วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 11 เรื่อง ภูมินามวิทยา 1 : วังทอง
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำในวัน เวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระ ความรู้ ความคิด ความบันเทิงร่วมกับท่านผู้ฟัง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของท่านผู้ฟังกับนักวิชาการ ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
ในวันนี้จะได้พูดถึงวรรณกรรมประเภทหนึ่ง เป็นวรรณกรรมบอกเล่า มีชื่อเป็นภาษาวิชาการว่า "ภูมินามวิทยา" ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชื่อของสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้นว่าเป็นชื่อของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมินามวิทยาเนี่ย! มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า toponimy thorpo ก็คือชื่อ เพราะฉะนั้น toponimy ก็คือวิชาที่ว่าด้วยชื่อของสถานที่ ในวันนี้จะได้กล่าวถึง ชื่อของสถานที่ต่าง ๆ เออ ..ในพิษณุโลก คิดว่าจะเริ่มต้นที่อำเภอวังทอง
ที่เริ่มต้นที่อำเภอวังทองก็เพราะว่ามีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่าวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ผู้ที่ก่อให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นก็คือ เออ..ท่านสมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา ซึ่งเป็นท่านนายอำเภอวังทอง ท่านได้ อา .จัดการดำเนินการ รวบรวมบรรดาชาววังทองทั้งหลายนะครับ จะเป็นอบต. จะเป็นโรงเรียน เป็นนักวิชาการ เป็นปราชญ์ท้องถิ่น ผู้รู้ผู้ทรงคุณวุฒิ พระสงฆ์หลายส่วนครับ ท่านทำหน้าที่รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น ของอำเภอ จังหวัดพิษณุโลก ในส่วนที่รวบรวมนั้น มีส่วนหนึ่งเกี่ยวกับประวัติของตำบลต่าง ๆ หรือประวัติหมู่บ้านต่าง ๆ และประวัติหมู่บ้านต่าง ๆ ด้วยในอำเภอวังทอง วิธีการที่จะได้มาเช่นนี้นั้น คณะที่ดำเนินงานทางด้านนี้ก็จะต้องออกไปเสาะแสวงหาผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับตำบล เกี่ยวกับสถานที่เกี่ยว เกี่ยวกับหมู่บ้าน อา ..ที่ตนต้องการทราบ การสืบทราบนั้น ก็ทำได้เป็นเครือข่ายครับ โยงไปโยงมา จบในที่สุดจบถึงผู้ซึ่งจะสามารถเล่าเรื่อง, ราวนี้ได้เรื่องที่เล่านั้นแสดงถึงอัจฉริยะของผู้เล่า ซึ่งมีความประสานประสมกลมกลืนกับสภาพทางธรรมชาติ สังคมมนุษย์บางอย่างมีเรื่องเหนือทางธรรมชาติเข้ามาด้วย ของเดียวกันก็มีหลักฐานต่าง ๆ ที่พออ้างอิงได้ปรากฏเป็นตัวอักษรก็มีอยู่
เรื่องที่ผมจะกราบเรียนในวันนี้จะเป็นประวัติของตำบลวังทอง เริ่มแรกที่สุดจากหนังสือซึ่งท่านสมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา ได้รวบรวมขึ้นนะครับ จะกล่าวถึงชื่อของตำบลวังทอง พอดีเวลากล่าวผมจะกล่าว อา .. ไม่เป็นภาษาหนังสือนักอาจจะเป็นภาษาพูดหน่อยนะครับ เรื่องแรกก็กล่าวถึงความหมายของชื่อตำบล ที่ชื่อว่า "วังทอง" วังทองเนี่ยครับ เค้าบอกว่ามีความหมายว่า เป็นวังน้ำนะฮะ! เป็นบริเวณคุ้งน้ำ เหตุที่ชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่า มีลำน้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ลำน้ำส่วนนี้เรียก "ลำน้ำเขก" จากต้นน้ำสายนี้มันก็ไหลลงไปกระทั่งออกแม่น้ำน่านที่ ตำบลท่าล่อ จังหวัดพิจิตร อันนี้ก็มีชื่อต่าง ๆ ที่แม่น้ำไหลผ่าน มักจะมีคำว่า "วัง" นำหน้าเสมอ เช่น วังนกแอ่น วังดินสอ วังท่าโป่ง วังน้ำหัก วังตายม วังมะกอก วังยายแจ่ม วังเรือ หรือวังทองปัจจุบันนะครับ วังตะทาน วังตาอ้น วังครุฑ วังพรหม วังย่านาง วังประดู่ วังพิกุล วังสำโรง วังเป็ด ปัจจุบันก็คือ คลองเป็ด วังน้ำใส นะครับ มีอีกหลายวังครับก็หมายความว่า เค้า ที่ชื่อวังนั้น ก็เพราะตรงนี้มีคุ้งน้ำอยู่ จะคดสักเล็กหน่อยนะครับ อา .โค้งไปโค้งมาหน่อยจึงเรียกว่า "วัง" ตามความหมายของชาวบ้านจะหมายอย่างนั้น แต่บางคนก็บอกว่า น้ำผ่านเฉย ๆ ก็เป็นวังได้ เพราะบริเวณนั้นเป็นที่สงบนิ่ง ในบางครั้งถ้าน้ำไม่ไหลแรง อาก็ว่ากันไปตามความหมายของแต่ละคน แต่โดยสรุปต้องมีล้ำน้ำผ่าน คือ ลำน้ำเขกน้อย เนี่ยแหละครับ !
คราวนี้ตำบลวังทอง พูดถึงที่เดียวคือตำบลวังทอง ตำบลนี้มีทั้งหลักฐานที่เขียนขึ้นก็มี คำบอกเล่าเป็นวาจา เป็นประวัติก็มี ถ้าปรากฏเป็นตัวเขียนเนี่ยก็ปรากฏในหลักฐานในโฉนดตราจองที่ 248 วันที่ 3 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 125 วันนั้นจะเขียนว่า ที่ดินซึ่งตั้งอยู่ในทุ่งบางตะพาน ตำบลคลองเป็ด อำเภอนครป่าหมาก แขวงเมืองพิษณุโลก สันนิษฐานว่า บ้านตลาดชุม ขึ้นกับตำบลคลองเป็ด ปัจจุบันก็คือบ้านคลองเป็ดเนี่ยครับ ตำบลคลองเป็ดเนี่ย และอยู่ในเขตปกครองของอำเภอนครป่าหมาก นครป่าหมากปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอบางกระทุ่ม เมื่ออำเภอนครป่าหมากได้ย้ายมาอยู่บ้านตลาดชุม บ้านตลาดชุมได้เปลี่ยนเป็นตำบลนครป่าหมากตามชื่ออำเภอ ตำบลคลองเป็ดก็ถูกลดลงเป็นบ้านคลองเป็ดส่วนตำบลนครป่าหมากเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลป่าหมาก และตำบลวังทองตามชื่อที่เปลี่ยนมาจนถึงปัจจุบัน
อีกแหล่งหนึ่ง แหล่งนี้ก็จากหนังสือ หนังสือชื่อ แนวทางอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเมืองพิษณุโลก อา .เขียนขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2536 เนี่ยเองนะครับ อันนี้ก็กล่าวว่า "เดิมมีพี่น้องสองคน ได้อพยพหนีความแห้งแล้งเพื่อเสาะแสวงหาที่สมบูรณ์" ก็ไม่ต้องถามนะครับ พี่น้องเนี่ยมาจากไหน อะไรอย่างไร เพราะลักษณะการเล่าอย่างนี้มันก็เป็นลักษณะการเล่าที่ชาวบ้านแต่งขึ้นและมีจินตนาการ และให้สัมพันธ์กันถึงธรรมชาติ พี่น้องสองคนเนี่ย เข้ามาเสาะแสวงหาที่อุดมสมบูรณ์คนที่จะไปจับจอง ตั้งรกรากอยู่แถว ๆ นครป่าหมาก ส่วนคนน้องได้ไปตั้งรกรากอยู่แถว ตำบลบางสะพาน ซึ่งก็อยู่ในเขตอำเภอวังทองปัจจุบันเนี่ยแหละ ต่อมาตำบลนครป่าหมากเกิดแห้งแล้งกันดาร ข้าวยากหมากแพง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล นี้มีมานานแล้วนะฮึ! คนพี่เนี่ย จึงอพยพเข้ามาตั้ง เมืองนครป่าหมากใหม่ ตรงบริเวณตลาดสดวังทอง ปัจจุบันและก็เรียกว่า นครป่าหมาก เหมือนกัน คือเดิมที่เดียวอยู่ที่นครป่าหมากเดิมพอแห้งแล้ง ก็มาอยู่นครป่าหมากเดิมพอแห้งแล้ง ก็มาอยู่นครป่าหมากใหม่ตั้งชื่อเหมือนเดิม เมื่อมีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่บริเวณนครป่าหมาก และบ้านบางสะพานมากขึ้น คนพี่จึงสร้างวัดแห่งหนึ่งให้ชื่อว่า "วัดป่าหมาก" ส่วนคนน้องก็สร้างวัดขึ้นใช้ชื่อว่า "วัดบางสะพาน"
เรื่องของการสร้างวัด เนี่ยต้องคิดดี ๆ นะครับทั้งพี่ทั้งน้องเค้าสร้างขึ้นเนี่ย จุดแรกที่สุดวัดเนี่ยเป็นสถานที่ให้การศึกษา นั่นคือไปอยู่ที่ใด เราต้องสร้างวัดขึ้น เพื่อให้ลูกหลานของเค้าได้ศึกษาเล่าเรียน ให้มีความรู้ แนวคิดนี้เป็นแนวคิดสากลนะครับ เหมือนกับที่ อา คนอยู่ในยุโรปอพยพขึ้นไปอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า อเมริกา ปัจจุบันเนี่ยอพยพไปอยู่พอเป็นกลุ่มเป็นก้อนเข้า ก็คิดถึงว่าจะต้องมีสถานศึกษาขึ้น และเค้าก็ได้ตั้งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดขึ้นเป็นแหล่งแรกของอเมริกา ความคิดนี้มันสากล ทั่วไปเหมือนกันหมดหล่ะครับ
เนี่ย ! คนพี่ซึ่งอพยพเข้ามาก็ได้สร้างวัดขึ้นชื่อว่าวัดป่าหมาก คนน้องก็สร้างวัดบางสะพาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานศึกษาในสมัยนั้นก็มีพระ พระภิกษุเนี่ยแหละครับเป็นครู เป็นทั้งผู้บริหารในวัด ก็จัดการสั่งสอนวิทยาการศิลปะต่าง ๆ เพื่อให้ อา .คนที่อยู่ในท้องที่นั้นได้มีความรู้ มีความสามารถ มีจิตใจอันเป็นชุมชนที่ดีงาม นี่ก็เป็นเรื่องการสร้างวัดที่นี่ ชุมชนทั้งสองเจริญและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เห็นไหมฮะ ! พอสร้างเสร็จ สร้างวัด/ชุมชนก็ขยายตัวจนเป็นที่ตั้งอำเภอนครป่าหมาก ขยายขึ้นมาเป็นที่ตั้งอำเภอ
ในกาลต่อมา ก็อย่าถามว่าสมัยไหน คือหลังจากที่นี่ยืนยันค่อนข้างยากว่าในกาลต่อมาเจริญขึ้นเป็นนครป่าหมากเนี่ย ก็มีผู้โชคดีคนหนึ่ง ไปหาปลาแต่ได้พบทองคำเป็นจำนวนมาก บริเวณโค้งหน้าวัดนครป่าหมาก นี่ก็เรียกว่า หน้าดูทีเดียวแห่ละไปหาปลาบริเวณโค้งหน้าวัดนครป่าหมาก แต่ไปพบทองคำเข้าเป็นอันมาก เมื่อข่าวนี้แพร่ไปในที่ต่าง ๆ ชาวบ้าน ก็นิยมมาร่อนหาทอง ก็แน่นอนเหมือนที่พิจิตรเนี่ยแหล่ะครับ พอรู้ว่ามีทองก็มาร่อนกันและก็ได้ทองเป็นอันมากด้วย ชาวบ้านจึงนิยมเรียกแม่น้ำตรงนี้ ซึ่งเดิมชื่อ "แม่น้ำเขก" เปลี่ยนเสียใหม่ว่า "แม่น้ำวังทอง" ที่เรียกอย่างนี้ก็เพราะมีทองมากเนี่ย ร่อนได้มากด้วยจึงเรียกว่า แม่น้ำวังทอง บ้านนครป่าหมากและวัดนครป่าหมาก ก็เลยเปลี่ยนชื่อตามแม่น้ำเลย จากนครป่าหมาก ก็มากลายเป็นวังทอง เพราะนับวัดนครป่าหมากก็กลายชื่อเป็นวัดวังทองไปด้วย
นี่ก็เป็นวิธีการเล่าสมเหตุสมผม กันทีเดียว แหละครับ ข้อมูลอย่างนี้นั้นเนี่ยแหล่ะครับ ที่เรียกว่า ข้อมูลทางภูมินามวิทยา ข้อมูลทางโทพอนีมี่จากนั้นก็มีคำเล่าต่ออีกว่า เดิมทีเดียวเนี่ยตำบลวังทองเนี่ยมีชื่อบ้านว่า ตลาดชุม อา..อันนี้อีกสำนวนหนึ่งหล่ะมีชื่อบ้านว่า ตลาดชุม เป็นที่อยู่ของจีนไหหลำ และเหนือลำน้ำขึ้นไปประมาณสัก 1 กิโลเมตรเศษเนี่ย ก็เป็นที่อยู่ของ อา .สกุล สองสกุล คือ สกุลสดใส และสกุลมงคล เนี่ย สองสกุลเนี่ยยังสืบต่อมา ของบริเวณบ้านตลาดชุมเนี่ย แต่ที่ซึ่งผู้คนชุกชุมจำนวนมากนั้น บ้านตลาดชุมริมฝั่งลำน้ำมีที่จอดเรือ เรียกว่า วังเรือ ริมฝั่งน้ำมีที่จอดเรือเขาเรียกว่า "วังเรือ" เป็นชุมชนแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าของผู้คนทั้งใกล้ทั้งไกลก็มาขายสินค้าที่นี่ มาโดยทางเรือเนี่ยแหล่ะครับ มาอยู่กันมากเลยเรียกว่า ตลาดชุม ไงครับมากันเยอะ ชื่อว่า ตลาดชุม เนี่ยก็ขึ้นกับอำเภอป่าหมาก ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอบางกระทุ่มปัจจุบัน
ต่อมาการทำมาหากินฝืดเคือง เนี่ย ! เรื่องเหมือนเหมือนบันทึกเมื่อกี้นี้เลย ฝืดเคืองจะด้วยเหตุ แร้นแค้นเพราะฝนฟ้าจะไม่ดีหรืออย่างไรก็แล้วแต่เกิด นอกจากจะฝืดเคืองแล้วการติดต่อราชการ การเดินทางก็ยากลำบากมาก เพราะทางไกล ไม่สะดวกมีสัตว์ร้าย แต่ก่อนก็มีทั้งเสือ ทั้งตระเข้ เนี่ย ! มีอยู่เยอะ ผู้นำในขณะนั้นก็เลยได้ย้ายสถานที่ราชการจากที่ว่าการอำเภอเดิมเนี่ย ที่นครป่าหมากมาตั้งที่บ้านตลาดชุม อันนี้มีหลักฐานว่ามาในปี 2441 แต่ก็ยังคงเรียกนครป่าหมากอยู่
ครั้นถึงปี 2474 ก็เลยตัดคำว่า "นคร" ออก เหลือเป็นเพียงป่าหมาก ก็เป็นชื่ออำเภอบ้านตลาดชุม สันนิษฐานว่า ที่เรียกและยกฐานะเป็นตำบลป่าหมากตามชื่ออำเภอไปด้วยเนี่ย เมื่อมีผู้ได้พบทองในลำน้ำเขก ที่วังเรือ ตรงวังเรือ ที่จอดเรือ ที่กล่าวถึงเมื่อกี้นี้นะครับมีคนพบทองอยู่เยอะ ใกล้กับวัดป่าหมากเนี่ย ก็ทำให้มีคนมาขุดมาร่อนทองกันมาก เพราะได้ทองคำกันมากมายเลย พอได้ทองคำกันมากก็เลยเปลี่ยนชื่อจาก "วังเรือ" เสียให้เป็น "วังทอง" ที่เปลี่ยนเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2484 สมัยนั้น หลวงประสานประสาท เป็นนายอำเภอป่าหมาก และก็ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอป่าหมากเป็นอำเภอวังทอง
สำหรับ อา .หลวงประสานประสาท นี่ก็ท่านก็รับราชการเป็นนายอำเภอตั้งแต่ 2481 จนถึง 2486 และในช่วงนี้น่ะครับ ที่ตำบลป่าหมาก ก็ถือเปลี่ยนเป็นตำบลวังทอง ตามไปด้วย ก็เป็นอันว่า ที่ชื่อวังทอง เนี่ยเพราะมีทองมาก เดิมทีเดียวชื่อป่าหมาก หลายคนก็บอกว่าที่ชื่อว่าป่าหมาก เนี่ยก็ ใช่ว่าจะมีต้นหมาก ต้นอะไรมากมายก็คงจะไม่ใช่เช่นนั้นหรอกครับ แต่ว่า เพราะว่ามีป่าเป็นจำนวนมาก มีป่ามากมายก็เลขให้ชื่อว่าป่าหมากเนี่ยก็พวกหนึ่งที่ว่าอย่างนั้น สมัยก่อนคงจะมีป่ามากทีเดียวก็ให้ชื่อว่าป่าหมาก
จากข้อมูลที่กล่าวนี้นะครับผู้ที่รวบรวมมาเนี่ยก็มีคุณพิชิต ทรัพย์เจริญ คุณสมศักดิ์ ศรีแก้ว คุณประชา เชียงแสน คุณล้วน สุวเมธา คุณพินิจ ปันติผราผล และก็คุณเสาวณี กรกตชมาศ ผู้ให้ข้อมูลก็มีอยู่ 3 คน ผู้ให้ข้อมูลเนี่ยทางภาษาคติชนวิทยาเค้าเรียกว่า วิทยากร ซึ่งก็แปลมาจากภาษาอังกฤษ คือคำว่า lead หรือ contac หรือ informance เป็นคำเดียวกับทั้งหมดเรียกว่าวิทยากร ผู้ที่ให้ข้อมูลหรือวิทยากรครั้งนี้ ก็มีคุณชวน แย้มคะมัง คุณโชติ ครุฑติระกานนท์ และนายดาบตำรวจปรีชา คุ้มสุพรรณ ที่เราอ้างชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่า ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ใน อา .เอกสารที่เขียนขึ้น แต่บางส่วนเป็นข้อมูลมุขปาฐะ ซึ่งรวบรวมมา
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าชื่อของตำบลวังทองเนี่ย หลักฐานที่มีอยู่ ทางด้านของเอกสารค่อนข้างแม่นยำ เพราะฉะนั้นวรรณกรรมมุขปาฐะ ที่มาประกอบก็เป็นส่วนเสริม แต่อย่างน้อยที่สุด ให้เห็นว่าเดิมทีเดียวเมื่อนครป่าหมากนั้น อยู่ในเขตอำเภอบางกระทุ่มปัจจุบัน แต่เกิดแล้งแค้นขึ้นมาก็เลยย้ายมาอยู่ที่นครป่าหมากแห่งใหม่ บริเวณตลาดชุมบริเวณวังเรือเนี่ยนะครับ แต่ด้วยเหตุที่มีคนพบทองจำนวนมากแล้วขุดร่อนได้ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นวังทอง นี่ก็เป็นที่มาของชื่อตำบลวังทอง ซึ่งอยู่ในอำเภอวังทอง
นี่ก็ต้องของพระคุณท่านสมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา อย่างมากทีเดียวหล่ะครับ ท่านนายอำเภอที่ท่านกรุณาให้ความเอาใจใส่ในเรื่องอา .มรดกของชาติ มรดกทางวัฒนธรรม ในเรื่องนี้จึงได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างนี้เกิดขึ้น วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างนี้นั้น ก็เป็นที่อา .แพร่หลายในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในพิษณุโลกเนี่ย ก็มีอยู่ 2 สถาบันที่ออกเก็บข้อมูลอย่างนี้ก็คือ สถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม ก็มีนักศึกษาเข้าไปศึกษาในตำบลต่าง ๆ เพื่อจะทราบที่มาของชื่อตำบลนั้น อีกสถาบันก็คือ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร นิสิตที่เรียนวิชาคติชนวิทยาทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ก็จะได้ออกไปฝึกงานการเก็บข้อมูลเช่นนี้ในตำบลต่าง ๆ โดยลงไปถึงตัววิทยากรมีการตรวจสอบวิทยากรว่าสามารถให้ข้อมูลได้เพียงใดจากนั้นจึงทำความสนิทคุ้นเคยกัน แล้วก็เก็บข้อมูลอย่างนี้ออกมา การจะได้ข้อมูลมาเช่นนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนะครับ ต้องใช้ทั้งเวลา ต้องใช้ทั้งแรงงาน ใช้ทั้งกำลังใจ กำลังทรัพย์และกำลังสติปัญญาหลายคนที่ไปเก็บข้อมูลที่เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะอย่างนี้ เมื่อออกไปแล้วก็กลับมาพร้อมด้วยความผิดหวัง เพราะว่าไม่สามารถค้นวิทยากรได้ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นอย่างนี้ บางÃายก็ไปพบกับอา .อุบัติเหตุ เช่น ถูกสุนัขในหมู่บ้านไล่กัด พอเป็นพงเป็นแผลก็หมดกำลังใจที่จะออกไปเก็บข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าออกไปในฤดูร้อน เดือนเมษายนเนี่ย ! อุปสรรคที่สำคัญก็คือ อากาศร้อนจัดครับ
การไปเก็บข้อมูลวรรณกรรมอย่างนี้นั้น เค้ามักไปเป็นกลุ่ม ไปเป็นกลุ่มเพื่อว่าถ้ามีปัญหาจะได้ปรึกษากันได้ เมื่อเกิดความผิดหวังก็ให้กำลังใจกันได้ ผู้ที่จะต้องมีการเตรียมตัวเตรียมอุปกรณ์ เตรียมใจเป็นอย่างดี เตรียมตัวสิ่งแรกก็คือ ต้องเตรียมตัวทางด้านของวิชาการทางสายคติชน เตรียมให้พร้อมว่าเรื่องที่ตัวจะไปเก็บเนี่ย ! วรรณกรรมอย่างนี้นั้นมันมีทฤษฏีอะไรบ้าง เค้าก็ต้องอ่านมาอย่างชัดเจน ทีเดียวหล่ะครับ
จากนั้นก็เมื่อมีความรู้อยู่พอประมาณ ก็เตรียมตัวเองที่จะออกไป เตรียมตัวเนี่ยรวมถึงด้านเครื่องแต่งกายว่าควรจะต้องแต่งกายแบบไหนออกไป จะได้ไม่ไปแปลกแยกจากคนที่อยู่ในหมู่บ้าน เตรียมอาหาร (เตรียมน้ำดื่ม) เออ ..หลายอย่างเตรียมให้พร้อม เตรียมสุขภาพให้ดีบางครั้งต้องเดินไกล ถ้าเจ็บป่วยก็ไปลำบากหน่วย เมื่อไปเป็นไข้กลับมา ถูกแดดร้อน ๆ อันทาบไม่ได้ก็มี
นอกจากนี้ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ อุปกรณ์ที่จะใช้ส่วนใหญ่ก็ใช้กล้องถ่ายภาพ อันนี้ก็ต้องเตรียมทั้งแฟลช ทั้งฟิล์ม ใส่ฟิมฟ์ไปให้เรียบร้อย ไม่ใส่ไปก็จะถือกล้องเข้าไปเปล่า ๆ ก็ถ่ายอะไรไม่ได้ จากนั้นก็มี เครื่องบันทึกเสียง เครื่องบันทึกเสียงก็ต้องเตรียมทั้งแบตเตอรี่พวกถ่านต่าง ๆ นะครับหรือถ้ามีไฟฟ้าให้ซึ่งปรกติเรา หรือที่เรานิยมใช้ได้ทั้ง 2 อย่างแต่บาง ท้องที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงก็มี ก็ต้องเตรียม อา ..พวกแบตเตอรี่ต่าง ๆ ไปให้พร้อมและก็ต้องทดลอง ใช้ให้เป็นด้วยว่าเวลาจะบันทึกเสียงนั้นบันทึกแบบไหน
เวลาจะบันทึกเสียงก็ต้องมีการจ่าหน้าในการบันทึก เช่น ข้อความต่อไปนี้ ผู้ที่เล่าให้ฟังคือใคร ก็ต้องบอกให้แน่ชัดนะครับ ผู้เล่าให้ฟังคือ คุณชวน แย้มคะฆัง อายุกี่ปี อยู่บ้านเลขที่เท่าไหร่ อา ..เก็บข้อมูลวันไหน เวลาเท่าไหร่ จากนั้นก็เริ่มพูดไปนะครับ พอคุณชวน เค้าพูดพอหมด ก็จะขึ้นการสัมภาษณ์คนใหม่เก็บข้อมูลที่ใหม่ก็ต้องจ่าหน้าเช่นนี้ เพราะไม่เช่นนั้นมันจะเกิดความสับสนกัน ว่าใครเป็นคนพูดเรื่องนี้ แล้วเราก็จำไม่ได้ขณะเดียวกัน ที่บันทึกไว้เนี่ย ! บันทึกเทปไว้เนี่ยนะครับก็ต้องถ่ายภาพประกอบไปด้วยพร้อม ๆ กัน
การถ่ายภาพนั้นอาจจะถ่ายโดยถ่ายวิทยากรผู้ให้ข้อมูลคนเดียวก็ได้ถ้าถ่ายอย่างนี้ ภาษาฝรั่งเรียกว่า pose แต่ถ้าถ่ายในขณะที่กำลังให้ข้อมูลแก่ผู้เก็บข้อมูล คือกำลังคุยกันลักษณะอย่างนี้หรือภาษาฝรั่งเรียกว่า inaction ครับ เราก็นิยมกันทั้ง 2 วิธีเนี่ยแหละครับ แต่ข้อสำคัญถ่ายภาพมา และจากนั้นก็จดบันทึกด้วยว่า สัมภาษณ์คนนี้ เวลานั้นถึงเวลานี้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าในแถบบันทึกเสียง ในเครื่องบันทึกเสียงที่เราบันทึกไว้นั้นถูกต้องทุกประการ
เนี่ย ! ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาพอสมควร เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ชื่อของตำบลวังทองมาเมื่อสักครู่นี้ ก็คาดว่าคงมีการศึกษากันเป็นอย่างดี ว่าจะเก็บข้อมูลมาด้วยวิธีการอย่างไร มีการอบรม มีการทดลองเก็บ และเก็บข้อมูลประเภทนี้นั้นต้องมีกำลังใจดีนะครับ สมมุติว่าเก็บข้อมูลไปเก็บข้อมูลมาก็ปรากฏว่า อา วิทยากรเกิดจะไม่ว่างเสีย เราก็จะไม่ได้ข้อมูลครบ ข้อนี้เราก็ต้องระวัง คืออะไรอะไร รบกวนวิทยากรมากไม่ได้ ถือว่าผิดจริยาบรรณของผู้ที่ออกไปเก็บข้อมูลหรือการนัดหมายก็เช่นเดียวกัน
บางครั้ง อา .ผมเองมีประสบการณ์ เคยนัดวิทยากรไว้ ว่าจะไปพบท่านเก้าโมงเช้า เราก็ไปถึง เก้าโมงเช้าก็รอท่านในสถานที่ที่นัดกันไว้คือบริเวณวัด แต่ปรากฏว่าท่านไม่มาหรอกครับ ที่ไม่มานั้นก็ได้ อา กราบเรียนถามท่านเหตุใดท่านจึงไม่มา ท่านมาเอาเที่ยงกว่า ท่านบอกว่าวันนี้ที่นัดไว้เนี่ยนะ ท่านดูฤกษ์ยามแล้วมันออกมาไม่ได้นะเพราะว่ายามอุบากอง บอกไว้ว่า .....0 1 อย่างพึงจร แม้รานรอนจะอัปรา...... ท่านเลยไม่ออกมานะ ท่านถือฤกษ์ถือยามของท่าน ผมก็พยายามอา เข้าใจนะครับ ว่า ในเมื่อเป็นความเชื่อของทางชาวบ้านเค้า เราซึ่งเข้าไปเก็บข้อมูล ก็คงจะต้องให้ความเคารพนับถือความเชื่อของเขาด้วย เราจะไม่ถือว่าอันนี้เป็นสิ่งเหลวไหลหรืออะไรก็คงจะยากอยู่ ทั้ง ๆ ที่ความเชื่อของเราก็ไม่เชื่อด้านนี้แต่ถ้าหากว่า เราไม่เชื่อตามนี้ก็คงจะลำบาก เพราะหลักการไปเก็บข้อมูลวรรณกรรมมุขปาฐะนี่น่ะครับ หลักการใหญ่มันอยู่ที่ว่าต้องรู้จักและก็คลุกคลีกับวิทยากร รู้จักเค้าเป็นเวลานาน และใช้ชีวิตเหมือนเค้าเป็นเวลานาน จากนั้นเราจะจะได้ข้อมูลที่แท้จริง ถ้าแม้รู้จักกันโดยผิวเผินและก็ไปขอ บันทึกเสียงมาเนี่ย บางครั้งก็จะไม่ได้ข้อมูลที่เค้าเต็มใจให้ หรือบางทีก็ให้ข้อมูลมาไม่ครบถ้วน ทั้งนี้เพราะไม่เกิดความสนิทสนมกัน เค้าก็เลยไม่ให้ข้อมูล ผู้ที่เก็บข้อมูลประเภทนี้ จะทราบดี นี่ก็เป็นเรื่องของตำบลวังทอง ของเรานี่หล่ะครับ ซึ่งเค้าก็มีคำขวัญเอาไว้ว่า ".....หลวงพ่อเพชรงามเลิศ ถิ่นกำเนิดหลวงพ่อพรรณ แสนสุขสันต์งานพระบาท เที่ยวตลาดกินผัดไท ของฝากถูกใจต้องส้มแผ่น ดินแดนสุขสมต้องชมบึง...."
นี่ก็เป็นเรื่องของตำบลวังทอง ที่กราบเรียนให้ท่านฟังในเวลาอันจำกัดนี่นะครับผมสำหรับวันนี้ก็ผมนายประจักษ์ สายแสง ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับผม !