วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 14 เรื่อง ภูมินามวิทยา 4 : เมืองแม่หม้าย
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

         สวัสดีครับท่าผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว มาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความคิด ความบันเทิง ร่วมกับผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของท่านผู้ฟังกับนักวิชาการ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

        เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสไปบรรยายในรายการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 ที่โรงแรมไพลินจังหวัดสุโขทัย ในขณะเดียวกันหลังจากนั้น 2 วัน ก็ได้ไปบรรยายที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิจิตร พร้อมกับท่าน รศ.ดร.มังกร ทองสุขดี นะครับ ทั้งสองแห่งนี้ได้มีผู้ที่ฟังรายการวรรณกรรมสองแคว ท่านเสนอแนะผมว่าขอให้ออกจากจังหวัดพิษณุโลกเสียบ้างหนะครับ ดูเหมือนจะอยู่ในพิษณุโลกตลอดเลย จังหวัดใกล้เคียงก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสุโขทัย พิจิตร หรือว่าอุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์พวกนี้ ผมก็รับปากกับท่านที่อยู่อุตรดิตถ์ครับว่า จะเริ่มที่อุตรดิตถ์ไปหน่อยนึงก่อนแล้วจะต่อไปที่พิจิตร แล้วจะไปต่อที่กำแพงและก็ที่ตากด้วย ให้เห็นวรรณกรรมของแต่ละแห่งที่มีมา

        ในวันนี้ก็เลยถือโอกาสกล่าวถึงอุตรดิตถ์ซักหน่อยหนึ่ง ก็อยากจะกล่าวถึงวรรณกรรมของเมืองลับแล นี่ก็เป็นวรรณกรรมทั้งมุขปาฐะทั้งลายลักษณ์เขียนขึ้นครับ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นมุขปาฐะ คือเล่ากันมา เล่ากันเพื่อประกอบคำว่า เมืองลับแล นี้หมายหมายถึงอะไร ผมเองก็ขอกราบขอบพระคุณท่านฟู บุญถึงหนะครับ ท่านประธานกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลเอกชนของอุตรดิตถ์เนี่ย ท่านได้รวบรวมข้อมูลไว้จำนวนมาก ผมก็อาศัยข้อมูลของท่านเป็นตัวเทียบในการที่จะกล่าวถึงวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับลับแลในครั้งนี้

         มีเรื่องเล่าสู่กันฟังก็หมายความว่ามีคนฟังแหละ คนเล่าคนฟังน่าจะหลายคนอยู่หรอกครับ ว่าเรื่องนี้หนะ เป็นตำนานเมืองลับแลนะ เป็นเรื่องเล่าที่เป็นปรัมปราซักหน่อยหนึ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะเล่าให้แขกผู้มาเยือน เล่าให้ลูกๆ หลานๆ ฟังกัน จนเดี๋ยวนี้ก็ยังเล่ากันอยู่

         คนอายุมากๆเล่ากันว่า ชายหนุ่มเมืองทุ่งยั้งผู้หนึ่ง ทุ่งยั้งนี่ก็อยู่ในอุตรดิตถ์ ต่อไปจะกล่าวถึงประวัติทุ่งยั้งอีกซักครั้งนึงนะครับ ชายหนุ่มทุ่งยั้งผู้หนึ่ง ออกไปหาของป่าแล้วก็หลงทางไปในเขตเมืองลับแล ไปพบหญิงสาวชาวลับแลกำลังเก็บผักหักฟืนอยู่ในป่า นี่ก็เก็บผักหักฟืนอยู่เชียวแหละ ก็เกิดความรักใคร่ เห็นกันแล้วก็เกิดความรักกันขึ้นทันที

        พ่อหนุ่มทุ่งยั้งผู้นี้ไปพบสาวลับแลเนี่ยกามเทพก็แผลงศรรวดเร็วมาก หญิงสาวนั้นก็พาชายหนุ่มผู้นั้นมาที่บ้าน มาอยู่กินกัน เป็นสามีภรรยาก็ตกลงกันง่ายดีในยุคนั้น ก็เป็นตามแบบฉบับของตำนานนะ ถ้าเยิ่นเย้อไปเค้าก็ไม่อยากจะฟังหรอก หญิงสาวก็พาชายหนุ่มผู้นั้นมาอยู่บ้านด้วยกัน เป็นสามีภรรยาอยู่ด้วยกันครองคู่กันอย่างมีความสุข แล้วทั้งคู่นี้ก็มีข้อดีก็คือยึดสัจจะ มีศีล และก็มีข้อปฏิบัติที่สำคัญมาก ตามแบบของชาวลับแล นั่นก็คือยึดมั่นในความสัตย์ หากใครกล่าวคำเท็จ ก็จะอยู่ร่วมกับชาวลับแลไม่ได้

        ชายหนุ่มผู้นั้นอยู่กับสาวลับแลจนมีลูกด้วยกันหนึ่งคน มีลูกแล้วนะคนนึง ลูกก็ฟังภาษารู้เรื่องพูดได้แล้ว ในวันนึงฝ่ายหญิงออกไปหาผัก ไปตักน้ำตามแบบฉบับผู้หญิงแต่ก่อน ต้องออกไปหาผักไปตักน้ำเข้ามา เข้าไปในบ้านในเรือน ก็ปล่อยให้ฝ่ายชายเนี่ยเลี้ยงดูลูกอยู่บนเรือน ลูกก็เกิดผวาตื่นขึ้นร้องหิวนม คงจะหิวนมเนี่ย ร้องไห้ร้องไม่หยุด เด็กนั่นหนะครับ พ่อก็เก้ๆกังๆ จะปลอบลูกยังไงลูกก็ไม่ยอมหยุดร้อง เพราะเด็กก็คือเด็ก แกหิวแกก็ร้อง พ่อก็เลยพลั้งปากบอกลูกว่า "หยุดร้องไห้เถอะลูก แม่เจ้ากลับมาแล้ว" โดยลืมคิดไปว่าที่พูดเนี่ยหนะครับพลั้งปากไปนะ ความจริงแม่ก็ยังไม่กลับ

        ฝ่ายพ่อแม่ฝ่ายหญิงซึ่งนั่งทำงานอยู่ที่ลานบ้านได้ยิน ได้ยินลูกเขยของตัวเองเนี่ยพูดเช่นนั้น ก็รู้ทันทีว่าพูดพลั้งปากไป ถ้าพูดอย่างนี้มันเป็นการกล่าวคำไม่จริงง่ะ เป้นคำโกหกหลาน ก็เลยบอกกับลูกสาวว่า สามีของเจ้าเนี่ยนะไม่รักษาสัจจะวาจาแล้วแหละ เพราะไปโกหกลูก ถ้าอย่างนี้เนี่ยเป็นการผิดกฎผิดประเพณีของชาวเมืองลับแล เห็นจะต้องอยู่ด้วยกันไม่ได้เชียวแหละ จำเป็นต้องให้ออกไปให้พ้นเขตเมืองลับแลเนี่ยเสีย

       ด้วยเหตุนี้ชายผู้นั้นกับภรรยาของเขาและลูก ก็เลยจำต้องจากกันไป จากไปเพื่อรักษากฎ ประเพณี ธรรมเนียมอันดีงามของชาวลับแล ซึ่งรักษ์สัจจะ อยู่ในความสัตย์ พูดไม่จริงไม่ได้ ก็เลยจัดข้าวของแยกกันไป ฝ่ายภรรยาก็จัดข้าวของที่จะเป็นเสบียงสำหรับเดินทางใส่ในย่ามให้สามีของตัว แล้วก็พาไปส่งที่เขตเมืองลับแล จากกันด้วยความอาลัย ฝ่ายผู้เป็นสามีนั้นรับย่ามจากภรรยา จากนั้นก็ร่ำลาลูกด้วยความอาลัย มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองทุ่งยั้ง

       ระหว่างทางเห็นว่าย่ามที่สะพายมามันหนักมาก จึงเปิดดูว่ามันเป็นอะไร ก็เปิดดูพบว่าเป็นแท่งขมิ้นสด จึงเดินไปทิ้งไปตลอดทาง พอกลับถึงบ้านเปิดดูย่ามพบว่าแท่งขมิ้นที่ให้มานั้น แท้จริงเป็นแท่งทองที่ยังเหลืออยู่แท่งเดียว ไอ้ที่ทิ้งไปนั้นมองเห็นผิดเป็นขมิ้น ก็เกิดความเสียดายทองขึ้นมาหละ ก็เลยชวนสมัครพรรคพวกที่ทุ่งยั้งเนี่ย ออกตามหาแท่งขมิ้นที่ตนทิ้งไว้ตามทาง เพื่อที่จะได้นำไปสู่เมืองลับแลได้ แต่ปรากฏว่าแท่งขมิ้นที่จะไปสู่เมืองลับแลนั้น ยิ่งตามไปก็ยิ่งเลยเมืองลับแลไป ไม่สามารถที่จะกลับไปได้

       นี่คือตำนานทั้งที่ปรากฏเขียนขึ้นและก็จากผู้บอกเล่า จุดใหญ่ของตำนานเรื่องนี้ก็เพื่อที่จะมุ่งสอนว่า ทุกคนต้องรักษาสัจจะ ต้องมีความสัตย์ จะไปพูดพลั้งปากไปไม่ได้ เพราะว่าถ้าพลั้งปากไปนี่มันเท่ากับโกหกกัน คนลับแลสมัยก่อนเขาดูจะเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก ฟังแล้วก็น่าชื่นใจนะครับ ถ้าทุกคนมีแต่ความสัตย์ก็คงจะอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดีหรอก

       จากนั้นก็มีตำนานเก่าแก่อีกเหมือนกันแหละ ที่กล่าวถึงสาเหตุของชื่อว่าลับแล ทำไมจึงชื่อลับแล ก็มีเรื่องเล่ากันมาสองทางด้วยกัน นี่ก็สู่เรื่องภูมินามวิทยาแล้ว เรื่องนึงก็บอกว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จประทับยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อันนี้เขาอ้างถึงพระพุทธเจ้าแล้วหนะครับ หมู่บ้านแห่งนั้นเนี่ยต่อมาก็เป็นเมือง คือเมืองทุ้งยั้ง ที่เรียกว่าเมืองทุ่งยั้งก็เพราะว่าพระพุทธองค์เสด็จประทับยั้งอยู่ตรงนี้ เลยเรียกว่าทุ่งยั้ง เมื่อประทับที่นั้นพระองค์ทรงแลออกไปข้างหน้า แลออกไปไกลจนสุดสายพระเนตร ปรากฏว่ามีต้นไม้บังอยู่มากมายสุดสายพระเนตรเลยจนแลไปไม่ถึง ทรงแลไปไม่ถึงจึงตั้งชื่อว่าลับแล เพราะทรงแลไปไม่ถึง นี่ก็เป็นกระแสหนึ่ง ถ้าจะพูดภาษาเด็กปัจจุบันก็ว่าอีกสำนวนหนึ่ง อีกเวอร์ชั่นหนึ่ง อะไรทำนองนั้นแหละ

       ส่วนอีกสำนวนหนึ่งก็เล่าว่า พระพุทธองค์เสด็จมาประทับที่วัดพระยืน อันนี้ก็ที่วัดพระยืนอุตรดิตถ์นี้มีรอยพระพุทธบาทอยู่นะครับ จากนั้นพระองค์ทรงมองไปทางเหนือเห็นภูเขาเล็กๆสลับซับซ้อนลับๆแลๆ จึงเรียกว่าลับแล ส่วนข้างหน้านั้นก็มีหนองน้ำอยู่เหนือวัดพระยืนไปหน่อยหนึ่ง พระองค์ก็ตั้งชื่อว่า หนองพระแล ปัจจุบันก็เรียกว่าหนองพระแลอยู่ นี่ก็เป็นนิทานที่ผูกขึ้นเพื่อประกอบชื่อสถานที่ โดยการอ้างที่มาทางศาสนา

      จากนั้นถ้ามองไปทางทิศตะวันออกในตัวเมืองอุตรดิตถ์ ในยุคนั้นพระพุทธองค์คงจะทรงมองไปหนะครับ ก็เห็นต้นโพธิ์บังอยู่ ก็เลยเรียกว่าบังโพธิ์ เรียกนานๆเข้า จากบังโพธิ์ก็เลยกลายเป็นบางโพ นี่หนะเรียกบางโพกันมาเรื่อยเลย มีคลองตรงนั้นก็เรียกว่าคลองโพธิ์เข้าไปอีกด้วย เรียกกันถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกกันตั้งแต่ พ.ศ. 2010 - พ.ศ. 2489 เรียกกันไปเรียกกันมาคำว่าบางโพก็เลยหายไป ปัจจุบันก็เรียกว่าตลาดอุตรดิตถ์แทน คนรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยจะเรียกตลาดบางโพนักหรอกครับ แต่คนรุ่นเก่ายังรู้จักกันอยู่ นี่ก็ตำนานของลับแล

      ใช่ว่าจะหมดเพียงเท่านั้นในเรื่องของลับแลเนี่ยยังมีตำนานเรื่องของเมืองแม่ม่าย นี่อันนี้ที่จะเรียกว่าเมืองแม่ม่ายมันมีที่ไปที่มาประการใดก็ลองฟังกันดูก็แล้วกันครับว่าเขาเล่ามายังไง
เขาบอกว่าที่เมืองลับแลเนี่ยมันมีหมู่บ้านๆนึงชื่อว่าบ้านนาทะเล อีกหมู่บ้านก็ชื่อหมู่บ้านคุ้ม หมู่บ้านยางกระไดเหนือ หมู่บ้านยางกระไดใต้ หมู่บ้านต้นม่วง หมู่บ้านน้ำใส หมู่บ้านฝายหลวง หมู่บ้านต้นขาม หมู่บ้านลับแล พวกนี้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่รอบๆ ตัวลับแล ตัวอำเภอลับแลเนี่ย ผู้ที่อาศัยอยู่ส่วนมากก็จะมักสืบเชื้อสายมาจากลาวพวน จากเมืองพวนประเทศลาว อันนี้แม้แต่ที่ทุ่งยั้งนี่ก็พวนหนะครับ

       เท่าที่ผมทราบเนี่ย แม้แต่หลวงปู่เทพ เทพรังสีซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่เนี่ย ท่านเป็นคนทุ่งยั้งนะครับ เชื้อสายพวน และท้ายสุดท่านถึงได้ไปอยู่ที่บ้านผือ อุดรธานี เดิมทีเดียวเนี่ยท่านเป็นคนทุ่งยั้ง มีเชื้อสายของลาวพวน ตอนนั้นเนี่ยลาวพวนจากประเทศลาวเนี่ย อพยพมาตั้งถิ่นฐานในถิ่นแถวนี้เป็นเวลาหลายร้อยปีทีเดียงหละ ก็มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีภาษาเป็นของตัวเอง รูปร่างหน้าตาก็ยังเหลืออะไรนะฮะให้เห็นอยู่ พวนนั้นชาวบ้านเนี่ยจะผิวขาว บ้างก็บอกว่ารูปร่างสวยงาม ได้สัดส่วน อันนี้ก็แล้วแต่จะดูกันไปนะฮะ ส่วนใหญ่ก็สวยกันทั้งนั้นแหละ และก็มีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือขยันขันแข็งเป็นที่เลื่องลือกัน ชาวบ้านแถวๆนั้นเนี่ยเกือบไม่มีเวลาว่างกันเลยตลอดชีวิต มีแต่ทำงาน ทำงานหมุนเวียนกันไปตลอดปี จึงมีคนพูดติดปากกันว่า ในเวลากลางวันคนลับแลจะนอนไม่เป็น นอนกลางวันไม่เป็นหรอกครับตื่นอยู่เสมอ คนที่นอนคือคนเจ็บไข้กับเด็กเท่านั้นหละที่นอน ใครที่หลงเข้าไปในวงของลับแลเนี่ย ถ้าเข้ากับชาวบ้านไม่ได้ก็จะถูกขับออกมา

       ในสมัยนั้นชาวบ้านที่อยู่นั่นเขาก็สามัคคีกลมเกลียวกันทั้งหมด อาจจะเป็นเพราะว่าเขาสืบเชื้อสายพวนมาเหมือนกัน และก็แต่งงานในหมู่วงศาคณาญาติของเค้าเท่านั้น จึงนับได้ว่าคนทั้งหมู่บ้านเป็นญาติกันหมด เมื่อมีเวลาแต่งงานหรือขึ้นบ้านใหม่ บวชนาค งานบุญเนี่ย ชาวบ้านเค้ามาช่วยกันทั้งหมู่บ้านแหละครับ มากันทุกครอบครัวไม่ขาด นั่นเป็นความรักความสามัคคีที่น่าสรรเสริญมาก

        ที่ลับแลนี่มีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง คือในเวลากลางคืนเนี่ย บ้านไหนที่มีลูกสาวที่อยากจะให้ลูกสาวมีคู่ได้เนี่ยนะครับ พ่อแม่จะจัดหาหูกมาให้ลูกสาวทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน โดยจุดไต้หรือจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดแขวนติดอยู่กับกี่ กี่ทอผ้าเนี่ย ส่วนมากจะเป็นการทอผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งคนแถวนั้นนิยมนุ่งห่มกันเนี่ย เขาถือว่าถ้าลูกสาวบ้านไหนทอผ้าซิ่นตีนจกไม่เป็นหละก็ รับรองได้ว่าพวกหนุ่มๆจะไม่มองเลย ถือว่าเป็นคนเกียจคร้านไม่มีฝีมือนะครับ

        ชาวลับแลนั้นนอกจากจะถือสัตย์นะฮะ ถือความสัตย์แล้วก็ขยัน แล้วยังมีฝีมืออีกด้วย ในเวลากลางคืนหลังจากที่สาวกินข้าวปลาอาหารเรียบร้อย อาบน้ำซะสะอาดตัวหอมเลยละเนี่ย ก็จะเป็นเวลาราวๆ ซักทุ่มเศษๆ เนี่ย สาวๆ แต่ละบ้านก็จะถือตะเกียงมาผูกติดกับกี่แล้วก็เริ่มทอผ้า เสียงกี่กระตุกเนี่ยจะเริ่มดังไปทั้งหมู่บ้านทีเดียว ชีวิตใหม่ยามค่ำคืนเริ่มต้นแล้ว เป็นที่รู้กันทั่วไป บรรดาหนุ่มๆทั้งหลายที่อยากจะหาคู่ครอง

        ต้องเป็นหนุ่มนะ แต่งงงแต่งงานแล้วไม่ได้นะ ยุคนั้นเอากันตายเลยหละ เพราะอะไร เพราะเค้ารู้กันทั้งหมู่บ้านว่าใครหนุ่มใครไม่หนุ่ม หนุ่มๆที่อยากมีคู่ครองก็เริ่มออกแอ่วสาว วิธีแอ่วสาวก็คือเดินไปตามบ้านต่างๆที่ลูกสาวเค้าทอผ้าอยู่ ให้หนุ่มชาวบ้านแถวนั้นมาเลือกดู ถ้าจะโดยสรุปก็เลือกกันเองหละ เวลามาหนุ่มเหล่านั้นก็จะมาที่หน้ากี่กระตุกของสาว ตรงหน้ากี่กระตุกที่ใช้ทอผ้าก็จะมีที่นั่ง หนุ่มๆก็จะไปนั่งคุยกับสาวเหล่านั้น ชาวบ้านเขาเรียกอย่างนี้ว่า แอ่วสาว แต่ไม่มีการผูกขาดโดยเฉพาะนะครับ ว่าใครจะต้องคุยกับใครอยู่อย่างนั้น โดยมารยาทเขาจะรับรู้ทั่วกัน หนุ่มคนไหนคุยสาวอยู่แล้วหนุ่มคนอื่นจะไม่มาอยู่ด้วย จะเดินผ่านไป แต่ถ้าหนุ่มคนไหนติดใจสาวคนไหนและหวังจะแต่งงานด้วย หนุ่มนั้นก็จะมาคุยกับสาวเป็นประจำ และก็อยู่เป็นเพื่อนสาวจนดึกจนดื่นหนะครับ สาวนั้นก็ไม่ว่าอะไรจนดึกจนดื่น ถ้าสมมติว่าเขาไม่ชอบพอก็คงจะเลี่ยงไป สาวก็คงปล่อยโอกาสให้หนุ่มคนอื่นมาคุยได้ นี่เรียกกว่าใจนักเลงนะสมัยก่อนเนี่ย คนลับแลเนี่ยใจเด็ดตรงนี้

       ส่วนบนบ้านนั้นพ่อแม่ก็นอนเงียบ แต่ไมใช่นอนหลับนะครับ จะมีช่องที่คอยดูลูกสาวตลอดเวลา ถ้าเจ้าหนุ่มคนไหนเป็นคนมือไวใจเร็วเข้าเนี่ย หรือมาดับไฟคิดจะทำมิดีมิร้ายกับลูกสาวเค้าเนี่ย พ่อแม่จะลุกพรวดพราดมาถึงตัว ไม่ได้มาเปล่ามาพร้อมอาวุธ พร้อมที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้หนะนักเที่ยวทั้งหลายที่เป็นเป็นชายหนุ่มนั้นก็รู้กัน ว่าตะเกียงดวงน้อยๆที่สาวจุดที่กี่น่ะ อย่าไปดับเข้านะ คุยกับสาวแล้วไปดับตะเกียงจะเคราะห์ร้ายโดนอาวุธของพ่อแม่สาวเข้าให้

        ประเพณีอันดีงามเนี่ย ก็ยังเหลือสืบทอดมาจนปัจจุบันอยู่ ชาวบ้านยังรักษาประเพณีอยู่แม้ว่าจะล่วงเลยมานานแล้ว บ้านเมืองได้พัฒนาไปแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังคงรักษากิจกรรมที่ยังเป็นขนบดั้งเดิมของเค้าอยู่ จะมีเปลี่ยนแปลงก็เล็กน้อย เช่น ตะเกียงก็พัฒนามาเป็นหลอดไฟดวงกลมๆ ขนาดประมาณ 20 แรงเทียนแทนขึ้นมา ให้มันสว่างเท่าๆกับตะเกียงเนี่ย

        ในเรื่องของการรักษาขนบธรรมเนียมอันดีของท้องถิ่นเนี่ย ดูเหมือนว่าจะหาที่อื่นได้ยาก แต่ที่ลับแลเนี่ยมีตลอด ต่อมามันก็อาจจะเริ่มคล้อยตามอารยธรรมสมัยใหม่ไปบ้าง มีบางครอบครัวซึ่งชาวบ้านจะรังเกียจไม่อยากไปคบค้าสมาคมด้วย ทั้งนี้เพราะว่าบางครอบครัวนั้นเขาเปลี่ยนไปเป็นอารยธรรมยุคใหม่เกินไป

        ก็มีเรื่องที่น่าสังเกตก็คือว่า ผู้ชายเมืองลับแลเนี่ยมักจะอายุสั้น ฉะนั้นผู้หญิงจึงมักจะเป็นม่ายกันมาก จนพูดติดปากกันว่าเมืองแม่ม่าย ถ้าลองดูวิเคราะห์แล้วก็จะต้องยอมรับว่า ผู้ชายเมืองลับแลเนี่ยตลอดปีเลยครับทั้ง 12 เดือนเนี่ย ผู้ชายทำงานหนักนะครับ ทำสวน ทำไร่ ทำนา มีเวลาเข้าบ้านก็ตอนนักขัตฤกษ์เท่านั้น ตลอดเวลา 365 วันแทบจะอยู่กับป่ากับไร่กับสวนกับนา จะมีเวลาเข้าบ้านก็ดึกๆ หรือว่ามีงานนักขัตฤกษ์ เช่นงานประจำปี งานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ก็จะมีโอกาสได้พักผ่อนซัก 15 วันในปีหนึ่ง เข้ามาในบ้านก็แต่งตัว กินเหล้าเมายาตามประสาชนบท เสร็จงานก็ไปอยู่ที่ห้างนา มีบ้านใหญ่ๆปลูกไว้ ส่วนที่บ้านเล็กๆนั้นปลูกไว้ในนาเรียกว่าห้างนา หรือปลูกไว้ในไร่ก็ทำงานอยู่ที่นั่น มันห่างจากบ้านเยอะ เวลาจะไปนาก็ไปเรียกว่าเดินกันไป ในยุคนั้นไม่ได้มีรถเหมือนเดี๋ยวนี้  และก็ในที่ๆตัวไปทำไร่ทำนานั้น บางทีก็ทำเป็นที่เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย แบบชั่วคราวไป ทำตามแบบพื้นบ้าน มีหน้าที่หากินอยู่อย่างนี้ตลอด

         ส่วนแม่บ้านก็จะออกจากหมู่บ้านนำของกินไปส่งสามีที่ห้างนา เมื่อตะวันรอนๆหมดงานแล้วแม่บ้านก็จะหอบข้าวของกลับมาบ้าน ส่วนพ่อบ้านก็นอนเฝ้า เป็ด ไก่ วัว ควาย ทรัพย์สินพืชอยู่ที่นา ชีวิตประจำวันแบบนี้เป็นไปหลายชั่วคน ดูๆแล้วก็เป็นประเพณีอันดีงาม เป็นปึกเป็นแผ่นไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะอะไร เพราะค่อนข้างจะแยกกันอยู่เลยไม่ได้ทะเลาะ ทุกคนมีงานทำไม่มีเวลาไปเรื่องจุกๆจิกๆ ซึ่งก่อให้เกิดเรื่องบาดหมาง ทุกครอบครัวอยู่กันอย่างเป็นสุข

         แต่ว่าผู้ชายเมืองลับแลเนี่ย ราวๆกลางเดือน 3 ไป เสร็จนักขัตฤกษ์แล้ว ก็จะเตรียมตัวเข้าป่าไปถางไร่ถางนาเตรียมตัวสำหรับปลูกข้าวไร่ปลูกพริก ข้าวโพด มะเขือ แตง ฟัก แฟง ว่ากันไป ในไร่จะมีของปลูกเต็มไปหมด เท่าที่จะหาพันธุ์ได้ จะมีการเตรียมดินสำหรับพืชเหล่านั้น เค้าต้องเตรียมตัวกันเป็นแรมเดือน เมื่อผู้ชายถางที่เตรียมเรียบร้อยแล้วก็จะออกป่าล่าสัตว์ หาเสบียงมาไว้สำหรับจะออกไปทำงานต่อไป เสบียงนั้นก็จะมีฟืนมั่ง มีอาหารประจำวันตั้งเอาไว้ที่ห้างนาและที่บ้าน

          ตอนเย็นแม่บ้านก็หาบของเอากลับไปบ้าน เป็นหน้าที่ของพ่อบ้านจะต้องเตรียมของนั้นไว้ ถึงเดือนหกฝนตกลงมา พ่อแม่ลูกๆก็เริ่มปลูกข้าวไร่ ใช้จอบขุดกันให้เป็นหลุมพอประมาณ เอาข้าวไร่เตรียมหยอดไปตามหลุมที่ขุดเอาไว้ กลบดิน เขาปลูกจนหมดพื้นที่หนะครับ พื้นที่ที่เหลือจะปลูกของสารพัดเท่าที่จะปลูกได้ ไม่ทิ้งให้ว่างทำคล้ายคลึงไป

          พ่อบ้านปลูกข้าวเสร็จก็ใช้เวลาประมาณเดือนกว่าเนี่ย ปลูกเรียบร้อยฝนก็ตกมา จากนั้นก็เริ่มไถหว่านทำนากันต่อไป เวลาเนี่ยใช้อยู่ตลอดเวลา พอว่างก็ถอนหญ้าตามไร่ที่มันขึ้นมาแล้วไม่มีประโยชน์ ก็ถอนไปจนกระทั่งข้าวขึ้นมา พริกขึ้นมา พอแก่ก็เอาพริกไปขายได้นะครับ บางส่วนก็นำไปทำเป็นพริกแห้ง ส่วนสดๆก็ขายเป็นพริกสดไป พืชผลที่ปลูกก็ไปขายที่ตลาด เรียกว่าพอมีพอกินทีเดียวหละครับ

          คราวนี้ถ้าจะถามว่าทำไมจึงเรียกว่าเมืองแม่ม่าย หลังจากที่พูดมานานมันเพราะอะไรหละครับ เพราะว่าผู้ชายเนี่ยทำงานหนักมาก แล้วทำงานหนักไม่พอยังทำงานในป่าผจญกับยุงมั่งอะไรมั่ง มีไข้มาลาเรียไข้ป่าเนี่ย ผจญกับสัตว์ป่านานาชนิดทั้งที่เป็นพิษเป็นภัย ก็ทำให้สุขภาพของพ่อบ้านเนี่ยไม่ค่อยจะดีนัก เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นไปได้ครับว่าอายุสั้นเพราะทำงานหนักเกินไปนั่นส่วนหนึ่ง กับอีกส่วนหนึ่งก็คือผจญภัยกับของต่างๆที่ค่อนข้างมีอันตราย เฉพาะยุงอย่างเดียวนี่ก็น่ากลัวอยู่แล้ว ก็เลยทำให้พ่อบ้านเนี่ยอายุค่อนข้างจะสั้น พอสั้นก็เหลือแม่บ้านเค้าก็ไม่ค่อยแต่งงานใหม่ก็เลยเป็นม่ายกันไป ก็เลยเรียกเมืองลับแลเนี่ยว่า เมืองแม่ม่าย

          นี่ก็คือที่มาของคำว่าเมืองแม่ม่าย ก็เป็นวรรณกรรมที่เล่าต่อกันมา อาจจะไม่ค่อยสนุกนักเพราะมันไม่ค่อยจะตื่นเต้น แต่ฟังแล้วก็ทำให้เราได้รับความรู้ต่างๆอยู่มากพอสมควร นี้ในเรื่องของเมืองลับแล ถ้ามีโอกาสเราก็จะพูดเรื่องเมืองลับแลต่อไปอีก แต่ดูจากที่เป็นวรรณกรรมต่างๆ ที่เป็นวรรณกรรมเขียนขึ้นก็มี และก็มีการรวบรวมเอาไว้

          ท่านที่สนใจเรื่องนี้ก็อาจจะหาอ่านได้จากบรรดาพงศาวดารในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือแม้แต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีเรื่องเกี่ยวกับลับแลนี้พอสมควร จากนั้นก็มีหลักฐานที่บันทึกไว้โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หรือแม้แต่สมเด็จกรมพระยาพระนิศรานุวัตติวงศ์ก็ทรงบันทึกเอาไว้ด้วย เราก็คงจะมีโอกาสพูดกันในคราวหน้านะครับ สำหรับครั้งนี้ ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขออนุญาตลาท่านก่อนนะครับ แล้วค่อยพบกันอีก สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน