วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 15 เรื่อง ภูมินามวิทยา 5 : ลับแล
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

    สวัสดีครับ ท่านผู้ที่เคารพรายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระ ความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของท่านผู้ฟังกับนักวิชาการ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

    ในวันนี้ก็จะได้กล่าวถึง เรื่องของลับแลกันต่อไปอีกสักหน่อยหนึ่ง ตามที่ผมได้กราบเรียนท่านผู้ฟังเอาไว้เมื่อคราวที่แล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าจะพูดถึงเรื่องของลับแล โดยใช้เอกสารต่าง ๆ เป็นวรรรกรรมลายลักษณ์อักษรแล้วนะครับ

    คราวนี้ ลับแลตามที่ได้ปรากฏในพระราชหัตถเลขานี่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 นี่ฮะ ได้โปรดเกล้าให้ตั้งหัวเมืองอุตรดิตถ์ขึ้น เมื่อราว พ.ศ. 2430 โดยให้เป็นเมืองขึ้นของพิชัย และเมืองลับแลก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองขึ้นของพิชัยด้วย

    แต่ตอนนั้นเมืองพิชัยแบ่งการปกครองออกเป็น 5 อำเภอ ก็มีการเชื่อกันว่าตอนนั้น ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่เมืองทุ่งยั้งหรือตำบลทุ่งยั้ง จนถึง พ.ศ.2444 พระพิศาลคีรี ก็ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากเมืองทุ่งยั้ง ไปตั้งที่ม่อนจำศีล แล้วต่อมาก็ย้ายไปตั้งที่บ้านพักนายอำเภอลับแล เมื่อ พ.ศ.2457 หลัง พ.ศ.2457 พระศรีพนมมาศ นายอำเภอคนแรกจึงย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่ม่อนสยามมิน คือที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน

    นี่ก็ที่มาของลับแลนะครับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ได้เสด็จเมืองลับแลเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2444 จากพระราชหัตถเลขาของพระองค์ ในตอนหนึ่งมีใจความว่า วันที่ 24 เวลาเช้า 1 โมง ได้ขึ้นม้าเจ้านครลำปางไปตามถนนริมน้ำ แล้วเลี้ยวขึ้นถนนอินทรคีรีไปเมืองลับแล ระยะทาง 200 เส้นเศษ ตั้งแต่ริมน้ำขึ้นไปเป็นที่น้ำท่วมแล้วเป็นป่าแดง แล้วจนถึงป่าไม้เป็นที่ร่มมากกว่าแล้ว ป่าไม้ริมถนนนี้เขาได้ห้ามไว้ข้าละ 5 เส้น ไม่ให้ผู้ใดตัด พอออกจากป่าก็ถึงท้องนา

    ท้องนาเมืองลับแลนี่แลเห็นภูเขาตั้งเป็นคันเทือกใหญ่ยาว ที่ปากถนนนั้น ก็มีบ้านเรือนตั้งอยู่มากมายหลายหลัง แต่พอพ้นจากป่านี้ไปภูมิประเทศก็เปลี่ยน แลดูเหมือนประเทศชวาในมณฑลเปรียงคา ถนนผ่านเข้าไปในท้องนามีสายน้ำไปตามริมทางบ้าน ข้ามไปบ้างเป็นน้ำซึ่งปิดด้วยฝายให้ล้นมาตามลำราง เพื่อที่จะเปิดเข้านาแห่งใหม่แล้วก็ตั้งทำนบเล็ก ๆ ให้น้ำล้นถึงนาได้ เมื่อน้ำมากก็ไขเปิดให้ตกไปเสียได้

    ต้นข้าวในท้องนานั้นอ้วนและรวงใหญ่งามสะพรั่งสุดสายตา ดีกว่าที่ชวา แต่กระนั้นพวกราษฎร์ยังพูดว่า ปีนี้ฝนน้อยไปไม่งามเหมือนปีกลาย การที่ฝนน้อยไปหรือมากไปนั้นไม่เป็นอันตรายถึงกับทำให้นาข้าวเสียหาย ในนานั้นเองคงจะได้ข้าวอยู่เสมอ เว้นไว้แต่ว่าถ้าฝนตกดีกอข้าวก็ยิ่งใหญ่งายิ่งขึ้น เมื่อสุดนาก็ถึงหมู่บ้าน

    นี่ปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนะครับ ผมพยายามอันเชิญคำต่อคำมาเลย เมื่อสุดที่นาก็ถึงหมู่บ้านซึ่งล้วนเป็นต้นผลไม้ มีหมากเป็นต้น ปลูกยัดเยียดกันแน่นเต็มไปในหมู่บ้าน เช่นนี้ก็คล้ายกับที่ชวาแต่เราดีกว่า พระองค์ทรงเปรียบเทียบกับอินโดนีเซียนี่นะครับ ดีกว่าที่ล้วนแต่เป็น ต้นไม้มีผลทั้งสิ้นและเป็นหมู่บ้านใหญ่กว่า ที่ตามถนนที่กั้นรั้วและปลูกเรือนเป็นบ้านติดๆไป แปลกอย่างเดียวแต่เพียงเรือนสูงและเรือนต่ำเท่านั้น แต่ที่เป็นเรือนหลังใหญ่ๆและโตๆไม่มี เป็นเรือนไม้ไผ่ เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านก็กลับออกท้องนาเช่นนั้น ออกไปจนถึงที่ว่าการอำเภอแต่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งล้อมรอบงามดี เขาตั้งพลับพลาบนยอดเขานัน้ซึ่งได้ขุดเป็นรางน้ำเดินรอบเขาและมีทางขึ้นหลายทาง ขึ้นได้ด้วยม้า บนพลับพลานั้นแลเห็นแผ่นดินล้อมรอบเป็นที่งดงามมาก ราษฎรตั้งกระบวนแห่บั้งไฟและปราสาทผึ้ง

    ฟังดูนะครับแห่บั้งไฟและปราสาทผึ้ง แสดงว่าราษฎรแถบนั้นนี่มีเชื้อสายมาทางอีสานนะครับ มีช้างในกระบวนนั้นถึง 25 เชือก ราษฎรขึ้นมาหาเป็นอันมาก ก็ได้แจกเสมาและแจกเงินตามสมควร ได้ปักหลักตรงกลางยอดเขานั้นไว้เพื่อสร้างลับแลซุ้มน้อยด้วยศิลาแลงอันมีมากอยู่แถบนั้น แล้วจะเชิญพระเหลือซึ่งจะได้สร้างขึ้นใหม่ด้วยทองชนวนพระชินราช ซึ่งหล่อใหม่ตามแบบองค์เดิม ขึ้นไว้เป็นที่สักการะบูชาในเมืองลับแลนั้น ครั้นกินข้าวกลางวันแล้วมีเทศน์เรื่องพระแท่นศิลาอาษน์กัณฐ์หนึ่ง ออกจากเขาจำศีลเพื่อไปดูฝายต้นน้ำ ระยะทางสัก 50 เส้นเศษ

    อันการที่ฝายนัน้เขาก็ฉลาดทำมาก ใช้หลักไม้สักเล็ก ๆ ปักเรียงตลอดทางลำห้วยลงไปเป็นขั้น ๆ ให้ลาดเขาลงไป คล้ายลูกลอกที่กั้นด้วยซีเมนต์ล้วน ขนาบข้างด้วยไม่ไผ่ทั้งลำ กรุด้วยกิ๊กไม้ กรวดทราย

    ฝายนั้นกว้างกั้นน้ำอยู่ประมาณสัก 6 วา 7 วา น้ำไหลสูงกว่านอกฝาย 4 ศอกเศษเกือบ 5 ศอก ถ้าไหลมากก็ไหลข้ามฝายไป ฝายเล็กลำห้วยกว้างประมาณ 7วา 8วา ฝายใหญ่ ๆ ยังมีอีกหลายฝาย แต่ระยะห่างกัน เวลาไม่พอจะไปดู เมืองลับแลนี้มีถึง 30 ฝาย กลับโดยเดินทางมาจนถึงแยกศรีพนม ถนนนี้ไปในระหว่างท้องนาและสวนจนสิ้นเขตเมืองลับแล

     นี่เป็นวรรณกรรมที่เป็น พระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่กล่าวถึงเมืองลับแลไว้นี่นะครับ ก็ยังมีพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากรมนริศรานุวัติวงศ์ ซึ่งพระองค์ได้เสด็จเมืองลับแล เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ก็แปลว่าเสด็จก่อนรัชกาลที่ 5 ประมาณเดือนเศษ

     พระนิพนธ์ตอนหนึ่งมีดังนี้ วันที่ 7 เวลาเช้า 2 โมง 30 นาที ขึ้นม้าไปเมืองลับแล อันตั้งอยู่บนดินดอนข้างตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองอุตรดิตถ์ ระยะทาง 200 เส้น ใช้เวลา 3 อ่า..ครั้นถึงเวลา 3 โมง 40 นาที ก็ถึงที่พักซึ่งเขาจัดเอาเอาไว้รับที่เขาจำศีลจึงหยุดพักที่นั่น

    ที่เขาจำศีลนี่เป็นกองหินกับดินไม่สูงอะไรนัก เขาถางไว้เกือบจะเหลือแต่ดิน เพราะคิดจะทำศาลอำเภอ เขากะจะทำพลับพลารับเสด็จที่นี่ ก็เลยหยุดที่นั่น ณ ที่พักนี่ เขาเอาชาวบ้านมาขับรำให้ฟัง

    จริงน่าจะเป็นขับลำนะ ขับลำนำคล้าย ๆ หมอลำอย่างนี้นะ ชาวบ้านนี่เป็น เป็นชาวพุงดำ เขาสักพุงดำเต็มตัว แสดงว่าเป็นคนล้านนา เพราะล้านนานั้นจะสักพุงดำ ถ้าเป็นอีสานจะสักขาลาย สองอย่างนี้แตกต่างกันนะครับ

    ก็ลองฟังดู พระองค์ก็กล่าวอีกว่าชาวบ้านเหล่านี้มาแต่แพร่และนครลำปางกับน่าน ก็เป็นอันว่าคนบริเวณลับแลนี่ มาจากแพร่ส่วนหนึ่ง ลำปางส่วนหนึ่ง น่านส่วนหนึ่ง

    วิธีขับมีอยู่สองอย่าง อย่างหนึ่งร้องคนเดียว ผู้หญิงกับผู้ชายว่าโต้ตอบกันเรียกว่า ว่าเล่น อีกอย่างหนึ่งร้องเข้าข่าย 3 เลา บางทีมีการรำด้วย เรียกว่าซอรำขับลำนำ หยุดพักอยู่ครู่หนึ่งหลังจากฟังซอแล้ว เสด็จขึ้น ก็ขึ้นไปเขาจำศีล ดูที่ที่เขากะไว้สำหรับปลูกพลับพลาทางขาขึ้น ข้ามข้างเหนือไปข้ามถนนที่เขาตัดไว้ เข้าบ้านนาโปร่งซึ่งเป็นวัดเก่าแต่เป็นวัดป่า ไม่มีอะไรพึงชม

   ที่ผมนำคำต่อคำมาถ่ายทดนี่นะครับ ท่านที่อยู่ลับแลและอยู่ที่อุตรดิตถ์ก็จะเห็นภาพก่อนใครอื่น ท่านที่เคยไปเที่ยวที่นั่นก็จะเห็นภาพ ถ้าท่านที่ยังไม่เคยไปฟังแล้วก็จินตนาการสักหน่อยหนึ่ง

   ที่นาโปร่งนี้เป็นวัดเก่าแต่เป็นวัดป่าไม่มีอะไรที่พึงชมหรอก ในโบสถ์มีพระหัก ๆ ล้ม ๆ เห็นเรือนแก้วหลังพระอันเล็กอันหนึ่งเป็นของหล่อขึ้น แต่พระเสียไปแล้ว เป็นของรูปแปลกอยู่สักหน่อย แลคล้ายซุ้มพระชินราชด้วยจึงเก็บเอามาด้วย เพื่อจะดูที่ซุ้มพระชินราชซึ่งข้างล่างยังเห็นไม่เข้าที เข้าใจว่าถูกรื้อถอนไปทำปรุแปรงเข้าไว้ พอฝนหายเขาเอาม้าไปรับจึงขึ้นม้ากลับมาที่พัก

    กินข้าวกลางวัน แล้วพระอุตรดิตถ์ นายอำเภอพาเที่ยวดูบ้านเมืองซึ่งเขาได้ตัดทางใหม่เป็นอักมาก แต่สะพานยังไม่แล้ว ต้องขี่ม้าลงห้วยเป็นพื้นฐาน ภูมิฐานเมืองลับแลนี้งามนัก

    น่ะสมเด็นกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ซึ่งท่านเสด็จไปคราวนี้ว่างามนักและเที่ยวสนุกมาก พื้นที่เป็นทีราบบ้างเนินบ้าง มีเขาใหญ่ซับซ้อนอยู่ไกล ๆ ชาวนาทำนาบ้าง ทำไร่บ้าง ทำสวนบ้าง

    สวนนั้นหาได้เหมือนกรุงเทพไม่ จะเรียกว่าป่าต้นผลไม้ก็ว่าได้ มีหมากพร้าว ทุเรียนและอะไร ๆ ยัดเยียดกันอยู่บนแผ่นดินรายเมื่อนี่ ถ้าเป็นฤดูทุเรียน ข้าพเจ้าว่าเหม็นตลอดไปทั้งนั้น

    ในหมู่บ้านมีเรือนชาวบ้านเรียงรายเห็นจะหลายหลังคาเรือน นับประมาณไม่ถูกเพราะดูไม่ทั่ว แต่กระนั้นลงมายังเกือบก้าวขาไม่ออก

   ความงามนั้นเกิดแต่การที่สลับซับซ้อนกัน ที่ดินเป็นนาไปหน่อย แล้วก็ถึงสวนและเป็นความงาม ประเดี๋ยวก็เป็นเนินมีวัดมีไร่ต่าง ๆ ประเดี๋ยวก็เป็นเขา เป็นป่าไม้ มีห้วยลดเลี้ยวไปตามซอกเขาและเข้าสวนเข้านา ว่าถ้าราษฎรต้องการน้ำก็ทำ ทำฝายกั้นน้ำประเดี๋ยวเดียวก็ล้นเข้ามา ถ้าสวน ถ้านา อยู่ห่างเขาก็ขุดลำรางไปเรียกว่า เหมืองนา เหมืองสวนไร่ เนินเขาสลับซับซ้อนคั่นกันไปไม่มีที่สิ้นสุดจึงดูงดงามนัก

   นี่เมืองลับแลดูงดงามตรงนี้นี่นะครับ ถ้าฟังดูแล้วก็แหมยังคล้าย ๆ กับเพลงเขมรไทรโยคทีเดียวละครับ ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จนริศรานุวัติวงศ์เหมือนกัน นี่จะทำให้สภาพ ทราบสภาพของเมืองลับแล การขับลำในสมัยนั้น รวมทั้งสภาพของวัดนาโปร่งด้วย ซึ่งก็สภาพของเมืองลับแล เป็นสภาพของเมืองลับแลใน พ.ศ. 2544 น่าสนใจมาก

   นอกจากพระนิพนธ์นี้แล้ว นอกจากพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์นี้แล้ว ก็จะมีพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงสภาพเมืองลับแลไว้เช่นกัน

   กล่าวไว้ว่าอย่างนี้ เมืองลับแลอยู่ทางทิศตะวันตกเมืองอุตรดิตถ์ ต่อเทือกเขาแดนเมืองแพร่ มีถนนแต่เมืองอุตรดิตถ์ไประยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ถนนจากอุตรดิตถ์ไป 8 กิโลเมตรนี้ก็ถึงเมืองลับแล

  ทำเลทองที่เมืองลับแลเป็นแอ่งอยู่ในระหว่างเขา มีที่ลุ่มที่ดอนสลับกันไปหลายตอน และมีลำห้วยผ่านท้องที่ลุ่มนั้น พวกชาวเมืองก็ทำทำนบเรียกว่าฝาย กั้นน้ำ ทดน้ำ แล้วก็ขุดเหมือง กักน้ำไว้ตามท้องที่ที่ต่ำสำหรับทำนา แล้วก็ให้ชุ่มชื้นไปตลอดทั้งเรือกสวน

   ที่ดินลับแลจึงอุดมไป มีการกสิกรรมได้ตลอด ต้นไม้ต่าง ๆ ก็ขึ้นได้อย่างงอกงามต่างจากที่อื่น ที่ขึ้นมากก็มีทุเรียน ลางสาด มีผลบริบูรณ์ ที่เมืองลับแลนี่ จึงเกิดเป็นโภคทรัพย์ของชาวเมือง แต่ชาวเมืองลับแลเป็นชาวเหนือเช่นเดียวกับชาวเมืองแพร่ และเมืองน่าน เมืองลับแลไม่มีวัตถุโบราณอันใดให้แลเห็นเค้าว่าเป็นเมืองเก่า

   นี่เป็นพระราชหัตถเลขา เอ่อ..นี่เป็น เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระบรมราชานุภาพกล่าวอย่างนี้ ในทำเนียบก็ว่า เป็นแต่เมืองขึ้นของเมืองพิชัย แล้วยังเป็นเมืองมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี เพราะมีชื่อปรากฎในพงศาวดารสมัยแรกตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี

   เมื่อพิจารณาดูภูมิประเทศกับพวกที่เป็นชาวเมืองประกอบกันนี่ ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า เมืองลับแลนั้นเดิมเห็นจะเป็นที่ตั้งซ่อนของชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน ที่หนีข้าศึกหรือหนีความเดือดร้อนอย่างอื่น พากันอพยพมาตั้งครอบครัว มาซุ่มซ่อนมาเลี้ยงชีพอยู่ที่นั่น

   ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะเป็นป่าดง และอยู่ชายแดนเมืองแพร่ และเมืองพิชัยทั้งสองฝ่าย ครั้นนานมา ผู้อื่น คนที่อื่นเห็นว่าเป็นที่เลี้ยงชีพโดยสะดวก ก็อพยพมาตั้งภูมิลำเนากันมากขึ้น จนตั้งเป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัย อย่างเป็นอำเภออันหนึ่งมาแต่โบราณเหมือนกับที่เป็นในปัจจุบัน

   ชื่อที่เมืองลับแลนี่ดูจะเหมาะสมกับชื่อเมืองยิ่งนัก มีคำกล่าวกันมาแต่ก่อนว่า ถ้าไปอยู่ที่อื่นแล้วมายังเมืองลับแล พระไทร ต้นไทรนี่

   พระไทรก็คือเทพารักษ์ประจำต้นไทร พระไทรเจ้าป่ามักบันดาลมิให้เห็นพลเมืองจนที่สุดเลย เนี่ยอาจปิดบังหนทางเสียมิให้กลับออกมาได้ ข้อความที่กล่าวนี้ประหลาดแล้วก็เป็นจริงทั้งสองข้อ เพราะว่าพวกชาวเมืองลับแลนี่ มักจะหวาดหวั่นครั้นคร้าม และคงเป็นนิสัยสืบกันมาแต่แรก ที่ว่าหนีมาซุกซ่อนอยู่ที่นั่น คงจะถูกมูลนายเดิมหรือผู้มีอำนาจติดตามมาค้นคว้าจับกุมหรืออย่างไร นี่ก็เลยสั่งสอนกันต่อมา พวกชาวเมืองก็มักหลบหนีเข้าไปในป่ามิให้ใครพบปะ เพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น

   เมื่อตั้งมณฑลเทศาภิบาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เลยมีเรื่องว่าถ้าคนต่างเมืองผ่านเข้าไปมักจะหลงทาง แสดงว่าเขาไม่มีการถางป่า ไม่ทำเป็นทาง ว่าหลงง่ายมาก

   ภูเขาซับซ้อน เพราะว่าความซับซ้อนของภูเขา ความสลับซับซ้อนของเนิน จะตั้งหน้าเดินไปทิศไหน ก็ผ่านทุ่งนา พอพ้นทุ่งนาก็เป็นชายที่ดอน เป็นที่บ้าน ที่ป่า เรือกสวน ไร่นาก็วกวนไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีใครเป็นคนนำทางก็จะหลงได้จริง ๆ นั่นแหละ ดังกล่าวมานี้นี่นะจึงเรียกว่าเมืองลับแล แต่เดี๋ยวนี้นี่เขาทำถนนจากเมืองอุตรดิตถ์ไปแล้ว ข้อความที่ว่าผีบังตาให้หลงทางก็คงจะหมดไป

   นี่ก็เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์นะครับ ก็เขียนขึ้นเพื่อให้พวกเรามองเห็นภาพของเมืองลับแลในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือจะเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ หรือพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็แล้วแต่เถอะครับ ทั้ง 3 วรรณกรรมนี้ถ้าเรานำมารวมกันแล้ว จะเห็นภาพของเมืองลับแลตรงกันอย่างหนึ่ง ก็คือ มีความงดงามทางด้านธรรมชาติมากทีเดียวล่ะครับ

   ความงดงามนั้นก็เกิดจากความที่มีป่าไม้ มีเนิน มีดอน มีทุ่งสลับวับซ้อนกันไปตลอด แล้วก็มีน้ำไหลเป็นลำธาร ให้ทั้งความร่มเย็นชุ่มชื่น มีป่า มีสวน มีนา มีไร่สลับกันไป ที่ที่เป็นสวนก็อุดมสมบูรณ์มีทั้งทุเรียน ทั้งลางสาด และสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ถึงกับทรงกล่าวว่า ถ้าหน้าทุเรียนสุกเหม็นไปหมดเลยล่ะครับบริเวณนั้น เพราะพระองค์ว่าเหม็นน่ะ ถ้าเป็นปัจจุบันก็คงจะบอกว่าเหม็นไปทั้งนั้น

   เรื่องของทุเรียน เรื่องของลางสาดนี่ถ้าศึกษาลับแล ศึกษาเมืองลับแลกันโดยไปดูในเรื่องของ พระศรีพนมมาศซึ่งเป็นนายอำเภอคนแรก เราก็จะพบอะไรที่มีรายละเอียดซับซ้อนกันยิ่งขึ้น ซึ่งผมก็จะพยายามนำเรื่องเกี่ยวกับเมืองลับแลในสมัยของพระศรีพนมมาส ซึ่งตรงกับสมัย พ.ศ.2444 นี่เหมือนกันแหละครับ พระศรีพนมมาศ เป็นผู้ทำพลับพลารับเสด็จ ก่อสร้างพลับพลารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

   เรื่องเกี่ยวกับกระศรีพนมมาศ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองลับแล จะทำให้เห็นภาพพจน์ของลับแลให้ชัด ๆ ขึ้นนี่ มันมีปรากฏในงานวิจัยหลายชิ้นนะครับ ชิ้นแรกก็เห็นจะเป็นของ เป็นวิทยานิพนธ์ของ..มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ พิษณุโลก เขาก็จัดทำขึ้น ผมจะได้นำเสนอในคราวต่อไปนะครับ เป็นวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ กิตติชัย พนัศ ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ที่สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์

   แล้วงานชิ้นที่สองก็เป็นเรื่องการศึกษาอิสระของนิสิตปริญญาโททางบริหารหารศึกษาของศูนย์วิทยบริการ จังหวัดอุตรดิตถ์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวรนี่ล่ะครับ ทั้งสองเล่มนี้เค้าเก็บรวบรวมวรรณกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับพระศรีพนมมาศ และเกี่ยวกับเมืองลับแลไว้อย่างละเอียดน่าพิศวงทีเดียว ผมจะได้นำเสนอเมื่อมีโอกาสในเวลาต่อไปนะครับ

    สำหรับวันนี้นั้นก็คงจะกล่าวถึงเมืองลับแลตามที่ปรากฏในพระราชหัตถเลขา แล้วก็ตามที่ปรากฏในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ไว ้ ก็คงจะขอยุติเพียงเท่านี้ล่ะครับ พบกันใหม่ในคราวหน้า ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอลาท่านผู้ฟังไปช่วงนี้ก่อนนะครับ

กลับขึ้นบน