วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 13 เรื่อง ภูมินามวิทยา 3 : แก่งโสภา
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควกลับมาพบกับท่านอีกครั้งหนึ่ง เราพบกันเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของท่านผู้ฟังกับนักวิชาการ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
วันนี้เราจะต่อเรื่องของวรรณกรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งอยู่ในประเภทหนึ่งของคติชนวิทยา เราเรียกกันว่า วรรณกรรมเกี่ยวกับสถานที่ ถ้าเป็นชื่อทางคติชนวิทยา เขาเรียกว่า ภูมินามวิทยา หรือ โทโพนีนี่ ผมก็จะต่อในเรื่องของชื่อสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะชื่อตำบลในอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
ก่อนอื่นนะครับ ผมก็คงจะต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา นายอำเภอวังทอง พิษณุโลกครับ ที่ได้เอื้ออำนวยให้บรรดา อบต. ทั้งหมดได้เก็บข้อมูลเป็นอย่างดี แล้วก็ข้อมูลนั้นก็ทำเป็นหลักเป็นฐานอย่างมากมาย ก็เรียกว่าท่านมีคุณูปการต่อวงวิชาการของประเทศชาติทีเดียวหละครับ
ตำบลที่เราจะเริ่มพูดถึงวันนี้ คือตำบลวังพิกุล ตำบลวังพิกุลเนี่ย ถ้าจะเรียกง่ายๆก็เพราะว่ามันมีต้นพิกุลอยู่นั่นเองครับ มีต้นพิกุลขึ้นอยู่มากมาย ก็เลยตั้งชื่อว่าตำบลวังพิกุล ก็ไม่มีอะไรที่จะมากไปกว่านี้ แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่า ตรงที่ต้นพิกุลเค้าขึ้นอยู่เนี่ย ตรงนั้นเป็นที่ที่มีระดับน้ำลึกที่สุดในพื้นที่ ผู้ที่ตั้งชื่อตำบลวังพิกุล ตั้งชื่อว่าตำบลวังพิกุลก็คือนายฟุ้ง ทองโพธิ์เล็น ซึ่งเป็นกำนันคนแรกของตำบลวังพิกุลเลยทีเดียวหละ
ข้อมูลที่ว่าเนี่ยได้จากคุณป้าแฉล่ม วัดทอง อายุ 93 ปีนะครับ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 2 ต.พิกุล ตำบลวังพิกุลเนี่ยหนะครับ ก็ให้ข้อมูลอันนี้มา เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำบลวังพิกุลเนี่ย จะมีพวกไทเชื้อสายโซ่งหรือทรงดำเนี่ยอยู่มากมายเลย หมู่ 7, 9, 10 พวกนี้เนี่ยครับเป็นหมู่ที่มีโซ่งอยู่มากจะเป็นหมู่ 7, 9, 10 ก็มีอยู่ทีเดียวหละ เพราะงั้นวัฒนธรรมต่างๆในวังพิกุลจึงเป็นวัฒนธรรมที่มีความสืบเนื่องมาจากไทโซ่งหรือไททรงดำ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นอพยพมาจากอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี อาจจะอยู่แถวบางเค็ม หรืออยู่แถวหนองหญ้าปล้องแถวๆนั้นหละครับของเขาย้อยเพชรบุรีเนี่ย อพยพเข้ามา
สายอพยพนั้นเป็นทางยาวเลยจนถึงเพชรบุรีมาจนถึงพิษณุโลก ศูนย์ใหญ่ก็อยู่ที่บางระกำ แต่ที่วังทองก็มีโซ่งอยู่มากมายทีเดียว เป็นที่น่าสนใจว่าบรรดาวรรณกรรมต่างๆที่อยู่ในตำบลวังพิกุลเนี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทานหรือวรรณกรรมเพลงนั้น เป็นภาษาของไทโซ่งหรือทรงดำเนี่ย ถ้าผมมีโอกาสก็จะได้นำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังสำหรับท่านผู้ฟัง หรือกราบเรียนขอคำปรึกษาว่า ควรจะวิเคราะห์ประการใดดีบ้างเกี่ยวกับเรื่องของไททรงดำนี้หนะครับ
ผู้ที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้ก็มีหลายคนทีเดียว ก็ต้องขอขอบคุณท่านวันชัย เชียงแสนนะครับ ผู้อำนวยการโรงเรียนวังพิกุลวิทยศึกษา ซึ่งทั้งคณะของท่านเลยนี้ก็ช่วยกันทำงาน มีท่านสุนทร เกตุเทพ ท่านกัณฐิมา ทองเชื้อนะฮะ แล้วก็ท่านปลัดสุติปกรณ์ ถาวรพวกนี้นะครับ หรือแม้แต่ท่านปุณนิจ ท่านชู ชื่อช่วยกันทั้งนั้นแหละครับ ผมก็ได้รับอุปการะจากท่านทั้งหลาย
ผมก็เลยอยากจะกราบเรียนไปถึงท่านที่อยู่ที่ตำบลวังพิกุลเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นท่านพนม วิศราญรมย์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดงข่อยก็ดี หรือท่าลัดดาวัลย์ เที่ยงธรรมโม ซึ่งเป็นอาจารย์โรงเรียนวัดดงข่อยก็ดีเนี่ยครับ ถ้าหากว่าเรามีการรวบรวมข้อมูลทางวรรณกรรมของโซ่งเอาไว้เนี่ย ผมคิดว่ามันจะก่อให้เกิดภูมิปัญญาอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา หลังจากเราวิเคราะห์จากนิทานมาแล้วก็เลยส่งข่าวถึงท่านพเยาว์ ภู่เกิดด้วย ท่านบรรทม เจริญภาค แล้วก็ท่านอมรรัตน์ ไกรสร ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนวังพิกุลวิทยศึกษาเนี่ยหนะครับ ท่านช่วยรวบรวมวรรณกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นนิทาน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาษิต ปริศนาคำทาย คำพังเพย หรือภูมินามวิทยาในตัวตำบลเองเนี่ย แล้วก็นำมาศึกษากันดู นำมาเผยแพร่กันดู อาจจะพบภูมิปัญญาอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่ ยังไม่มีคนทำหนะครับเรื่องนี้ ก็ขอกราบเรียนเอาไว้
เรื่องของวังพิกุลก็คงจะขอพูดสั้นๆแค่นี้ก่อน จะไปอีกตำบลนึงคือตำบลแก่งโสภา สำหรับตำบลแก่งโสภาเนี่ย เราจะดูชื่อคำว่าแก่งโสภา ก่อนอื่นต้องแนะนำซะก่อนว่าตำบลแก่งโสภาเนี่ย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอวังทอง จะห่างจากอำเภอวังทองไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 คือ สายพิษณุโลก-หล่มสักเนี่ยเป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร
ประวัติความเป็นมาก็มีเรื่องกล่าวว่า ตำบลแก่งโสภานั้นจัดตั้งเป็นตำบลเมื่อ พ.ศ. 2475 ขึ้นอยู่กับอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก แต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่เกิดเนื่องจากเป็นเส้นทางที่พ่อค้าเดินทางผ่านมา และก็ตั้งค่ายพักค้างคืนระหว่างการเดินทาง พอต่อมาเห็นว่าที่พักตรงนี้เป็นบริเวณที่มีทำเลดี อุดมสมบูรณ์ จึงได้ตั้งถิ่นฐานเป็นที่อยู่อาศัยกลายเป็นชุมชนใหญ่นะครับ
ในส่วนของคำว่าชื่อแก่งโสภานั้น จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในตำบลแก่งโสภาเองก็เล่าว่า เขาเรียกตามชื่อของขุนโสภา ขุนโสภานี่ก็เป็นผู้ที่มาบุกเบิกสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นในระยะแรกๆ แล้วต่อมาก็ได้เป็นกำนันคนแรกของตำบลแก่งโสภานะครับ ตรงนี้เผอิญที่มีลำน้ำเข็กไหลผ่าน ผ่านพื้นที่ที่มีหนมากมาย ก็เลยตั้งชื่อเสียเลยว่าแก่งโสภา นี่คือความเป็นมาหรือภูมินามตามที่ปรากฏกัน เล่ากันต่อมาจะเป็นอย่างนั้น
คราวนี้ก็มาดูว่าประชากรในตำบลแก่งโสภาเนี่ยเป็นพวกไหน ส่วนใหญ่ก็เป็นพ่อค้าชาวอำเภอด่นซ้ายนะครับ ซึ่งมาจากจังหวัดเลย เพราะฉะนั้นบรรดาวรรณกรรมต่างๆ จึงคล้ายคลึงกับของชาวด่านซ้ายมาก น่าจะมีการเก็บข้อมูลรวบรวมเอาไว้ทีเดียวหละครับ
ที่ตำบลแก่งโสภาเนี่ย มีหลายอย่างที่น่ารวบรวมมาก คำขวัญของตำบลก็เพราะนะครับตำบลแก่งโสภาเนี่ย คำขวัญเค้าก็บอกว่า .....ผ้าทอลือเลื่อง เมืองแห่งผลไม้ หลากหลายน้ำตก อ้อมอกเขากระยาง..... สำหรับผ้าทอเนี่ยก็มีชื่อเสียงมากมาย มีนิสิตของมหาวิทยาลัยนเรศวรไปทำเป็นการศึกษาอิสระเกี่ยวกับผ้าทอของตำบลแก่งโสภาเอาไว้ด้วย ท่านที่สนใจก็อาจจะศึกษาได้ดีทีเดียวหละครับ
ผมก็ขอขอบพระคุณท่านนัทประพัทธ์ วิมลวานิชนะครับ ที่ได้รวบรวมเรื่องพวกนี้ขึ้น โดยมีทั้งอาจารย์อนุสา ปั้นเนตร ช่วยกันเยอะ แล้วก็ท่านเฉลิม คงเขียวเนี่ยผู้อำนวยการโรงเรียนอุตสาหกรรมป่าไม้ 2 ก็ขอร้องท่านเรวดี กองเทียมนะครับ ที่เป็นอาจารย์โรงเรียนทรัพย์ไพรวัลย์วิทยาคม แล้วก็ท่านสุชาดา หนิมพานิช อาจารย์โรงเรียนอุตสาหกรรมป่าไม้เนี่ย ขอให้ช่วยกันรวบรวมวรรณกรรมของตำบลแก่งโสภา ซึ่งถ้าตรวจสอบที่มาแล้วส่วนใหญ่จะมาจากอำเภอด่านซ้าย น่ารวบรวมเอาไว้นะครับ แล้วมาช่วยกันดูว่ามีวรรณกรรมอะไรบ้าง ยังไม่ไดมีคนทำเป็นหลักเป็นฐานนะครับเกี่ยวกับวรรณกรรม มีทำไปอย่างเดียวเท่านั้นคือเรื่องของผ้าทอเท่านั้นนะครับ
ก็ผ่านไปถึงอีกตำบลนึงซึ่งมีชื่อน่าสนใจมากเลย น่าศึกษาประวัติของชื่อมาก คือตำบลท่าหมื่นราม ตำบลท่าหมื่นราม ผู้ให้ข้อมูลก็บอกว่าคำว่า ท่า ก็หมายถึงสถานที่ตั้งอันมั่นคง เป็นแหล่งชุมชน หรือสถานที่ที่เป็นที่ร่มรื่น สงบ ร่มเย็น สะดวก สบาย เรียกว่า ท่า ในความหมายของท่าน ส่วนคำว่าหมื่นราม ก็เป็นชื่อยศทางทหารสมัยโบราณของท่านขุนหมื่นรามในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อว่าขุนหมื่นรามเนี่ยนะ เรียกว่าบรรดาศักดิ์ซ้อนกันเลยทีเดียวนะครับ ทั้งขุน ทั้งหมื่น อันนี้เป็นคำบอกเล่าเราก็ฟังแล้วว่าตามนั้น ด้วยเหตุนี้หละครับตำบลท่าหมื่นรามเนี่ย จึงมีความหมายถึงชุมชน หรือที่ตั้งของชุมชนซึ่งท่านขุนหมื่นรามในสมัยอยุธยาเนี่ย ได้จัดตั้งขึ้น
ก็มีเรื่องเล่าที่เป็นวรรณกรรมกันประกอบตำบลนี้อยู่ว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น เมืองพิษณุโลกเนี่ยเป็นหัวเมืองชั้นเอกของฝ่ายเหนือ เพชรบูรณ์เป็นเมืองลูกหลวง นี่ว่าเล่าๆกันอย่างนั้น ซึ่งก็ตรวจสอบเอาทางประวัติศาสตร์ก็แล้วกันครับ ข้อมูลนี้เก็บจากประชาชนในท้องที่ เพราะงั้นก็มีการเล่าต่อมาอย่างนี้ ในการติดต่อระหว่างเมืองพิษณุโลกกับเพชรบูรณ์นั้น จะต้องเดินทางผ่านเมืองนครไทย เดินทางผ่านเมืองหล่มเก่า โดยที่การเดินทางเนี่ย มันผ่านเส้นทางที่ทุรกันดารมาก แล้วระยะทางไกลทีเดียวครับ ถ้าคิดถึงสมัยโน้นยิ่งไกลมาก เจ้าเมืองพิษณุโลกจึงหาเส้นทางลัด เพื่อจะใช้ในการเดินทางติดต่อระหว่างพิษณุโลกกับหล่มเก่ากับเพชรบูรณ์เนี่ยให้สะดวกที่สุด ก็เลยนำไพร่พลเดินทางสำรวจเส้นทางใหม่โดยเริ่มจากเมืองพิษณุโลก เดินไปทางตะวันออกนะครับ
ท่านนึกภาพดูนะครับ ท่านที่อยู่วังทองจะเห็นชัดเลย จากพิษณุโลกเนี่ยไปทางตะวันออกของพิษณุโลก ผ่านหนองอีเฒ่า ผ่านบ้านวังพิกุล บ้านหนองหญ้าส้าน บ้านท่าหมื่นราม บ้านสามหลัง บ้านสามหลังเนี่ยแต่ก่อนไม่ได้เรียกว่าสามหลังหรอกครับ เรียกว่าบ้านซำรัง เรียกซำรังก็เพราะว่ามันมีต้นรังขึ้นอยู่ แล้วมันก็มีน้ำไหลออกมาตรงนั้นจึงเรียกว่าซำรัง คำว่า ซำ เนี่ยแปลว่าที่ที่มีน้ำไหลออกมา เช่นเวลาที่เราไปขึ้นภูกระดึง ก็จะมีคำว่า ซำแฮก ก็แปลว่า ที่ที่แรกที่สุดที่มีน้ำซึมออกมา จากนั้นก็มีซำบอน ซำกกโดน ซำกกกอก ซำแคร่พวกนี้
