล้ว

      ซึ่งคนไทยเนี่ย ที่จริงคนไทยนี่เขามีภาษิตสอนเรื่องของการใช้เงินใช้ทองทรัพย์สมบัติ มีภาษิตบทหนึ่งบอกว่า .....ทรัพย์มีสี่ส่วนไซร้ปูนปัน..... ทรัพย์เนี่ยหาเงินมาได้สักสี่ร้อยบาท ให้แบ่งอย่างนี้ .....ภาคหนึ่งพึงเกลียดกันเก็บไว้..... หนึ่งร้อยบาทเก็บหรือจะเก็บธนาคารอะไรก็ว่าไปเถอะ .....สองส่วนเบ็ดเสร็จศัพท์ถึงกาลกิจใช้นา..... อีกสองส่วนเอาใช้อยู่เอาไว้ใช้กิน เกี่ยวกับปัจจัยสี่ ใช้ไปสองส่วน กินหนึ่งส่วน อีกส่วนหนึ่งควรให้จ่ายเลี้ยงตัวตน ที่เหลืออีกส่วนหนึ่งเอามาในเรื่องความบันเทิงในเรื่องการทำบุญหรืออะไรต่างๆ เขาสอนไว้อย่างนี้ มีสี่ส่วนเก็บหนึ่งส่วน ใช้จ่ายสองส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการทำบุญทำทานสาธารณะประโยชน์ และก็เป็นเรื่องของการหาความบันเทิงใช้ได้ใช้เป็นอย่างนี้ใช้ได้ใช้เป็น

      ภรรยาของเศรษฐีก็คงจะคิดอย่างนี้ ก็เลยนำทรัพย์สมบัตินั้นออกมาขาย พอเก็บได้ก็เก็บ ที่แจกจ่ายได้ก็แจกจ่ายไป ๆได้เงินมามากมายเลย เศรษฐีนี่สะสมไว้เยอะ ได้เงินมามากมายก็ทำตามความฝันนั่นคือจัดทอดกฐินไปทางน้ำ ทางเรือ แม่กลองนี่ทำไงได้ก็ต้องทอดทางน้ำทางเรือ กฐินก็ไปทางน้ำ พอเห็นทอดกฐินแค่นั้นสามีก็ดีอกดีใจที่เห็นขบวนกฐินที่ภรรยานำไปทอดที่วัดตามคำแนะนำของตัว สามีซึ่งเป็นจระเข้อยู่ก็ว่ายน้ำตามไป ว่ายน้ำตามขบวนเรือไป

     แทนที่จะดีชาวบ้านกลับตกอกตกใจว่ามีจระเข้ขนาดใหญ่ว่ายไปตามมา ขบวนก็เสียใจกันก็ถ้าจระเข้มาทำอย่างนี้แล้วก็มักไม่สนุกซะแล้ว ภรรยาเศรษฐีจึงออกมาห้ามจระเข้ไม่ให้ตาม เพราะรู้ว่าจระเข้ไม่ใช้ใครอื่นแต่คือสามีของตัวที่ตายไปแล้วมาเกิดเป็นจระเข้ ก็เลยออกมาห้ามว่าอย่าตามไปสิมันกลัวไม่ใช้ทำบุญเลย จระเข้ตามมาเลยทำให้คนไม่อยากทำบุญ แล้วข้อสำคัญจระเข้เป็นสัตว์เดรัจฉาน สมัยก่อนเขาไม่ให้เข้าไปทำบุญ เข้าไปวัดไปโบสถ์เขาไม่ให้เข้าไปหรอก ภรรยาก็ออกมาห้าม เศรษฐีก็ฟัง พอภรรยาห้าม เศรษฐีก็ฟัง แต่ไม่รู้จะทำยังไงก็อยากทำบุญให้เขามาก เศรษฐีก็เลยบอกภรรยาว่าเอาอย่างนี้สิน้องเอ๋ย ไหนๆพี่จะเข้าทำบุญเขาก็ไม่ให้เข้า

      เพราะฉะนั้นในงานกฐินพี่อยากทอดกฐินเต็มที่แล้ว ขอให้น้องให้ช่างมาวาดรูปของพี่ติดบนธงได้ไหม ให้มีธงเป็นรูปตะเข้พี่จะได้เกิดความสบายอกสบายใจ ถึงเวลานั้นก็แห่ธงนั้นเข้าไปในวัดได้ เท่ากับพี่ไปทำบุญอยู่ด้วย ฝ่ายทางภรรยาก็เออพี่เขามีความคิดดีนะ แม้ตัวเองเป็นตะเข้เข้าไปไม่ได้ก็ขอให้นำรูปเข้าไปก็แล้วกัน ก็เลยจัดการให้คนวาดรูปจระเข้บนธง เวลาทอดกฐินทางเรือก็ให้แห่จระเข้ไปตามตลอด ส่วนทางพวกทั้งหมดนี้ก็เลยบอกดีแล้วล่ะ

      ก็เป็นการเตือนว่าทรัพย์สมบัติต่างๆ นั้นพอใช้จ่ายได้พอประมาณ อยู่กินพอประมาณ ภาษาพระท่านว่า .....มัตตันยุตา จพัตสมิง..... กินพอประมาณ .....มัตตันยุวมสีทเล...... การรู้จักประมาณนั้นเป็นการดี ถึงการตระหนี่เหนียวเอาอย่างเศรษฐีนั้นไม่ดีหรอก แต่ท้ายสุดเศรษฐีก็กลับเนื้อกลับตัวได้เป็นคนที่รู้จักทำบุญสุนทาน เห็นประโยชน์ของส่วนรวม เห็นประโยชน์ของสังคมและศาสนา แต่กว่าจะรู้ตัวก็อุตส่าห์ไปเกิดเป็นตะเข้ก็ยังดีล่ะ ที่อย่างน้อยที่สุดเป็นจระเข้ก็นึกถึงว่าควรจะทำประโยชน์อะไรขึ้นมาบ้าง

      ด้วยอานิสงฆ์ผลบุญครั้งนั้นนี่ล่ะที่จระเข้นั้นสำนึกได้ เทวดาก็เลยบันดาลให้เศรษฐีจะเป็นเทวดาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ก็พูดง่ายๆ ว่าอานิสงฆ์ผลบุญก็แล้วกัน อันนี้เราก็มองไม่เห็นว่าไปตามนิทานที่เขาเล่าไปเรื่อย ผลบุญนี้ก็ทำให้ท่านเศรษฐีผู้นี้ไปเกิดเป็นดวงดาวบนท้องฟ้า เรียกว่าดาวจระเข้จนถึงปัจจุบันนี้  ดาวนี้คนก็ดูกันทั่วกัน เด็กรุ่นใหม่จะรู้จักหรือไม่ก็ไม่ทราบดาวจระเข้ ดาวไถก็มีมันเยอะแยะไปหมด นี่ก็เป็นตะเข้ไปตามกระบวนกฐิน

      บางทีถ้าเป็นตะขาบก็ไปกฐินทางบก มันก็ต้องมีนิทานเล่าเกี่ยวกับตะขาบ ธงกฐินนี้คนสมัยก่อนเขาเห็นเข้าเขาจะดีอกดีใจปลื้มกันเลย ผมยังนึกถึงข้อความในนิราศเรื่องหนึ่งชื่อนิราศทวาทศมาส นิราศแปลว่าการจากกัน ชายผู้นี้ไม่รู้ว่าไปจากแฟน แฟนไปอยู่ไหนก็ไม่ทราบ คร่ำครวญถึงแฟนไม่ได้คร่ำครวญว่าจากไปอยู่ไหน คร่ำครวญเป็นเดือนๆ ไป เดือนหนึ่งก็คิดถึงแฟน เดือนหนึ่งก็คิดถึงคิดถึงตลอดเลย 12 เดือน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนห้าเลยคิดถึงแฟน พอถึงฤดูกฐินก็คิดถึงแฟน เห็นขบวนกฐินเขาไปเขามีธงตะขาบ ธงตะเข้ไปด้วย

       ไอ้คนที่มองดูธงใจมันอยู่กับคนรักของตัว พอมองเห็นธงเข้านึกว่าคนรักกวักมือให้ตาม เวลาที่ถือธงไปธงมันสะบัด มองดูไกลๆ แกก็คงคิดของแกอย่างนั้น นี่ก็เหลือเกิน แกก็วิ่งตามไปตามขบวนกฐินเขาไปกว่าจะทัน พอไปทันจริงๆ ปรากฏว่าไม่ใช่มือของคู่รักแกที่กวักเรียกแกหรอกแต่มันเป็นธง แกแย่เลย ทรุดเลย ข้อความในทวาทศมาส .....ทันธงมิใช่น้อง เรียมทรุด......พอไปถึงมันไม่ใช่ก็น่าสงสารนะธงตะเข้ธงตะขาบเนี่ย

       ตั้งข้อสังเกตให้ดีก็แล้วกันว่าเวลาทอดกฐินจะมีอย่างนี้เสมอ มันไม่ยักกะมีธงอื่นๆ มีเฉพาะตะเข้กับตะขาบ ขึ้นต้นด้วยตะทั้งนั้นแต่อันอื่นไม่เอาไป ไม่เห็นจะมีธงเสือ ธงอะไรเลยเขาไม่เอา ที่มันไม่มีก็คงเพราะว่ามันไม่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับการเดินทางทางเรือ หรือการเดินทางทางบกนี่เอง

      นี่ก็เป็นการใช้นิทานตอบคำถามในเรื่องของพิธีกรรมในเรื่องของปรากฎการณ์ต่างๆ ที่มนุษย์ทำขึ้น สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ทำขึ้น เพราะเรื่องของธงตะเข้และธงตะขาบมนุษย์ทำขึ้น ส่วนปรากฏการณ์ธรรมชาติคือดาวจระเข้ อันนี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ มนุษย์ไม่ได้ทำขึ้น แต่เพื่อจะตอบคำถามทั้งสองประการนี้ให้ได้ก็ต้องสร้างนิทานประกอบขึ้นมา

       แล้วมีหลายคนบอกว่ามีนิทานตะเข้แล้วมีนิทานเรื่องอื่นอีกไหม…มี ผมรวบรวมว่ามีมากนะวรรณกรรมเกี่ยวกับตะเข้ มันก็ตอบคำถามอีกเหมือนกันแหละ เช่นตะเข้ทำไมจึงไม่มีลิ้น คำตอบนี้ก็มีอยู่ตะเข้ทำไมไม่มีลิ้น มีคำตอบว่าแต่ก่อนตะเข้มีลิ้นนะท่านนะ เดี๋ยวนี้ไม่มีลิ้น เขาบอกว่าปากตะเข้กินอะไรแล้วไม่ได้รสไม่ได้ชาติ ผมสงสัยว่าเราไปคิดแทนตะเข้จริง ๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ ตะเข้มันอาจจะได้รสก็ได้ ว่าตะเข้ไม่ได้มีรสมีชาติหรอกเวลากินอาหาร

       ไอ้ที่ไม่มีลิ้นเดิมทีเดียวมันมีลิ้นเผอิญเหลือเกินครึ่งหนึ่ง ตะเข้มันชอบหากินอยู่ตามชายฝั่ง วันหนึ่งมีกระต่ายตัวหนึ่งกระโดดอยู่ ตะเข้งับกระต่ายพอดีเลย แต่ก่อนหางยาวนะกระต่าย หางยาวอย่างกับกระรอก อะไรทำนองนั้น งับเข้าไปปรากฏหางของเนี่ยขาดเลย หางของกระต่ายนี้ขาดไปอยู่ในท้องของตะเข้ ไอ้กระต่ายมันก็ตกอกตกใจมันก็โดดอย่างเต็มที่ เล็บเท้าของกระต่ายมันคมขูดเอาลิ้นของตะเข้ขาดเลย ตะเข้เลยลิ้นขาดเดี๋ยวนี้ก็เลยไม่มีลิ้น แต่ไม่มีลิ้นนี่ก็ยังร้องได้นะยังเคยได้ยินชื่อบ้านจระเข้ร้องเลย มีเยอะเลยจระเข้ที่ร้องได้ทั้งๆ ที่ไม่มีลิ้น

      โดยสรุปก็คือ ตะเข้ไม่มีลิ้นเพราะถูกเล็บเท้าของกระต่าย ส่วนกระต่ายนั้นหางขาดเพราะจระเข้มันกัด ก็พอจะตอบได้ทำไมกระต่ายมันหางขาดเช่นนั้น จระเข้นั้นถึงแม้มันไม่มีลิ้นก็ยังร้องอยู่ได้มันถึงมีบ้านจระเข้ร้อง ที่ จ.พิจิตรมีบ้านชื่อแปลกชื่อบ้านจระเข้ผอม สงสัยว่าจระเข้มันจะไม่สบายหรือว่าไม่ได้กินอะไรอยู่แถวนั้นเลยผอม เพราะพิจิตรนี่เขามีตะเข้มากนะ นิทานประจำถิ่นของเขาก็คือชาละวัน

      ชาละวันนี่เป็นจระเข้ใหญ่ ตอนหลังประพฤติไม่ค่อยจะดีเพราะมาคาบเอานางตะเภาทอง ตะเภาแก้ว หรืออะไรก็ไม่รู้ผมจำไม่ค่อยจะได้หรอก เป็นตะเข้ไม่ดีเอาคนไปอยู่ด้วยเป็นภรรยา ก็เลยมีคนจากนนทบุรีมาปราบ ที่มาปราบนั้นชื่อไกรทอง ก็เป็นเรื่องของจระเข้เขา เล่ากันจนเป็นตุเป็นตะ ท้ายสุดเป็นวรรณคดีเลย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ให้เป็นบทละครนอกให้ชื่อเรื่องว่า ไกรทอง ใช้ภาษาชาวบ้านเลย เรื่องสำคัญก็อยู่ที่เรื่องของตะเข้

     จระเข้ก็อยู่ในลำน้ำน่านเยอะ ถ้าหากเรามีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อจดหมายเหตุระยะทางพิษณุโลก ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ จะกล่าวถึงการเดินทางด้วยเรือ เรือคนไปเล็กๆ นี่ล่ะ จากพิจิตรมาพิษณุโลก ช่วงระยะทางที่ผ่านยังพบจระเข้มานอนผึ่งแดดอยู่ตั้งหลายตัว ตามริมน้ำน่าน แปลว่าแต่ก่อนจระเข้ก็เป็นสัตว์ประจำตามลำน้ำอยู่ทั่วไป อาจจะมีทุกลำน้ำนะท่านนะ เผอิญเหลือเกินว่าแถวพิษณุโลกนี่อุดมสมบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตรเนี่ย ตะเข้เลยมาอยู่เยอะมันก็เลยเกิดนิทานเรื่องตะเข้เยอะ นี่ก็เป็นของธรรมดามีสัตว์ที่ไหนมากก็มีนิทานมาก

     ที่จริงจระเข้ก็ไม่มาทำอันตรายคนนะ เท่าที่ทราบมันก็อยู่กินปลากินอะไรของมันไป เขาบอกว่าในแม่น้ำโขง มันลอยเท่าต้นซุงขนาดใหญ่เลยมันก็ไม่ทำอันตรายมนุษย์ แต่นานๆ จะมีจระเข้ที่ไม่ดีมันมาเที่ยวกินคน ถ้ามีขึ้นมาก็ต้องจัดการล่าทันที ส่วนตะเข้สมัยใหม่ที่เขาเลี้ยงไว้เวลาน้ำท่วมมันหลุดมันก็หิวมันคงออกมาหากินโดยตลอด นั่นมันก็เรื่องของตะเข้

     ที่ว่ามาทั้งหมดนี้คือเป็นเรื่องดาวจระเข้ และจะตอบคำถามหลายคำถามก็เลย ผมก็คิดว่าเวลาก็หมดพอดีแล้วนะ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกันอีกครั้งในเดือนสิงหาคมนะครับผม สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน