วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 16 เรื่อง วรรณกรรมสุนทรภู่
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
![]()
สวัสดีครับท่านผู้ที่เคารพ รายการวรรกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระ ความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของท่านผู้ฟังกับนักวิชาการ ผม นายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
เมื่อวานนี้คือวันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันสุนทรภู่ เขาเรียกกันว่าวันสุนทรภู่ ท่านสุนทรภู่ของเรานั้น ทางองค์การยูเนสโก หรือองค์การสหประชาชาติในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมนี่เค้ายกย่องท่านว่าเป็นกวีเอกของโลก นี่ก็เพราะว่าวรรณกรรมของท่านนั้นมีคุณภาพสูงยิ่ง เมื่อได้ตัดสินด้วยมาตรการหลักเกณฑ์ที่เค้าใช้ตัดสินรางวัลโนเบล ซึ่งเราเรียกว่าโนเบลไพรส์นี่ ใช้ตัดสินแล้วก็เห็นว่าเป็นวรรณกรรมที่มีคุณภาพสูงยิ่งนัก หลักเกณฑ์ของโนเบลนั้น เขาตัดสินกันด้วยมาตรการ 3 ประการ คือเรื่องของความไพเราะอย่างหนึ่ง เรื่องของศิลปะการดำเนินเรื่องอย่างหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคือคุณค่าทางปรัชญาของวรรณกรรมนั้นๆ
ก่อนที่จะกล่าวถึงวรรณกรรมของท่านสุนทรภู่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยเราโดยเฉพาะนี่ ผมขอกราบเรียนถึงความหมายของคำว่าวรรณกรรมเสียก่อน สักหน่อยหนึ่ง เพราะมีหลายท่านได้ถามผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า คำว่าวรรณกรรมเนี่ยอาจารย์หมายถึงอะไรกันแน่ เพราะบางทีก็เห็นอาจารย์พูดถึงนิทานพื้นบ้านก็มี พูดวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วงก็มี ผมก็ขอกราบเรียน ณ ที่นี้ว่า วรรณกรรมในแง่ของวรรณศิลป์เนี่ย มันมีความหมายถึงจินตนาการนะครับ วรรณกรรมจริงๆ เป็นจินตนาการแต่เป็นจินตนาการทางสุนทรียะ
จินตนาการนะครับตัววรรณกรรมน่ะมันไม่ใช่อย่างอื่นหรอก มันเป็น เป็นภาษาอังกฤษใช้คำว่า imagination มันเป็นจินตนาการ แต่เป็นจินตนาการทางด้านสุนทรียะ คือจินตนาการมันมีหลายอย่าง ที่ไม่ใช่ทางสุนทรียะก็มี อย่างเช่นคณิตศาสตร์นี่ บางส่วนเป็นจินตนาการนะท่านนะ ไม่ทราบว่าจริงๆมันคืออะไร แต่มันมีอยู่ในความคิดนะ ภาษาอังกฤษใช้คำว่ามัน exact ในความคิด อย่างเช่นรูทที่ 2 ของ ลบ 3 เนี่ย ท่านลองสังเกตดูให้ดีนะครับว่า มันมีเฉพาะในความคิดนะตัวจริงๆของมันหาค่าแน่นอน ค่า exact เนี่ยค่อนข้างหายากพอสมควร มันก็เป็นจินตนาการ
ผมยกตัวอย่างของบัญญัติไตรยางค์ที่มันเป็นจินตนาการให้ท่านฟังนะครับ ทางคณิตศาสตร์บัญญัติไตรยางค์ที่มันเป็นจินตนาการ ให้ท่านฟังนะครับทางคณิตศาสตร์ บัญญัติไตรยางค์ท่านลองฟังดูอย่านี้ ไถนา 1 วันได้ 1 ไร่ ใช้ควาย 1 ตัว ถ้าไถนา 3 วันแต่ให้ได้ 1 ไร่เท่าเดิมจะใช้ควาย เศษ 1 ส่วน 3 ตัว ควายเศษ 1 ส่วน 3 ตัวตัวนี่เป็นจินตนาการครับทางคณิตศาสตร์ จินตนาการอย่างนี้มันก็ ตามความเป็นจริงมันจะเป็นไปได้ ได้ ไม่ได้ผมก็ไม่แน่ใจที่ควายเศษ 1 ส่วน 3 ตัวนี้จะไถนาใช้เวลาตั้ง 3 วันให้ได้ 1 ไร่ แต่ว่ามันก็เป็นจินตนาการอยู่เพียงแต่มันไม่สุนทรีย์
ส่วนจินตนาการของวรรณกรรมนั้น วรรณกรรมในแง่วรรณศิลป์ จินตนาการนี้เป็นสุนทรีย์ เป็นสุนทรีย ภาษาทางศิลปะเรียกว่ามันเป็น aesthetics ใช้คำนั้นเลยนะครับ อ่ะสรุปอีกครั้ง วรรณกรรมเนี่ยในแง่วรรณศิลป์นั้นมันเป็นจินตนาการทางสุนทรีย์ แสดงออกอย่างมีศิลปะนะ มีเรื่องของศิลปะเข้ามาปนกันละครับ ต้องแสดงออกอย่างมีศิลปะ โดยผ่านสื่อทางภาษา อาจจะออกมาเป็นภาษาทางวาจา ขอโทษผ่านสื่อทางวาจาออกมาเป็นคำพูดเลยก็มี หรือไม่ก็อาจผ่านสื่อออกมาเป็นตัวอักษรที่เขียนขึ้นก็เป็นได้ทั้ง 2 ประการ หรือทั้ง 2 อย่างรวมกันก็ได้ ออกมาทางวาจาด้วยก็ได้ ออกมาทางตัวอักษรด้วยก็ได้ นี่คือวรรณกรรมในแง่วรรณศิลป์
อ่ะ..ย้อนกลับมาถึงวรรณกรรมของท่านสุนทรภู่ ซึ่งถือว่ามีคุณภาพสูงยิ่ง เราในที่นี้ไม่ใช่ผมนะครับ เราในที่นี้คือองค์การยูเนสโก ถือว่ามีคุณภาพสูงยิ่ง ที่สูงยิ่งก็เพราะว่ามีทั้งความไพเราะมีทั้งศิลปะการดำเนินเรื่องและคุณภาพทางปรัชญาดังได้กล่าวแล้วข้างต้น
เรื่องของความไพเราะเนี่ย ท่านนำเสนอความเฉลียวฉลาดและประสบการณ์ของชีวิตท่านผ่านวรรณกรรมโดยใช้ความไพเราะนี่เป็นสื่อหลักเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ถ้าเราอ่านวรรณกรรมของท่านสุนทรภู่นี่ อ่านแล้วสนุก อ่านแล้วรู้สึกมันเพราะสบายใจ สนุกกะสบายใจด้วยและอ่านแล้วยังฉลาดอีกด้วย ในความไพเราะนั้นมีความฉลาด วรรณกรรมของท่านสุนทรภู่นี่เป็นอาหารใจ เป็นยาบำรุงจิตนะ ถ้าจิตใจมันวุ่นวายมากๆนี่นะครับ ใช้วรรณกรรมเป็นยาบำรุงจิตได้ ยารักษาจิตได้ส่วนหนึ่งเลยทีเดียวล่ะครับ
วรรณกรรมนี่ไม่ต่างจากดนตรีหรอกครับ ใช้เป็นยาบำรุงจิตเป็นอาหารใจได้ เพราะอะไร เพราะมีความไพเราะและในความไพเราะนั้นไม่ใช่เพราะเฉยๆ แต่มันจะเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด ที่แฝงอยู่ในนั้นซึ่งสามารถเลือกออกมาได้ตามสติปัญญาของผุ้ฟังเหมือนกัน
วรรณกรรมของท่านสุนทรภู่ให้คุณค่าอย่างสูงทางด้านอารมณ์และให้คุณค่าอย่างสูงทางด้านสติปัญญา บางทีคุณค่าทางสติปัญญานั้นซ่อนอยู่ในความไพเราะจนกระทั่งแยะแยะออกได้เป็นหลายแง่หลายมุมเลยก็มี ผมจะยกตัวอย่างข้อความ ข้อความหนึ่งในเรื่องพระอภัยมณี ท่านก็คงเคยได้ยินไม่ต้องเท้าความว่ามันตอนไหนนะครับ แต่ในเนื้อความนั้นมีบอกว่า .....แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา....
ฟังตอนนี้มันเพราะก็ดูความหมายสิครับ ถ้าแม้นว่าเธอ แม่เนื้อเย็นนี่เป็นผู้หญิงนะ ก็มีสองอย่างผู้หญิงน่ะ แม้เนื้อเย็นกับแม่เนื้ออุ่น แม่เนื้อร้อนก็ไม่เคยปรากฏในวรรณกรรมที่ใดมาสักที่หรอก แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา ถ้าแม้ว่าเธอเกิดเป็นน้ำ พี่จะขอเกิดเป็นปลา ฟังดูมันเพราะถ้าคิดหนักเข้าไปแฮะ ถ้าเธอเป็นน้ำ พี่ก็จะเกิดเป็นปลาเนี่ย ต้องถามว่าปลาอาศัยน้ำหรือว่าน้ำอาศัยปลากันแน่ ทำไมพี่ถึงไปอาศัยน้องขนาดนั้น
ถ้าเกิดว่าเจ้าเป็นบัวล่ะตัวพี่เป็นภุมรา เขาบอกว่าอย่างนั้น ถ้าหากว่าเธอเกิดเป็นบัวพี่ก็ขอเป็นภู่เป็นผึ้งอะไรก็ว่าไปเถิด เชยผกาโกสุมปทุมทอง บัวต้องอาศัยผึ้งหรือว่าผึ้งต้องอาศัยบัว แมลงอาศัยบัวหรือว่าบัวอาศัยแมลง ถ้าเธอเกิดเป็นบัวพี่จะเป็นแมลงเนี่ย ใครมันอาศัยใคร ถ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่ เป็นราชสีห์สิงสู่เป็นคู่สอง ถ้าแม้นว่าเธอเกิดเป็นถ้ำนะ พี่ก็ขอเกิดเป็นราชสีห์ล่ะไปอาศัยอยู่ในนั้น เอ้อ..ผู้ชายนี่ก็น่าดูเหมือนกันเนาะ ผู้หญิงก็ทำหน้าที่ปกป้องเป็นถ้ำไปเถอะ นี่ก็เป็นราชสีห์สิงสู่เป็นคู่สอง จะติดตามทรามสงวนนวลละออง จะติดตามตลอด เป็นคู่ครองพิสวาสตลอดไปเลย
มันไพเราะ ในความไพเราะนั้นมีสิ่งที่น่าคิดว่าผู้ชายเกาะผู้หญิงหรือว่าประการใด เรื่อนี้อภิปรายกันนานและมีคนสรุปให้ฟังว่า ไม่ใช่ผู้ชายเค้าอาศัยผู้หญิงตามไปเกาะกินทุกชาติ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกแต่ความหมายจริงๆต้องการจะสื่อว่าขาดเธอฉันตาย แค่นั้นเองแหละ เหมือนกับปลาที่ขาดน้ำก็ตาย ขาดเธอฉันตาย แหมคิดแล้วก็จริงๆน่าดู
แต่คนที่เข้าใจว่าผู้ชายไปตามเกาะกินผู้หญิงก็ไม่ผิด เพราะอะไร เพราะว่าวรรณกรรมเป็นสมบัติของผู้อ่าน ถ้าผู้อ่านจะเชื่อประการใด จะเข้าใจประการใดก็ไม่ว่าอะไรกัน ทั้งๆที่ผู้แต่งนั้นมุ่งจะส่งสาระบางประการให้แก่ผู้อ่าน แต่ถ้าผู้อ่านรับรู้เช่นนั้นก็มีสิทธิ์จะรับรู้เช่นนั้นได้
ทวนอีกสักครั้งว่าวรรณกรรมเป็นสมบัติของผู้ฟังหรือเป็นสมบัติของผู้อ่านไม่แตกต่างจากเพลงเป็นสมบัติของผู้ฟัง คนแต่งเพลงจะคิดประการใด จะแต่งให้ใคร แต่ว่าถ้าคนฟังเขาคิดแบบเขาก็เป็นเรื่องของเขา เพลงจึงเป็นสมบัติของผู้ฟัง เพราะฉะนั้นเมื่อข้อความเมื่อสักครู่นี้จะบอกว่าผู้ชายตามเกาะผู้หญิงตลอดชาติไปก้ไม่ผิด หรือจะบอกว่าขาดเธอฉันตายก็ไม่ผิด
หลายคนก็เลยเอาไปเทียบกับเพลงเพลงหนึ่งซึ่งร้องกันอยู่ในปัจจุบัน ในปัจจุบันด้วยล่ะนะครับว่าความหมายเนี่ยค่อนข้างจะแตกต่างกัน มีเพลงอยู่เพลงหนึ่งผมก็จำชื่ออะไรไม่ได้เหมือนกันเนี่ย แต่จำเนื้อร้องได้ว่า ลองร้องดูสักหน่อยก็ได้ ถึงมันจะไม่เพราะก็ช่างเถอะให้มันมีทำนองสักหน่อยหนึ่ง ที่เขาบอกว่า ......เป็นกระลาให้ถือแม้เธอเป็นขอทาน..... โอ้อันนี้น่าดูแฮะ ถ้าเธอเป็นขอทานฉันจะเป็นกระลาให้เธอถือนะนี่นะ ขอทานน่ะยากจนจริงๆ ขนาดใช้กระลาเนี่ย .....เป็นบัลลังก์ประทานแม้เธอเป็นนางพญา.... ถ้าหากว่าเธอเป็นนางพญาฉันจะเป็นบัลลังก์ให้เธอประทับบนนั้น .....เป็นโลงทองรองรับเมื่อดับชีวา..... อันนี้หนักทีเดียว ถ้าเธอตายฉันจะเป็นโลงใส่เธอ เป็นโลงทองเสียด้วย
ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ชายสองคน คนเมื่อสักครู่นี้นี่นะครับ ถ้าเธอเกิดเป็นน้ำฉันจะเกิดเป็นปลา ถ้าเธอเกิดเป็นขอทานฉันจะเกิดเป็นกระลาเนี่ย ท่านสุภาพสตรีมีโอกาสจะเลือกได้ ว่าจะเลือกใครในสองคนนี้ ก็เลือกเอาเองไม่มีใครว่าอะไรหรอกเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะเลือก
ที่จริงแล้วเนี่ยการตีความหมายของพวกนี้นั้นบางครั้งมันก็ลึกนะท่านนะ ผมนึกถึงคำพังเพยบทหนึ่งที่สุภาพสตรีหลายท่านไม่ชอบ เขาบอกว่าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง แหมฟังแล้วโกรธกันตัวสั่นงันงก จะมาหาว่าฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันไม่ได้คอยตามใคร ผมว่าถ้าฟังกันดีๆนะครับ เขาว่าผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง เค้าไม่ได้ว่าผู้หญิงเป็นเท้าข้างหลังของช้าง เค้าไม่ได้ว่าอย่างนั้น ช้างเท้าหลัง เท้าในที่นี้หมายถึงค้ำยันไม่ให้ล้ม เหมือนไม้เท้าอย่างนี้นะ หรือเราเท้าแขนก็จะได้ จะได้ไม่ล้มเวลานั่งเนี่ย ฉะนั้นช้างเท้าหลังก็คือ เอาช้างมาค้ำยันไว้ข้างหลัง ข้างหลังใครล่ะ ข้างหลังสามี สามีเวลาทำงานขึ้นมาอาจจะเหนื่อยมีปัญหาทางอารมณ์ มีปัญหาทางอะไรเยอะ เรียกว่าแทบจะเซ แต่ถ้ามีภรรยาคอยค้ำอยู่ข้างหลัง เป็นช้างเท้าหลังก็จะไม่ล้ม เพราะช้างมันหนัก ถ้างั้นไปเทียบกับแมวเท้าหลังก็มันไม่ได้ ถ้าเทียบเป็นเท้าหลังแมว เค้าก็จะเทียบเท้าหลังแมวอันนี้เค้าไม่ได้ว่าเท้าหลังช้าง เค้าบอกว่าช้างเท้าหลังถ้าตีความดีๆ นะท่านนะจะเห็นว่าคำนี้เป็นคำยกย่องผู้หญิงอย่างที่สุดเลย ว่าเป็นผู้ที่คอยทำให้สามีนั้นมีสถานภาพอันมั่นคง
นี่ว่าออกไปถึงตั้งแต่ว่าความไพเราะนั้น ก็ตีความได้หลายทาง เนื้อความที่บอกว่าไพเราะนั้นจะตีความประการใดก็ขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านว่าจะตีความแบบไหน แต่อย่างน้อยที่สุด ข้อความที่เป็นวรรณกรรมนั้นก็เป็นอาหารใจ เป็นยาบำรุงจิต
มาถึงวรรณกรรมอีกสักเรื่องหนึ่งพอที่จะพูดในเวลาอันจำกัดนี้หน่อย แต่คงไม่จบหรอก คือเรื่องพระอภัยมณี จะพูดในเชิงถึงจินตนาการในบางส่วนเท่านั้น ท่านลองอ่านดู ลองสังเกต ลองฟังดูก็แล้วกันเถอะครับว่า เรื่องพระอภัยมณีเนี่ยเพราะจินตนาการที่เกี่ยวกับคู่ครองนี่ ท่านสุนทรภู่ท่านจินตนาการไปไกลมากเลยทีเดียวล่ะครับ ไกลมากทีเดียว ผมจะลองเล่าเรื่องนิดนึงนะครับ
..... มีพี่น้องอยู่สองคนเป็นโอรสกษัตริย์ กษัตริย์นั้นก็ชื่อว่าท้าวสุทัศน์ พี่น้องสองคนนี้พี่ชื่อพระอภัยมณี น้องชื่อศรีสุวรรณ ทั้งคู่นั้นพอมีอายุได้ประมาณเข้ามหาวิทยาลัยนี้แหละ พ่อก็ให้ไปหาเรียนวิชาต่างๆ ทั้งคู่ก็ออกไปเรียนวิชา โดยพระอภัยมณีนั้นก็ไปเรียนดุริยางคศาสตร์ major ปี่ วิชาเอกปี่ ส่วนศรีสุวรรณก็ไปเรียนพลศึกษาวิชาเอกกระบอง ทั้งคู่เรียนมาดีมาก กระบองของศรีสุวรรณเนี่ย เวลาที่ควงนี่ อาวุธใดๆ ก็เข้าไปถูกร่างกายไม่ได้เลย แปลว่าควงกระบองได้เก่งที่สุด นี่ถ้าเกิดในยุคปัจจุบันก็ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว ส่วนพระอภัยมณีนั้นก็เป่าปี่ดีมาก ใครได้ยินเสียงปี่ของพระอภัยแล้ว ก็จะมีอาการหลับไปได้เลยทันทีพอๆ กับเสียงผมเวลาสอนก็จะมีเด็กหลับได้ ก็เทียบกับปี่ของพระอภัยเหมือนกันล่ะครับ ปี่พระอภัยฟังแล้วหลับ
ทั้งคู่นี้เรียนเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาเมือง พอพระราชบิดาทราบว่าไปเรียนวิชาอะไรมาก็ไม่พอพระทัย ในสมัยนั้นนะในสมัยนี้ก็ต้องพอพระทัยอย่างมากทีเดียวล่ะ เพราะอะไร เพราะว่าน่าจะดีนะวิชาดนตรีนี่ แต่ตอนนั้นท้าวสุทัศน์ไม่พอพระทัยเพราะว่าพระองค์ยังไม่ได้คิดแบบเดี๋ยวนี้ พระองคืไม่พอพระทัยก็เลยไล่พระอภัยมณีกับศรีสุวรรณออกไปเสียจากเมือง
เด็กทั้งคู่เนี่ย เด็กรุ่นเนี่ยจบมหาวิทยาลัยใหม่ๆเนี่ยไล่ออกไปน่ะมันไม่ว่าอะไรหรอก มันก็ออกล่ะสิให้ออกก็ออกไม่ว่าอะไร ก็ออกเดินทางเรื่อยไปตามแบบของเด็กรุ่น ไปพบเพื่อนเข้า 3 คน นี่เป็นพราหมณ์ 3 คนนี้ ชื่อ โมรา สานนท์ วิเชียร 3 พราหมณ์นี้เรียนวิชามาดีมากเลย เรียนวิชาเรียกลม เรียกฝน นี่ถ้ามาสมัยปัจจุบันนี้ก็น่าดูล่ะ เรียกลม เรียกฝนได้เนี่ย ก็จะต้องมีชื่อเสียงมากทีเดียว มาพบ 3 พราหมณ์นี้เข้า ทั้งหมดก็เลยประลองวิชากัน ประลองวิชากันข้างฝ่ายพราหมณ์ก็เรียกลมเรียกฝน ศรีสุวรรณก็ควงกระบอง ท้ายสุดพระอภัยมณีก็เป่าปี่ ปี่เพราะเสียด้วย มีทำนองเพลงยังกะเนื้อร้อง ทำนองบอกว่า .....ในเพลงนี้ว่าสามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยเชยชิดพิสมัย ถึงร้อยรสบุปผาสุมารัย จะชื่นใจเท่าสตรีไม่มีเลย พระจันทรสว่างกลางโพยม ไม่เทียบโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย....
นี่เค้าเรียกว่าพี่พราหมณ์ต่อมาก็เป็นเจ้าพราหมณ์ .....แม้ได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน...... พอเป่าได้แค่นี้เท่านั้นเองล่ะครับ ปรากฏว่านางผีเสื้อสมุทรมาฟัง ปี่พระอภัยนั้นทุกคนฟังก็หลับหมดเลย พราหมณ์นั้นก็หลับ ศรีสุวรรณก็หลับ แต่นางผีเสื้อสมุทรฟังเสร็จไม่หลับ ฟังแล้วเกิดอารมณ์รัก อารมณ์ใคร่ขึ้นมาทันทีเลย นี่เป็นความพิสดารของเพลงนั้น
นางผีเสื้อสมุทรก็ไม่ฟังเสียงล่ะ นี่เป็นจินตนาการน่ะนะครับ จัดการอุ้มพระอภัยไปเลย ไม่ใช่อุ้มเอาไปฆ่าแบบปัจจุบันนะ อุ้มเอาไป พระอภัยก็น่าดูทีเดียวขนาดถูกอุ้มก็ยังไม่ลืมเหน็บปี่เอาไปด้วย เหน็บเอาปี่ของตัวไปเครื่องมืออันสำคัญ ก็เลยไปเป็น ไปอยู่กับนางผีเสื้อสมุทร อยู่ด้วยกันเป็นผัวเมียกัน ถ้าใช้ภาษาปัจจุบันเรียกว่า มีผีเสื้อสมุทรเป็นเมีย อันนี้สำคัญ ก็ดีกว่ามีเมียเป็นผีเสื้อสมุทรแล้วกัน ผีเสื้อสมุทรเป็นเมียนี่ดูจะดีกว่าเยอะทีเดียว ไปอยู่ด้วยกันจนมีลูกมีเต้านะ ชื่อว่าสินสมุทร
ด้วยจินตนาการ จินตนาการอยากมีภรรยาคนแรกเป็นผีเสื้อสมุทร พวกเราคงไม่คิดถึงขนาดนั้น เพราะผีเสื้อสมุทรปกติก็ดุร้ายอยู่แล้ว แสดงว่าท่านสุนทรภู่ท่านคงจะเคยพบคนที่ค่อนข้างดุแบบผีเสื้อสมุทรมั้ง ทั้งดุทั้งน่ากลัว ที่จริงผู้หญิงที่ท่านสุนทรภู่ท่านชอบก็มีมากมาย แต่มีคนนึงที่ท่านฝังใจมากเนี่ย คนนี้ออกจะดุนะครับ แล้วก็งอนด้วยชื่อแม่จันทร์ ถ้าเรามีโอกาสอ่านนิราศพระบาท ข้อความตอนนึงจะบอกว่า .....เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม...... โอ้นี่โกรธนานเลย แต่คงไม่ดุแบบผีเสื้อสมุทร อ่ะเป็นจินตนาการ แม้แต่จะมีคนรักให้มีเป็นผีเสื้อสมุทรเป็นยักษ์ไปทำนองนั้นแหละ แล้วก็ได้มาด้วยอุบัติเหตุนะนี่นะ ไม่ใช่ได้มาแบบธรรมดานะ ผู้หญิงอุ้มเอาไปเลย อุ้มเอาไปน่าคิดทีเดียว
จากนั้นก็ไปมีนางเงือกอีก เป็นจินตนาการสมัยนั้น มีภรรยาเป็นคนเนี่ยอาจจะไม่หลากหลายนะ ภาษาเด็กรุ่น varities ทำนองนั้นมั้งก็เลยมีเป็นผีเสื้อสมุทรมั่ง มีเป็นนางเงือกมั่ง ก็นางเงือกมีลุกด้วยกันคือ สุดสาคร มีเมียเป็นคนไทยไม่พอ ก็มีเป็นฝรั่งมั่ง คือ นางละเวง นางละเวงเนี่ยเป็นฝรั่งนะท่านนะ มีคนสวยๆเยอะก็อยากมีเป็นคนขี้เหร่บ้าง ก็เลยมีนางวารี อ่ะดีมั๊ยได้ครบชุดเลยนี่เป็นจินตนาการ
เป็นจินตนาการทั้งสิ้นเลยที่ออกมา ไอ้ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนี้หรือมันจะเป็นก็แล้วแต่เถิด แต่เป็นจินตนาการที่คนอ่าน คนฟังแล้ว แล้วเกิดความสนุกตามไปด้วย คนอะไรถึงได้มีเมียเป็นฝรั่ง มีเมียเป็นคนขี้เหร่อย่างนี้
แล้วจากนั้นเรื่องนี้ก็มีจินตนาการถึงม้ามังกร โอ้โห..นี่ไม่ใช่เล่นนะ ม้ามังกรอย่างเดียวไม่พอ นี่ก็ยังมีชีเปลือยเข้าไปอีก พ่อคนนี้มีลักษณะพิเศษ .....หนวดถึงเข่า เคราถึงนม ผมถึงตีน ฝรั่งจีนแขกไทยก็ใช่ที...... ก็มีชีเปลือย แล้วยังมีปีศาจย่องตอดเนี่ย มีผีในเรื่องชื่อปีศาจย่องตอด
จากนั้นก็มีจินตนาการไปอีกไกล เช่นจินตนาการตอนนึงน่าคิดมาก ตอนที่นางวารีแกไปยั่วเอาอุศเรนอกแตกตาย อุศเรนเนี่ยเป็นฝรั่งยกทัพมารบกับพระอภัย พ่อของตัว พระราชบิดาก็มาด้วย ก็ตายในสนามรบ รบกับพระอภัยเพื่อจะช่วงชิงนางสุวรรณมาลี ไม่ต้องไปแปลชื่อเขาหรอก ช่วงชิงกันแต่ท้ายสุดพระอภัยชนะจับอุศเรนได้ จับอุศเรนได้อยากปล่อยไป อยากจะเป็นไมตรี แต่นางวารีไม่ยอมยั่วอุศเรนอกแตกตายเลย คำยั่วธรรมดานี่แหละแต่ฟังดูแล้วลึกซึ้งงบอกว่า ......ประเวณีตีงูให้หลังหัก มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง จระเข้ใหญ่เข้าถึงน้ำมีกำลัง ถึงเสือขังเข้าดงก็คงร้าย อันแม่ทัพจับได้แล้วไม่ฆ่า ไปข้างหน้าศึกจะใหญ่ขึ้นใจหาย...... ยั่วเข้าไปตอนนี้อุศเรนโกรธฮะ โกรธว่าผู้หญิงพูดอย่างนี้ โกรธจน .......ชักชะงากลากเลือดเป็นลิ่มๆ ทั้งปัจฉิมชีวาดก็ขาดหาย เป็นวันพุธอุศเรนถึงเวรตาย ปีศาจร้ายร้องก้องท้องพระโรง....... นี่มีถึงขนาดจินตนาการว่าใช้คำพูดนี่นะครับกระทบกระทั่งจนอีกฝ่ายหนึ่งตาย อกแตกตายเลยก็มี ตายเสร็จกลายเป็นผีเข้าสิงนางวาลี นางวารีเลยตายตามไปอีก นี่ก็เป็นจินตนาการทั้งนั้น เรื่องนี้จึงเป็นจินตนาการค่อนข้างสูง แล้วก็เป็นจินตนาการสุนทรีย์มากด้วย
ในขณะที่เราอ่านนะครับ อ่านก็ยังจะรู้ว่าไพเราะ อ่านแล้วก็ยังสนุกอีก ถึงแม้กาลเวลาจะผ่านไปนานทีเดียว เรื่องพระอภัยมณีนี่ก้ออกมาเป็นภาพยนตร์บ้าง ออกมาเป็นการ์ตูนบ้าง แสดงถึงว่าเรื่องนี้ติดอยู่ในจิตใจของคนไทย หรือคนต่างประเทศที่อ่านภาษาไทย ฟังภาษาไทยออก ติดอยู่ในใจ เป็นอาหารใจ เป็นอาหารจิต เป็นยาบำรุงจิต อ่านแล้วก็จะพอใจมาก
หลายท่านถ้าสมมติว่ามีโอกาสได้อ่านเรื่องพระอภัยมณีคงจะชอบ ผมคิดอย่างนั้นนะครับว่าคงจะชอบ ถามว่าชอบอะไร จะชอบหลายอย่าง ชอบอย่างแรกที่สุดคือ ชอบความไพเราะของกลอนของท่านสุนทรภู่ ซึ่งจัดว่าเป็นกลอนสุภาพที่ไพเราะมาก ไพเราะที่สุด นี่ท่านสุนทรภู่ท่านแต่งไว้ไพเราะมาก ประการที่สองที่จะชอบก็คือ ความสนุกจากการติดตามเรื่อง ติดตามเรื่อง ผูกเรื่องนี่ครับ มีทั้งการผูกปมเรื่อง มีทั้งการคลี่คลายเรื่อง จุดสุดยอดของเรื่อง อ่านแล้วจะสนุกตามนี้ไปด้วย อ่านแล้วไม่อยากจะวาง
จากนั้นมันมีคุณภาพทางปรัชญาที่อยู่ในนั้นให้เห็นความเป็นจริงของโลก ให้เห็นถึงมนุษย์ว่าเค้าพบกับความจริงได้ประการใด เขาพบกับความจริงได้ประการใด ผ่านสื่อทางใดเขาจึงจะพบกับความจริงอย่างนั้น มนุษย์มีวิธีคิดออย่างไรจะปรากฏอยู่ในเรื่องพระอภัยมณี วรรณกรรมเรื่องนี้จะมีหลายตอน หลายแนวคิด จะมีคุณภาพทางปรัชญาปรากฏอยู่เสมอเกือบทุกตอน อย่างเช่น ในกรณีของสุดสาครที่ถูกชีเปลือยเนี่ยแกหลอก แกหลอก ท้ายที่สุดผลักตกเหว มันสื่อความจริงออกมาอย่างหนึ่งว่า มนุษย์นั้นต้องการอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากว่าจะได้สิ่งนั้น แม้แต่จะเป็นการได้มาโดยทุจริตมนุษย์ก็ย่อมทำ
นี่เป็นแง่มุมหนึ่งของชีวิต ซึ่งเป็นความจริงในแง่หนึ่ง จะเป็นปรัชญาสากลหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบกันดูว่า มนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้เนี่ย จะมีลักษณะอย่างนี้อยู่ในจิตไหม คือถ้าหากอยากได้อะไรก็จะทำถึงแม้สิ่งนั้นจะทุจริต พอดีเวลาก็ล่วงเลยมาสักนิดนะครับ ผมก็คงจะกล่าวเรื่องนี้ต่อไปอีกครั้งหนึ่งสำหรับวันนี้ก็ ผม นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อนนะครับ สวัสดีครับผม