ถ้าพูดว่า ฎ แปลว่า มีน้ำซึมออกมาแต่ถ้าภาษาทางล้านนาไม่เรียกว่าซำหรอกครับ เขาเรียกว่าจำ อย่างเช่นในเวลาที่เราจะไปเชียงใหม่ ตอนที่เราผ่านลำพูนเนี่ย ก็จะมีชื่อสถานที่ที่เป็นหมู่บ้าน ชื่อบ้านจำตาเหิน ตรงนั้นก็มีต้นตาเหินไหวอยู่และก็มีน้ำไหลออกมา หรือจำขี้มดก็แปลว่าตรงนั้นมีจอมปลวกอยู่และก็มีน้ำไหลออกมา เค้าเรียกว่าจำขี้มด จำหรือซำ เพราะงั้นบ้านสามหลังที่ว่าเนี่ยก็มีน้ำไหลผ่าน เดิมชื่อซำรังนะครับ
เป็นอันว่าจากพิษณุโลกก็ผ่าน หนองอีเฒ่า ผ่านบ้านวังพิกุล บ้านหนอหญ้าส้าน บ้านท่าหมื่นราม บ้านสามหลังรึซำรัง บ้านชมพู บ้านชมพูในที่นี้เนี่ย คำว่าชมพูเนี่ยมาจากภาษาอีสาน คำว่า ส้มพู่ ตัวนี้หนะครับหมายถึงต้นหว้านะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ยมีต้นหว้าป่าขึ้นอยู่ เดี๋ยวก็เป็นบ้านไปหลังชื่อบ้านชมพูเป็นหมู่บ้าน จากนั้นเขาจะขึ้นเขาปู่เขาย่า ไปถึงที่ท่าพล ไปลงที่ตำบลท่าพลเพชรบูรณ์เลยทีเดียวครับ
ลงไปทางนั้นระหว่างการเดินทางเนี่ย เจ้าเมืองพิษณุโลกก็ได้พักแรมบริเวณลุ่มแม่น้ำชมพู ท่านเจ้าเมืองมองเห็นสภาฑพื้นที่แหละชัยภูมิในบริเวณนี้แหละ บริเวณริมแม่น้ำชมพูเนี่ย ว่ามีสภาพที่เหมาะสมในการตั้งชุมชน ที่เหมาะก็เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำอุดมสมบูรณ์ อากาศดี อีกทั้งระยะการเดินทางก็ไม่ไกลจากเมืองพิษณุโลกมากนักด้วย นั่นคือเดินทางจากพิษณุโลกมาถึงบริเวณที่พักที่แม่น้ำชมพูเนี่ย จะใช้เวลาเดินทางเพียงวันเดียวเท่านั้น ท่านเจ้าเมืองจึงให้ท่านขุนหมื่นราม นี่เป็นเรื่องเล่านะครับ
ท่านขุนหมื่นรามเนี่ยนำไพร่พลมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนี้ โดยที่ผู้ที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนั้นก็มีอาชีพในการทำไร่ทำนา แล้วก็ส่งส่วยไปยังเมืองพิษณุโลก ตั้งกันจนเป็นชุมชนใหญ่ ท้ายสุดก็เกิดชุมชนขึ้น ชาวบ้านที่นั้นก็เรียกชุมชนนี้ว่า บ้านท่านขุนหมื่นราม ตอนแรกจริงๆก็เรียกว่าบ้านท่านขุนหมื่นราม ต่อมาเมืองพิษณุโลกได้ยกฐานะเป็นมณฑลพิษณุโลก ได้มีการจัดดตั้งอำเภอ จัดตั้งตำบล ที่ชุมชนบ้านท่านขุนหมื่นรามเนี่ย ก็ได้ขึ้นอยู่กับตำบลวังทอง อำเภอนครป่าหมาก ได้เปลี่ยนเป็นอำเภอวังทอง บ้านท่าหมื่นรามจึงได้อยู่ในเขตของตำบลชมพู สังกัดอยู่อำเภอวังทอง
ต่อมาเมื่อมีคนไปอาศัยอยู่หนาแน่นมากขึ้น ทางราชการจึงยกให้บ้านท่าหมื่นรามเป็นตำบลท่าหมื่นราม ขึ้นกับอำเภอวังทองจนถึงปัจจุบัน ก็เลยเรียกว่าท่าหมื่นราม ตัดคำว่าขุนออกไปเสียหน่อยนะครับ
ที่บ้านท่าหมื่นรามเนี่ย ชาวบ้านที่อยู่เนี่ยก็เป็นชาวบ้านที่อพยพมาจากที่ต่างๆจำนวนมากทีเดียวหละครับ อพยพมาอยู่ด้วยกันปัจจุบันนี้ก็คงมีจำนวนเป็นประมาณซัก 8,400 กว่าคนเห็นจะถึงหงะ ประมาณซัก 1,870 กว่าหลังคาเรือนผู้ที่มาอยู่เนี่ยก็ได้นำเอาวัฒนธรรมต่างๆจากถิ่นเดิมของตัวเขามา มีการแข่งเรือเป็นประเพณี มีการบวงสรวงเจ้าแม่สร้อยดอกหมากที่บ้านหนองปลาไหลนี่ครับ มีการก่อพระทราย มีประเพณีผูกเสี่ยว มีการบวชนาคเขมะ หรือการบวชชีพราหมณ์ มีการร้องเพลงสารภัญญ์ที่บ้านหนองหญ้าคมบาง ร้องเพลงสารภัญญ์เนี่ยฟังดูแล้วน่าจะเป็นทำนองสารภัญญะนั่นแหละครับ จากนั้นก็มีการเลี้ยงเจ้าปู่ เจ้าป่า ปู่ย้วงผู้คุ้มครองป่า
นี่น่าสนใจมากเลยเพราะคนที่อยู่เนี่ยมีทั้งจากอีสานก็มีส่วนนึง และจากภาคกลางก็มีส่วนนึง เพราะนั้นก็เป็นหมู่บ้านที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีความร่ำรวยทางวัฒนธรรมด้วย น่าสนใจมากครับ ว่ามีทุนทางวัฒนธรรมอยู่สูง การเลี้ยงผีของชาวบ้านโซ่งก็มีที่นี่ เพราะว่าโซ่งก็มีอยู่ด้วย ผมก็เลยคิดว่าถ้าแม้นว่าได้มีการเก็บข้อมูลทางวรรณกรรมเป็นอย่างดีเนี่ย ก็น่าจะเป็นการรวบรวมและอนุรักษ์ข้อมูลทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเอาไว้ได้อย่างดีทีเดียว
ผมยังอยากจะกราบนมัสการท่านหลวงพี่อดุลย์ ทีฆายุโก ซึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดท่าหมื่นราม ท่านมีความเข้มแข็งมากในการทำงานเนี่ย ถ้าแม้ว่าท่านขอความร่วมมือจากท่นณรงค์ จอยพุก ซึ่งเป็นกำนันตำบลท่าหมื่นรามหรือท่านเฉลย อ่อนตานาซึ่งเป็นประธานกรรมารบริหารเนี่ย แล้วขอร้องไปทางท่านพีระพงษ์ คำมา ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าหมื่นรามก็ได้ หรือท่านสมบัติ จงวัฒนศิลป์ ประธานกลุ่มโรงเรียนท่าหมื่นรามก็ได้ นอกจากนี้ก็ครูบาอาจารย์ที่นั่นที่ผมรู้จักดีก็มีท่านราตรี โพธิ ท่านพรรณี มาดิด ท่านบัวผัน น้อยเขียวเนี่ยอยู่ท่าหมื่นรามทั้งนั้น ถ้าแม้นว่าได้ช่วยกันเก็บข้อมูลทางวรรณกรรมของท่าหมื่นราม ซึ่งหลากหลายมีทั้งอีสาน ทั้งโซ่ง ทั้งไทยภาคกลาง แล้วก็ภาษาโคราชก็มีอยู่นะครับ โคราชหรือนครราชสีมาเนี่ยมีมากทีเดียวหละครับ ผมคิดว่าเราคงจะได้วรรณกรรมที่น่าสนใจ บันทึกไว้ว่าที่ท่าหมื่นรามมีพิธีแรกนาด้วยนะท่านนะ ประเพณีสู่ขวัญก็มีมาก หลายสู่ขวัญหลายอย่าง สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญคนมีทั้งนั้นแหละ ก็คงจะกล่าวถึงท่าหมื่นรามเพียงเท่านี้
จะไปอีกตำบลยังคงพอมีเวลาเหลืออยู่ คือตำบลวังนกแอ่น ชื่อน่าสนใจมากนะ นกแอ่นก็คือนกนางแอ่น นกอีแอ่นเนี่ยหละครับ เรียกอีแอ่นมันน่าเกลียดก็เรียกว่านกแอ่น ก็ต้องกล่าวถึงซะก่อนว่า ตำบลวังนกแอ่นเนี่ยมันแยกมาจากตำบลชัยนาม มาเป็นตำบลวังนกแอ่น ก็มีการค้นคว้าหาความหมายของชื่อตำบล ช่วยกันมากมายเลยหละครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านนายอำเภอสมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา ท่านให้มีการค้นคว้านี่ก็ทางฝ่ายวิชาการของตำบลก็ตรวจสอบกัน ทั้งครูบาอาจารย์ ผู้อาวุโสทั้งหลายในหมู่บ้าน ผู้ที่มีอายุมากหน่อย สูงอายุก็พยายามจะให้ความหมายตำบลวังนกแอ่น โดยให้ความหมายว่าหมายถึงความขยันขันแข็ง มานะ อุตสาหะ อดทน ซื่อสัตย์ และสามัคคี โดยยึดเอานกนางแอ่นเป็นสัญลักษณ์ เพราะนกนางแอ่นเป็นนกที่ขยันขันแข็ง ออกหากินตั้งแต่เช้าจดเย็น อยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอดมา
ให้ความหมายอย่างนี้ฟังแล้วดีนะครับ มีความหมายดีแล้วก็ไพเราะและมันก็เป็นวรรณกรรมด้วยเหมือนกันแหละตรงนี้ การให้ความหมายชื่อเนี่ย หะนี้ในเรื่องที่มาของตำบลเนี่ยนะครับ ก็มีการเล่ามาว่า หลายสิบปีที่ผ่านมาเนี่ย พอถึงฤดูหนาวเนี่ยจะมีนกนางแอ่นมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากที่หมู่บ้านวังนกแอ่น ชาวบ้านก็ไม่ได้ทำอันตรายใดๆ และเนื่องจากมีนกนางแอ่นมาอยู่เยอะ ชาวบ้านก็เลยตั้งชื่อว่าบ้านวังนกแอ่น
นี่ก็เป็นที่มา แต่ถ้าจะดูประวัติของวังนกแอ่นนะครับ ในเชิงวรรณกรรมบอกเล่าเนี่ย เราทราบว่า หมู่บ้านวังนกแอ่นเนี่ยเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ ท้าวชัยแสง แสงศิริและครอบครัวพร้อมผู้ติดตามอีกหลายๆ ครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้อพยพมาจากจังหวัดเลย มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านวังนกแอ่นนี้ก็เมื่อประมาณร้อยปีเศษมาเนี่ยหละครับ บริเวณพื้นที่แถวนั้นก็เป็นป่าเขา มีน้ำตกสวยงามที่ลำน้ำเข็ก สองฝั่งก็มีป่าไม้ มีภูเขามีพันธุ์ไม้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์มาก และก็มีนกนางแอ่นชุกชุม
ตอนแรกๆเนี่ยแถวๆนั้นก็ไม่มีคนอยู่กันมากนักหรอก นกนางแอ่นก็จะคุ้นเคยและเชื่องกับคนมาก เรียกว่าขนาดบินไปหากินบริเวณบ้าน จับเกาะพักผ่อนตามหลังคาบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ กับลำน้ำเข็กเนี่ยหละครับ จนนกเนี่ยเคยชินจะบินมาชุมนุมกันมากที่น้ำตกเป็นกลุ่มใหญ่ทุกๆวัน ก็กล่าวเล่ากันว่าประมาณบ่ายสามโมงสี่โมงเย็นเนี่ย นกไปชุมนุมเยอะ
ต่อมามีคนรู้ข่าวตลอดจนญาติสนิทมิตรสหายของคนที่มาอยู่ก่อนเนี่ย ได้พูดถึงความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินที่ใช้ทำไร่ทำนา บอกกันต่อๆไปมีนกมาด้วยยังงี้นะฮะ อยู่อย่างเป็นสุขมาก พอได้ฟ้งเข้าก็ชวนกันอพยพเข้ามามากขึ้นมากขึ้น และได้รวมกันตั้งเป็นกลุ่มบ้าน ให้ชื่อว่าบ้านวังนกแอ่น ที่บ้านวังนกแอ่นเนี่ย จะมีน้ำตกสวยงามด้วย ก็เรียกว่าน้ำตกวังนกแอ่น และชื่อน้ำตกเนี่ยหนะครับ
ครั้นถึงวันที่ 26 ก.พ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถเสด็จมาที่นี่ ก็เสด็จประพาสชมวังนกแอ่นและทรงประทับอยู่ที่ศาลา และทรงปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึกไว้ จากนั้นก็ได้ทรงพระราชทานนามน้ำตกวังนกแอ่นเปลี่ยนใหม่ซะ เป็นน้ำตกสกุโณทยาน ก็เลยเป็นบริเวณที่เป็นน้ำตกที่สวย ปัจจุบันเขาเรียกว่าน้ำตกสกุโณทยาน มีสวนรุกขชาติสกุโณทยานอยู่ที่นั่น คำขวัญประจำวังนกแอ่นก็เพราะ บอกไว้เลยว่า .....อยู่อย่างไทย กินอย่างไทย ใช้ของไทย เขียนเลขไทย แต่งกายแบบไทย...... นี่เป็นคำขวัญของตำบลวังนกแอ่นเค้า
ก็เช่นเดียวกันหละครับ ผมก็ได้คิดว่าถ้าแม้นว่าพระคุณเจ้าพระอธิการพวน ภูริจิตโต และท่านบุญสม บุญมาติดเนี่ยหนะครับ รวมทั้งบรรดาอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสฤษดิ์เสนา ท่านนารถเอยหรืออาจารย์ที่นั่นท่านสุภัตรา ย่อมครบุรี ท่านนันทพร โพธิ์ทองเนี่ย หรือท่านอาจารย์โรงเรียนบ้านวังตาดก็แล้วแต่เถอะ ท่านสมพร มั่นคงผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังตะเคียน ท่านสุเทพ เนียมเขียว ผู้อำนวยการบ้านแก่งจูงนาง ท่านวีระบูลย์ เสมาทองผู้อำนวยการบ้านไผ่ใหญ่ ท่านวรเดช ภูวัย แล้วก็ท่านสุรสิทธิ์ หวั่งเสนผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตอเรือ รวมทั้งท่านไพโรจน์ พรหมมีเนตร ผู้อำนวยการโรงเรียนสฤษดิ์เสนา หรือแม้แต่ท่านอาจารย์ใหญ่ท่านบรรยง พาพิมพ์เนี่ยโรงเรียนท่าข้าม โรงเรียนบ้านน้ำพรมอาจารย์ใหญ่ชื่อท่านธนู ผู้อำนวยการที่โรงเรียนวังนกแอ่นท่านมัก แล้วก็โรงเรียนบ้านวังดินสอนะครับ ถ้าช่วยกันซักหน่อยนะครับจะมีวรรณกรรมเกิดขึ้นใหม่มากมาย พอดีหมดเวลาครับ ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอกราบลาท่านผู้ฟังก่อนครับ สวัสดีครับผม