วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 12 เรื่อง ภูมินามวิทยา 2 : พันชาลี
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสวัสดีครับ ท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของท่านกับนักวิชาการ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ในวันนี้จะได้พูดถึงวรรณกรรมประกอบชื่อสถานที่ อีกแห่งหนึ่งเป็นวรรณกรรมที่ประกอบชื่อตำบล พันชาลี อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก กระผมก็ขอกราบขอบพระคุณท่านสมพงศ์ อรุณโรจน์ปัญญา ท่านนายอำเภอวังทองนะครับ ที่ท่านได้กรุณารวบรวมขึ้นเป็นหนังสือเป็นแนวทางในการที่จะกล่าวถึงตำบลนี้ให้เป็นหลักเป็นฐานเป็นสิ่งที่ปรากฏสำหรับอนุชนรุ่นหลัง สำหรับตำบลพันชาลีก็มีเรื่องเล่าเป็นประวัติตำบล โดยที่เรื่องเล่านั้นก็เล่าต่อมาหลายชั่วอายุคน เป็นธรรมดาของเรื่องเล่าต่างๆ ว่าจะยาวนานแค่ไหน ก็หลายชั่วอายุคน ซึ่งก็ไม่ทราบว่ายาวนานสักเท่าไรหรอก เล่ามาว่ามีเจ้าเมืององค์หนึ่ง อันนี้ก็อย่าได้ถามเชียวนะครับว่าเจ้าเมืององค์ไหน แล้วก็เมืองที่ครองอยู่คือเมืองอะไร เราไม่นิยมถามกัน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเรื่องอย่างนี้นั้นเป็นเรื่องที่ผสานผสมระหว่างจินตนาการของผู้เล่ากับธรรมชาติ กับสิ่งเหนือธรรมชาติ กับมวลมนุษย์ที่อยู่ใน กับประชาชนที่อยู่ตรงนั้น เขาประสานกันได้จึงเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น
เริ่มนิดนึงว่ามีเจ้าเมืององค์หนึ่งต้องการช้างเผือกไว้ประดับบารมี ต้องการช้างเผือก ช้างปกติก็เป็นสัตว์ใหญ่ ช้างเผือกก็เป็นสัตว์ใหญ่ที่หายาก อะไรที่หายากก็ถือว่าเป็นของที่จะมีขึ้นก็ต้องมี มีผู้ที่มีบุญญาธิการมาจึงจะได้ช้างเผือกมาประดับไว้ มาประดับบารมี อย่างเช่นในกรณีอยุธยาที่เราทราบมาก็ ในสมัยแผ่นดินพระมหาจักรพรรดินั้น ก็ทรงมีช้างเผือกประดับบารมีถึงเจ็ดเชือกนะครับ เจ้าเมืององค์นี้ก็ต้องการช้างเผือกไว้ประดับบารมีเหมือนกัน เจ้าเมืองที่ว่าเนี่ย ไม่ทราบชื่อเหมือนกันเนี่ยนะครับ จึงได้จัดหาผู้มีความสามารถในการคล้องช้างจำนวนถึงหนึ่งพันคน เรื่องนี้ท่านฟังดูก็คงพอเดาออกละตรงนี้ชื่อตำบลพันชาลีเนี่ย ฉะนั้นคนคล้องช้างก็น่าจะมีคนอย่างนี้เข้ามาเป็นจำนวนพันคนนะครับ เป็นผู้มีความสามารถในการคล้องช้าง คล้องช้างมั่ง จับช้างต้อนเข้าเพนียดอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องทางช้างของเขาโดยตรง
ปัจจุบันเราก็ทราบแต่ว่าคนคล้องช้างเก่งๆ ส่วนมากก็เป็นพวกกุย เรียกเขาว่ากุยแต่บางทีเรียกเขาไม่เพราะเรียกเขาว่าส่วย เรียกส่วยเนี่ยจิกหัวเรียกนะครับ เรียกจริงๆ เรียกกุยหรือโกย พวกนี้คล้องช้างเก่ง แต่ในที่ที่จะมาคล้องช้างที่เจ้าเมืองต้องการก็ไม่ทราบจะมาจากไหนล่ะ แต่มีจำนวนถึงพันคนนะครับ ทั้งพันคนนี้ก็มาพร้อมกันพร้อมทั้งจัดขบวนช้างต่อพันเชือก พันคนก็มีพันเชือก ช้างเนี่ยเราเรียกว่าเป็นเชือกถ้าหากว่าเป็นช้างที่เราจับมาแล้ว แต่ถ้าเป็นช้างในป่าก็เรียกว่า ตัว เรียกเป็นตัว สมัยก่อนเรียกว่า ตัว หมดแหละครับปรากฏอยู่ในลิลิตยวนพ่าย ใช้คำว่า ตัว เหมือนกัน แต่นี้เป็นช้างที่จับมาแล้วให้เรียกว่า เชือก มันจะได้มีชื่อเรียกอย่างนี้ได้ชัดเจนหน่อย
จัดช้างต่อจำนวนพันเชือก แล้วก็จัดหาสาลี่ คำว่า พัน มาแล้วก็จัดหาสาลี่มาอีกคำหนึ่งนะครับ จัดหาสาลี่บรรทุกสิ่งของอีกพันเล่ม คนพันคน ช้างพันเชือก สาลี่พันเล่ม คำว่าสาลี่ก็หมายถึง ล้อเกวียนชนิดหนึ่งใช้บรรทุกสิ่งของ คล้ายๆ กับเกวียนโบราณนะครับ มีคันงอนยาวออกไปเนี่ย อันนี้ก็เรียกว่า สาลี่ แต่สมัยที่ผมเป็นเด็กเนี่ย อะไรที่เขาเอามาพ่วงเขาก็เรียกว่า สาลี่เหมือนกันนะ มีอะไร มีรถยนต์แล้วเอาอะไรมาต่อพ่วงรถต่อลากไปอันนี้เขาเรียกว่า สาลี่ อันนี้ก็ทำนองเดียวกันนะครับ
ก็เป็นอันว่ามีคนที่จะไปคล้องช้างพันคน มีช้างไปต่อไปจำนวนพันเชือก แล้วก็สาลี่จำนวนพันเล่ม สาลี่หรือล้อเกวียนเนี่ยจำนวนพันเล่ม แล้วจัดให้มีคนคล้องช้างไปพักแรมอยู่ป่าแห่งหนึ่งเพื่อคัดเลือกช้างเผือก นี่ต้องคัดเลือกนะ ช้างเผือกไหนไม่เข้าตำราคชรัชก็ไม่นำมาประดับบารมีล่ะ เจ้าเมืองผู้นี้ใช้คนเยอะทีเดียว ก็นำคนพลไปพักแรมอยู่คัดเลือกช้างเผือก
ผู้คล้องช้างเผือกทั้งหลายได้พบช้างเผือกใกล้คลองเล็กๆ คลองหนึ่งในป่าสัก อันนี้ก็ไม่ได้บอกว่าป่าสักนี่ชื่ออะไร เป็นชื่อของป่าที่มีต้นสักเหรอ หรือว่าในเขตของลำน้ำป่าสักก็ไม่ได้บอก แต่บอกแต่ว่าไปพบช้างเผือกใกล้คลองเล็กๆ แห่งหนึ่งในป่าสัก จึงจับช้างมาถวายเจ้าเมือง คล้องจับเอามาได้ เมื่อเจ้าเมืองได้ช้างเผือกตามประสงค์แล้ว ก็ยกพลกลับเมือง นี่มาคล้องช้างเพื่อไปประดับบารมี พอได้ช้างแล้วก็กลับไป บริเวณป่านี่ก็เป็นป่าสักนี่น่ะครับ มีคลองแห่งหนึ่งอยู่ด้วย บริเวณคล้องช้างเนี่ย ครั้นต่อมาก็ได้มีผู้คนเข้ามาอาศัยในป่าสักแห่งนี้ ป่าที่ได้คล้องช้างเนี่ยมีผู้คนมาอาศัย ตั้งบ้านเรือนแล้วก็ถางป่า จนกระทั่งเป็นหมู่บ้าน หักร้างถางพงแล้วก็ตั้งเป็นหมู่บ้าน แล้วก็เลยคิดตั้งชื่อหมู่บ้านก็เห็นว่าควรจะตั้งชื่อหมู่บ้านตามตำนานเดิม คือเป็นสถานที่พักของผู้จับช้าง ซึ่งมีว่าพันพลเนี่ย ฉะนั้นก็ตั้งเสียให้มันสอดคล้องกับผู้ที่มาคล้องช้างจำนวนพันคน ให้ชื่อว่าบ้านชั่วพัน บ้านชั่วพันปัจจุบันก็คือบ้านสุพรรณพนมทอง บ้านชั่วพันก็คือบ้านสุพรรณพนมทอง สถานที่คล้องช้างได้เนี่ยให้เรียกว่า คลองหมอเลือด
เมื่อกี้กล่าวถึงคลองเล็ก ๆ เนี่ย ในป่าสักให้ชื่อว่า คลองหมอเลือด อยู่ใกล้กับบ้านชั่วพันนั่นเอง ทำไมถึงเรียกว่าหมอเลือด อันนี้ก็ต้องถามกันดูว่าจะเป็นชื่อคนหรือหมอเลือดนี่คือใคร เป็นคลองชื่อคลองหมอเลือดนะครับ อยู่ใกล้ๆ กับบ้านชั่วพัน ส่วนสถานที่พักสาลี่นะ ท่านคงนึกออกนะครับ มีคนคล้องช้างพันคนนะครับ มีช้างมาพันเชือก บริเวณคล้องช้างเรียกว่า คลองหมอเลือด บริเวณที่พักของผู้ไปจับช้างหรือคล้องช้างให้ชื่อว่าบ้านชั่วพันปัจจุบันก็คือบ้านสุพรรณพนมทอง ส่วนบริเวณที่พักสาลี่ทั้งพันเล่มเนี่ย ครั้งแรกเรียกว่าบ้านพันสาลี่ ก็มีสาลี่ถึงหนึ่งพันเนี่ย มีล้อเกวียนหนึ่งพันเนี่ย มีเกวียนถึงหนึ่งพันเนี่ย มีสาลี่ถึงหนึ่งพัน ถึงชื่อว่าบ้านพันสาลÕè ต่อมามาถึงสมัยที่อาจารย์ใหญ่โรงเรียนพันชาลีชื่ออาจารย์สละ เพิ่มไทย เนี่ย ท่านได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านจากพันสาลี่เนี่ยมาเป็นพันชาลี ที่เปลี่ยนเนี่ยเปลี่ยนประมาณปี 2483
นี่ก็เป็นประวัติที่มาค่อนข้างมีหลักฐานอ้างอิงเป็นประวัติบุคคล คืออ้างว่าอาจารย์สละ เพิ่มไทยซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่วัดพันชาลีเนี่ยว่าเป็นผู้เปลี่ยน ตำบลพันชาลีเนี่ยอดีตก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ นะครับขึ้นกับตำบลนครป่าหมาก อำเภอบางกระทุ่ม ต่อมาก็แยกมาขึ้นกับอำเภอท่าหมื่นราม ที่อำเภอวังทอง และก็มีหมู่บ้านแยกเพิ่มขึ้นอีกหลายหมู่บ้านจนกระทั่งแยกตัวมาเป็นตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง ในเวลาต่อมา หลายท่านที่อยู่ในพิษณุโลกก็คงพอนึกถึงตำบลนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะคนในวังทอง แต่ท่านที่อยู่ต่างจังหวัดคงนึกภาพยากนะครับว่าอยู่ตรงไหน
สำหรับตำบลพันชาลีเนี่ย ทิศเหนือก็ติดกับท่าหมื่นรามและหนองพระ ติดกับตำบลท่าหมื่นรามและหนองพระ ทิศใต้ติดกับอำเภอบางกระทุ่มและกิ่งอำเภอสากเหล็กพิจิตร อำเภอบางกระทุ่มและกิ่งอำเภอสากเหล็กพิจิตร ทิศตะวันตกติดกับอำเภอบางกระทุ่ม ทิศตะวันออกก็ติดกับอำเภอเนินมะปราง นี่ก็เป็นประวัติของตำบลพันชาลีเท่าที่รวบรวมกันได้
เรื่องนี้นี่นะครับวรรณกรรมเนี่ย ผู้ที่ให้ข้อมูลเนี่ยคือคุณบุญเลิศ แสนยศ อยู่ที่หมู่ 4 ตำบลพันชาลีนี่เองล่ะครับ จากนั้นก็มีเอกสารที่เขาใช้อยู่ชื่อว่าประวัติวัดพันชาลี ก็จะกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ นี่ก็เป็นตำบลพันชาลีซึ่งอยู่ในเขตของอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก
วันนี้เรายังมีเวลาพูดถึงตำบลอื่นอยู่อีกบ้าง ก็จะพูดถึงตำบลอีกตำบลหนึ่งคือตำบลแม่ระกา ระกาเนี่ยเราเคยได้ยินแต่ปีระกานะครับนี่ตำบลแม่ระกา แม่ระกานี่ก็ชื่อตำบลเนี่ยก็สันนิษฐานกันหลายเรื่อง ชาวบ้านสันนิษฐานกันเองว่าอาจจะเป็นบ้านที่มีแม่กามาก หรือว่าเป็นบ้านที่มีรังนกรังกาเนี่ยไปทำรังมาก หรือไม่ก็มีหญ้ารังกามาก รังกาก็เป็นชื่อกบ เพราะฉะนั้นแม่ระกาเนี่ยก็พูดได้หลายอย่าง ก็คืออาจจะมีกาเยอะ หรืออาจจะมีรังกามาก หรืออาจจะมีหญ้ารังกามากก็ได้ เลยชื่อว่าแม่ระกา ปกติมีคำว่าแม่อยู่นี่มักจะมีลำน้ำนะครับ
อันนี้ถ้าจะสันนิษฐานกันโดยไม่เคยมาที่นี่ก็จะคงบอกว่ามันคงมีลำน้ำมั่งชื่อว่าแม่ระกา แต่ก็มีหลายคนเล่าให้ผมฟังว่า ที่วังทองเนี่ยมันมีคลองเป็ดในเมื่อมันมีเป็ดแล้วก็มีไก่ แล้วก็น่าจะมีคลองเป็ดมีแม่ไก่อยู่ มีหมู่บ้านชื่อว่าหมู่บ้านแม่ไก่ ฟังดูคงจะไม่เพราะ จากไก่ก็เปลี่ยนเป็นแม่ระกา เพราะปีระกาก็คือปีไก่นั่นเองน่ะ ฟังอย่างนี้ก็แล้วแต่ท่านจะคิดเองก็แล้วกัน แต่คนที่อยู่ที่ตำบลนี้คงจะไม่ยอมรับ แล้วถามว่าชื่อที่มาของชื่อตำบลนี้คืออะไร ก็มีผู้สูงอายุในตำบลเนี่ยท่านก็กรุณาเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าตัวท่านน่ะนะก็เป็นคนรุ่นลูกหรอกที่มาอาศัยมาบุกเบิกบ้านแม่ระกา ข้อมูลนี้น่ะครับผู้ที่ซักถามเมื่อประมาณปี 2519 ในขณะนั้นท่านปู่ผู้บอกเล่าก็มีอายุ 91 ปีแล้ว ถ้าอยู่ปัจจุบันก็ร้อยกว่าแล้วแหละ แต่ท่านก็บอกกับผู้ที่เก็บข้อมูลว่าท่านเองก็ไม่แน่ชัดว่าชื่อบ้านระกามีที่มาอย่างไร ท่านก็เล่าให้ฟังว่าแต่เพียงว่าช่วงที่ท่านอพยพเข้ามาในหมู่บ้านนั้น จะมีนกเป็นจำนวนมากอาศัยอยู่โดยเฉพาะกา มีมากแล้วก็ทำรังบนต้นไม้ ในขณะเดียวกันในที่ราบลุ่มก็มีหญ้ารังกาขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกัน ก็ถามกันก็เลยกล่าวไว้เป็นสองสามประเด็นดังที่ว่ามาเนี่ย ถ้าจะถามประวัติความเป็นมาของตำบล ก็มีผู้ให้ข้อมูลว่าเดิมที่เดียวเนี่ยบ้านแม่ระกาเนี่ยอยู่ในเขตปกครองของตำบลคลองเป็ด นี่ระหว่างไก่กับเป็ดที่ผมว่าสักครู่นี่นะ ระกานี่จะไก่ซะกระมัง อยู่ในเขตปกครองของตำบลคลองเป็ด ซึ่งปัจจุบันก็เป็นตำบลวังพิกุลไปแล้ว เนื่องจากอาณาเขตของตำบลคลองเป็ดเป็นเขตกว้างขวาง การคมนาคมไม่สะดวก ยากต่อการปกครอง ติดต่อสื่อสารก็ยาก ในขณะเดียวกันมีหมู่บ้านเพิ่มขึ้นมากทางราชการจึงแบ่งแยกออกมาตั้งซะอีกตำบลหนึ่งจากตำบลคลองเป็ดออกมาตั้งคือตำบลแม่ระกา
นี่ก็เป็นที่มา ที่น่าคิดก็คือว่าถ้าหากเราเก็บข้อมูลในตำบลแม่ระกา เราก็จะคิดว่าชาวตำบลแม่ระกาเนี่ยค่อนข้างหลากหลาย ภาษาที่ใช้ก็มีภาษาถิ่นหลายภาษา มีทั้งภาษากลาง ภาษาไทยกลางเนี่ย ภาษาอีสาน อีสานสำเนียงจากเวียงจันทร์มีอยู่ที่นี่ ปกติภาษาอีสานมีอยู่สามสำเนียงนะครับ สำเนียงเวียงจันทร์ สำเนียงหลวงพระบาง และสำเนียงจำปาสัก แต่อีสานที่ตำบลแม่ระกาเนี่ยก็เป็นอีสานแบบเวียงจันทร์ จากนั้นก็มีภาษาโคราช ภาษาโคราชภาษาของคนนครราชสีมาเนี่ย ซึ่งแตกต่างจากภาษาอีสานเนี่ย ภาษาก็ต่างกัน วัฒนธรรมก็ต่างกันนะครับ ระหว่างคนโคราชกับอีสานอื่นๆ เช่น ทางขอ¹แก่นเนี่ย ทางบุรีรัมย์เนี่ยค่อนข้างจะต่างกัน
ถ้าจะถามว่าต่างกันอย่าง คือคนแม่ระกาเนี่ยถ้ามาสายโคราชเนี่ยจะกินข้าวเจ้านะครับ กินข้าวเจ้า ตอนอพยพมาใหม่ๆ เนี่ย เขานุ่งโจงกระเบนกันนะท่านนะ กินข้าวเจ้านุ่งโจงกระเบน ส่วนคนมาทางสายอีสานเนี่ยพวกนี้เขากินข้าวเหนียวนะครับ ต่างกัน กินข้าวเหนียวไม่กินข้าวเจ้า จากนั้นก็จะมีไทยทรงดำหรือโซ่งยังมีอยู่ในตำบลแม่ระกา แล้วก็ยังมีพวกพวน พวนนี่ก็มีครับ นอกจากจะมีพวกพวนเหมือนกับที่ศรีสัชนาลัย ที่หาดเสี้ยว หรือเหมือนกับที่บ้านหมี่ ลพบุรีแล้วเนี่ยครับ พวนเขามีศูนย์ใหญ่สองที่นะครับ ศูนย์ใหญ่ๆ ก็อยู่ที่หาดเสี้ยวศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยเนี่ย กับอีกที่หนึ่งก็คือที่บ้านกล้วย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี พวนนี่เขากระจายอยู่ทั่วประเทศ สมาคมพวนนี่เขามีถึง 19 สมาคม ถ้าผมจำไม่ผิดสมาคมสุดท้ายนี่จะอยู่อุบลราชธานี
นี่ที่บ้านแม่ระกาก็มีลาวพวนแล้วก็มีพวกยวน ยวนในที่นี้ไม่ใช่ยวนเวียดนามนะครับ แต่เป็นยวนที่อพยพมาจากทางสายล้านนา พวกเชียงใหม่เนี่ย บางทีเราเรียกเขาว่าพวกไทยยวน คล้ายๆ กับเรียกพวกที่อยู่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แล้วก็เป็นพวกไทยยวน เรียกพวกที่อยู่ที่อำเภอศรีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมานั่นก็มีพวกไทยยวนอยู่ ยวนนี่ก็เขียนด้วยตัว ย , ว , น นะครับ ยวนโยนก ยุวนะ ตัวเนี่ยหมายถึงคนในเขตล้านนาเนี่ยนะครับ ก็เป็นอันว่าตำบลแมèระกามีคนอยู่หลากหลาย ความหลากหลายนี่กระมังสันนิษฐานว่าแม่ระกาเนี่ยค่อนข้างที่จะลำบากพอสมควร นี่ก็เป็นชื่อตำบลอีกตำบลหนึ่งคือ ตำบลแม่ระกา
เรายังพอมีเวลาที่จะพูดถึงชื่อตำบลอีกตำบลหนึ่งในอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ตามวิธีการภูมินามวิทยาหรือ toponimy ตำบลที่จะพูดถึงก็คือตำบล บ้านกลาง ถามว่าชื่อมีที่มาประการใดนั้น ก็มีปราชญ์ชาวบ้านท่านหนึ่งชื่อว่า ครูบุญ ครูบุญคือปัจจุบันปี 2545 เนี่ย ครูบุญยังบวชอยู่นะครับ ในอดีตท่านเคยเป็นครูอยู่ที่บ้านหมู่ 1 บ้านหนองปรือเนี่ย คุณครูบุญเนี่ยท่านก็เล่าให้ฟังว่ามีคนแก่ คนเก่าแก่ดั้งเดิมบอกว่าชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาตั้งอยู่ที่บ้านกลางเนี่ย เข้ามาประมาณปี 2410 มาตั้งรากฐานทำมาหากิน บางคนก็เป็นพรานป่า เห็นภูมิประเทศแถวนี้น่าอยู่ ก็เลยมาตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้น เป็นหมู่บ้านขึ้นขยายเป็นหมู่บ้านใหญ่ ก็เพราะว่าเป็นป่าดงกว้างขวาง รูปลักษณะพื้นที่เป็นเหมือนรูปกระด้ง มีแม่น้ำอุดมสมบูรณ์หลายสาย โดยเฉพาะแม่น้ำแควน้อยตอนบนเนี่ยมีแก่งสวยงามหลายแก่ง หมู่บ้านเนี่ยอยู่ท่ามกลางขุนเขา อยู่ในกลางหุบเขา ก็เลยตั้งชื่อว่า บ้านกลางเขา เรียกว่าบ้านกลางเขานานๆ ก็เรียกให้ง่ายเข้า เลยตัดเอาคำว่า เขา ออก ให้เหลือแต่คำว่า บ้านกลาง ก็เลยเรียกว่า บ้านกลาง จนถึงปัจจุบัน
ตำบลบ้านกลางเนี่ยตั้งมาแล้วถึง 134 ปี นะถ้านับรวมกับปีนี้ 134 ละเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ เป็นตำบลเก่าแก่ มีกำนันจนถึงปัจจุบันนี้ตั้ง 12 คนนะครับ ก็ถามว่าทำไมถึงได้ตั้งเป็นตำบลล่ะ เดิมที่เดียวเมื่อปี 2510 เนี่ยตำบลบ้านกลางเนี่ยขึ้นอยู่กับอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ครั้นถึงปี 2471 บรรดาคณะกรรมการหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนทั้งหลายเนี่ยได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่า หนทางที่จะติดต่อจากบ้านกลางไปนครไทยเนี่ยมันยากนะ การสัญจรไปมาไม่สะดวก ผ่านป่าเขามากมาย ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง บางตอนเป็นทางขึ้นเขาชันมากต้องพักเป็นระยะๆ หลายหมู่บ้านกว่าจะถึงอำเภอนครไทยต้องไปพักไปเรื่อย ก็เห็นว่าถ้าจะให้สะดวกขึ้นน่าจะโอนบ้านกลางมาขึ้นแก่การปกครองของอำเภอนครป่าหมาก ฉะนั้นในปี 2484 ก็เลยโอนบ้านกลางขึ้นกับอำเภอนครป่าหมาก ซึ่งพอ 2484 ก็เปลี่ยนเป็นอำเภอวังทอง เพราะฉะนั้นบ้านกลางก็เลยขึ้นกับอำเภอวังทองในปัจจุบัน
ตอนตั้งขึ้นใหม่ๆ มี 3 หมู่บ้านแค่นั้น หมู่ 1 ชื่อบ้านหนองปรือ ปรือนี่ก็เป็นชื่อพืชน้ำชนิดหนึ่งครับในที่ลุ่มๆ เนี่ย หมู่ 2 ชื่อบ้านกลาง หมู่ 3 ชื่อบ้านตานม บ้านตานมเนี่ยฟังดูก็เป็นเพราะว่ามีชื่อคนอย่างนี้ แต่หลายคนก็บอกว่าตานมเนี่ยมันน่าสงสัยอยู่ว่ามันคืออะไร เขาบอกว่าถ้าอยากทราบว่า ตานม นี่หมายถึงอะไรมันก็ต้องไปตรวจสอบดูว่าไอ้ที่อื่นๆ เนี่ยมีชื่ออย่างนี้บ้างไหม ผมลองตรวจสอบด ก็ทราบอยู่ว่าทางทิศเหนือของตำบลมีแม่น้ำไหลผ่าน คือแม่น้ำแควน้อย ไหลผ่านเป็นระยะทางกว่า 25 กิโลเมตรนะท่าน มีแก่งสวยงามหลายแก่ง เช่น แก่งบัวคำ อันนี้ชื่อเพราะ บัวคำนี้เป็นชื่อคน แก่งว่าว รูปร่างเหมือนว่าวมั่ง แก่งประตูเมือง แก่งถ้ำหมี แก่งคันนา แก่งตานม เนี่ยมันมีอีก และอีกอันหนึ่งมีแก่งเจ็ดแคว ทางทิศใต้ลงไปของบ้านกลางก็มีเขาชื่อเขาปลาตะเพียน มีเขาสลับซับซ้อนกันเยอะ หมู่บ้านก็มีอีก บ้านน้ำริม บ้านนาพราน บ้านใหม่พนมทอง บริเวณนี้นี่นะครับ ชาวบ้านเคยขุดพบได้พวกเครื่องลายครามนะครับ ผมเคยทราบมาเมื่อประมาณ ปี 2511 ว่ามีเครื่องลายครามอยู่ทางนี้พอสมควรทีเดียว ขุดพบพวกถ้วย พวกไห พวกโถ พวกชามต่างๆ บริเวณที่ขุดพบนั้นจะอยู่ตามปลายนา อยู่นอกเขตบ้าน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีคนนำไปให้กองโบราณคดี กรมศิลปากรพิสูจน์ หรือบางคนก็เก็บเอาไว้ เพราะเกรงว่าจะมีคนไปขุดค้นก็เลยขุดไปเก็บซะเองหรืออะไรทำนองนั้น แต่ทราบว่าวีธีการขุดค้นนั้นเขายังไม่ได้ทำตามหลักการอะไรที่แน่นอน ก็ขุดไป บางทีก็ขุดดินจะปลูกต้นไม้ก็เลยเก็บเอาไว้
จุดน่าสนใจที่สุดก็คือว่า เครื่องลายครามและก็เครื่องปั้นดินเผาสมัยโบราณเนี่ย มันอยู่ที่นี่ได้ประการใดหรือว่ามันมีชุมชนใหญ่ๆ อยู่ที่บ้านกลางมาก่อน เพราะฟังชื่อบ้านกลางก็ไม่น่าจะหมายถึง กลางป่ากลางดงอย่างเดียวนะครับ น่าจะหมายถึงว่าเป็นหมู่บ้านที่มีมีทุกคนอยู่หนาแน่น และก็เป็นศูนย์กลางของชุมชน เรื่องนี้ก็คงต้องทิ้งเอาไว้ให้ทางนักโบราณคดีได้ตรวจสอบกันอีกครั้งหนึ่งก็แล้วกันนะครับ สำหรับในวันนี้ก็คงจะเกือบจะหมดเวลา เหลือเวลาน้อยเต็มที ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขออนุญาตกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อน แล้วค่อยพบกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับผม สวัสดีครับ