วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 10 เรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ 3 : พรหม
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

       สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ความบันเทิง ลดช่องว่าระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของนักวิชาการกับท่านผู้ฟังทุกท่าน ผม นายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

       เมื่อคราวที่แล้วนั้น เราได้กล่าวถึงวรรณคดีอยุธยาเรื่องหนึ่ง คือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ เทพเจ้าที่ได้กล่าวอัญเชิญลงมาแล้วนั้น คือ พระนารายณ์เป็นองค์ที่ ๑ พระศิวะ เป็นองค์ที่ ๒ ในวันนี้นั้นจะได้อัญเชิญเทพที่มีความสำคัญมากอีกองค์ลงมาในพิธี องค์นี้ คือ พระพรหม อัญเชิญพระพรหมด้วยคาถา ด้วยโองการว่า  ...... โอม ชัย ชัย โขโสรส พรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อฟ้าก่อดิน.......

       พระพรหมนั้นเวลาจะไปไหนท่านขี่หงส์ไปนะครับ หงส์ไม่ได้ไปรวดเร็วอะไรนักหรอกครับ ไม่ลวดลายเหมือนครุฑของพระนารายณ์ ไม่เร็วอะไรขนาดนั้น เวลาจะไปไหนก็ไปช้าหน่อย เหมือนกับที่ในกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งกล่าวไว้ว่า "เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์รินราชเลื่อนเตือนตาชม" ไปไหนก็ไปช้า ๆ พระพรหมนะครับ พระองค์มีถึง ๔ พักตร์ ๔ หน้า ฉะนั้น แต่ละหน้าสว่างเฉย ไม่หัวเราะก็ไม่อะไร ไม่โกรธอะไรทั้งนั้น ก็จัดว่าเป็นเทพที่มีพรหมวิหาร ๔ ใช้ตัวนี้ละครับ พระพรหมก็ทรงหงส์ไป ท่านรังก่อฟ้าก่อดิน ก็หมายความว่า พระองค์เนี่ยสร้างฟ้าสร้างดินขึ้น

       ก็มีตำนานว่าเวลาจะสร้างโลกนี้ขึ้นนั้น พระพรหมจะเอาก้อนดินมา ไม่ทราบว่าน้ำมาจากไหน ก็นำมาก็แล้วกันเถอะ นำมาก็ปั้นเป็นโลกเราขึ้น จากนั้นดินที่ติดมือพระองค์ก็จะสลัดขึ้นไปบนท้องฟ้า กลายเป็นดาวนับล้าน ๆ ดาวเต็มไปหมดเลย พระองค์สร้างโลกสร้างทุกอย่างทุกสิ่งขึ้น สร้างมนุษย์ขึ้นด้วย ถ้าจะว่าอย่างนั้นก็ว่าอีกก็ได้ สร้างมนุษย์ไม่สร้างเปล่านะครับ ยังเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ โดยเขียนเอาไว้ในลายมือ คำว่า เขียน ก็ใช้คำว่า ลิขิต เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระพรหมเขียนก็เรียกว่า พรหมลิขิต เขียนเอาไว้บนลายมือทุกคน เป็นการบอกชะตาชีวิต เขียนเส้นอายุเอาไว้ เส้นหัวใจ เส้นสมอง เส้นวาสนา เอาไว้ในมือหมดเลย คนที่เรียนภาษาพรหมออกก็พวกหมอดู ดูลายมือ

       ขอให้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้นะครับ พระพรหมกำหนดชีวิตของมนุษย์เอาไว้ในลายมือ แต่ลายมือนั้นอยู่ในมือเรา ก็เรียกว่า เรากำชีวิตของเราเอาไว้ก็ได้นะครับ หรือจะเชื่อว่า พระพรหมกำหนดชีวิตก็ไม่ว่าอะไร นั้นท่านก็สร้างฟ้าสร้างแผ่นดินขึ้น สร้างมนุษย์ขึ้น ก็ทำให้สิ่งมีชีวิตนี้อยู่ในโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข ท่านก็จัดเป็นผู้ใหญ่ที่สุดละครับในบรรดาเทวดาทั้งหลาย แล้วก็ไม่ค่อยทำอันตรายใคร ไม่แสดงฤทธิ์แสดงเดชอะไรใครนักหรอกครับ

       ด้วยเหตุที่พระองค์ไม่มีพระเดชนี้เป็นแต่ผู้สร้างนี่ละครับ อำนาจของพระพระพรหมจึงน้อยลง ไม่ค่อยมีใครจะกลัวเกรงเหมือนกลัวพระศิวะ พระศิวะนั้นทรงทิฑัมพร คือ นุ่งลมห่มฟ้าเป็นเนืองนิตย์ เข้าเทวสภาคนไม่กล้าว่าอะไรทั้งนั้น เพราะมีความกลัว ส่วนพระพรหมไม่ไปแสดงฤทธิ์แสดงเดชกับใคร คนก็เลยไม่ค่อยจะกลัวเกรงพระองค์เท่าไรนัก แต่คนก็นับถือเป็นอันมาก พระพรหมก็มีชายา คือ พระสุรัสวดี ซึ่งเป็นเทพแห่งวิชาการเหมือนกัน

      นี้ก็เป็นอันว่าอัญเชิญเทพเจ้าลงมาแล้ว ครบ ๓ องค์ ในเมื่อเทพใหญ่ ๆ ได้รับการรับเชิญลงมา ๓ องค์ในพิธีแช่งน้ำแล้ว ก็เริ่มเชิญเทพองค์ต่อ ๆ ไป ซึ่งเป็นเทพรองลงมา เริ่มตั้งแต่เชิญพระเพลิง เทพแห่งไฟ พระวรุณเทพแห่งดินฟ้าอากาศนะครับ พระกาฬ พระยม พระอินทร์ หรือบรรดาเทพทั้งหลาย นอกจากนี้ เช่น ท้าวจตุโลกบาลนี้ก็เชิญลงมา และที่จะนำกล่าวถึง ซึ่งหน่อยก็พูดถึงพอเล็กน้อยซัก ๒ - ๓ องค์ องค์แรกที่จะพูดถึง ก็คือ พระอินทร์

      พระอินทร์เนี่ยเป็นเทพที่ดูแลดินฟ้าอากาศ ดูแลดินฟ้าอากาศทั้งหมด ฝนจะตก พายุจะมาขึ้นอยู่กับพระอินทร์ ถ้าจะพูดเป็นภาษาราชการปัจจุบัน ก็คือว่า พระอินทร์ ท่านก็คล้ายกับเป็นว่า อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาอะไรทำนองนี้แหละ คราวนี้ในหน่วยงานของท่านก็มีกองใหญ่ ๆ อยู่ ๒ กองเท่านั้นกระมัง คือ กองลม ซึ่งมีพระพายเป็นผู้อำนวยการกองกับกองฝน ก็มีพระพิรุณเป็นผู้อำนวยการกอง พระพิรุณเนี่ยคงได้แค่ระดับ ๘ รึไงเนี่ย ก็ไม่ทราบ คงถูกแย่งผลงานไปเยอะ เพราะมีฝนเทียมด้วย ส่วนพระพายนะเอาเรื่องคงได้ระดับ ๙ ไปแล้ว นี่ผมว่าเอาเองนะ พระอินทร์ก็ดูแลดินฟ้าอากาศ จะให้ฝนตกตรงไหนก็พระองค์ก็จะกำหนดสถานที่ลงโดยใช้วชิระ หรือสายฟ้า เราจึงเรียกพระอินทร์อีกอย่างหนึ่งว่า วชิระปานี ผู้มีมือเป็นสายฟ้าฟาด เช่น จะกำหนดให้ฝนตกที่นครสวรรค์ อำเภอเก้าเลี้ยว ก็ชี้แปลบไป บอกไว้เลยเวลาเท่าไหร่ พอ ๆ กับเกษียณหนังสือว่า ๑๕ : ๓๑ น. ฝนตก ๑/ ๗ เท่า ลงชื่ออินทร์ อะไรทำนองนี้ละครับ ให้รับไปปฏิบัติ พอมีคำสั่งอย่างนี้ออกมาเนี่ย พระพิรุณก็จัดการปั้นเมฆขึ้น พระพายก็จัดการฟาดให้เมฆที่ต้องการเนี่ยไปตกยังสถานที่ต้องการนั้น พระอินทร์ก็ทรงติดตามผลอยู่ตลอดเวลา นี่ก็เป็นเทพแห่งดินฟ้าอากาศนะครับ

      พระอินทร์เนี่ยถึงเวลาก็ออกตรวจอยู่เสมอ โดยทรงช้างเอราวัณ ช้างเอราวัณ ช้างนี่ก็สำคัญ มีตั้ง ๓๓ เศียร นี่เคยกล่าวไว้แล้วครั้งหนึ่งนะครับว่ามีถึง ๓๓ เศียร วันหนึ่ง พระอินทร์ก็ออกตรวจอากาศไปเรื่อย หน้าที่ของพระองค์ก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็มีข้อเสียหาว่า พระอินทร์ โปรดเสวยน้ำโสมเป็นเนืองนิตย์นั้น พอถึงตอนเย็น Drink ภาษาปัจจุบันนี่ละครับ เป็นพวกเหล้า พวกเบียร์นี่ละครับ พระอินทร์โปรดมากทีเดียวเลยละครับ ก็เลยทำให้ความเป็นเทพของพระองค์นั้นไม่ค่อยจะมีคนนับถือ

       นอกจากจะโปรดเสวยน้ำโสม ครั้งหนึ่ง ก็มีพฤติกรรมทางเพศที่เสียหายนั้น คือ เป็นชู้กับชายาของพระฤษีโคดม โอ๊ะ…นี่ไปเรื่องกันใหญ่นี่ฮะ เกิดเป็นชู้กับเมียฤษีโคดม ฤาษีโคดมจับได้ขึ้นมา ฤาษีก็โกรธ ก็สาป สาปพระอินทร์ สาปอันแรกก็ อันนี้ประทานโทษนะครับ ในตำราเขาได้กล่าว ได้สาปให้อวัยวะเพศของพระอินทร์หลุดไปจากตัวเลย หลุดไป เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการนำเอาอ้ายเพศของแกะตัวผู้เนี่ย ไปใส่แทนในตัวพระอินทร์ เพราะฉะนั้น เวลาบวงสรวงพระอินทร์ จึงใช้แกะตอนตัวผู้

       นี่ก็ว่ากันไป ก็คงจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นด้วยอนุสติบางประการ การที่พระอินทร์ถูกสาปจนกระทั่งจนอวัยวะเพศหลุดไปเนี่ย ก็เป็นที่มาของโรค ๆ หนึ่ง ซึ่งรู้จักกันดีในซักประมาณสัก ๓๐ ปีแล้ว คือ โรค Okinawa โรคนี้มีกำเนิดใน Japan ผู้ชายที่เป็นโรคนี้ว่าจะทำให้อวัยวะเพศเสียไป เน่าไปเลยครับ อะไรทำนองนี้เป็นต้น ก็คงโรคนี้เกิดขึ้นกับพระอินทร์มาก่อน เพราะไปเป็นชู้กับชายาของฤาษีโคดม คำสาปข้อที่ ๒ ก็ให้มีอวัยวะเพศหญิงเนี่ย ๑,๐๐๐ อัน ติดบนตัวพระอินทร์ให้หมดในฐานะที่เป็นผู้ฝักใฝ่ในเรื่องนี้ พระอินทร์ก็เลยไปขอร้อง ขอร้องพระพรหม ขอร้องหลายเทพหลายองค์เหมือนกัน ขอให้ช่วยเปลี่ยนคำสาปอันนี้เสีย จากอวัยวะเพศหญิง ๑,๐๐๐ อัน เปลี่ยนให้เป็นตา ๑,๐๐๐ ดวง พระอินทร์จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าท้าวพันตา สำหรับลักษณะพันตาอย่างนี้นั้น ถ้าเทียบกับปัจจุบันก็คงเป็นอาการขั้นหนึ่งของซิฟิลิสกระมัง เรียกว่า ออกดอกนั้นเองละ คือ มีตัวเต็มไปหมดทั้งตัวของพระอินทร์มากมายเลย คงจะเป็นเช่นนั้นเราคาดเอาว่า นี่ก็ละครับพระอินทร์  อะ…ก็พูดถึงแต่สิ่งดี ๆ ของพระองค์ก็แล้วกัน พระองค์ทำหน้าที่ดูแลดินฟ้าอากาศ เชิญพระอินทร์ อัญเชิญลงมาแล้ว พระอินทร์มาแล้ว

        จากนั้นอัญเชิญพระยม พระยมเนี่ย โอ้…อันนี้ชื่อพระองค์น่าสะพรึงกลัวละครับ พระยมเป็นผู้ที่กลุ่มชะตาชีวิตของทุกคนเอาไว้ ที่บางทีเรียกว่า พญายมราช เนี่ย หลายคนก็แล้ว เพราะใครจะตายก็เกิดจากพระองค์เนี่ยละ มานำวิญญาณไปจะมีบ่วงบาศก์มาคล้องวิญญาณ ชาวบ้านก็เชื่อกันว่า พระยมเนี่ยจะมา มนุษยโลกมาโดยตลอดเลยครับใน ตอนกลางคืน พาหนะที่มาก็อาจจะเป็นควายป่า มหิงสาแต่หลาย ๆ คนบอกว่าพระยมนั้น ทรงนกแสกเป็นพาหนะ ในตอนพระองค์มาตรวจโลกตอนดึก ๆ นกแสกร้องแส๊ก แปลว่า ใช่แล้ว พระองค์เสด็จมาแล้ว แล้วไม่ใช้พระองค์เสด็จมาองค์เดียวนะครับ จะมีเลขานุการติดตามมาด้วย ๖ คน เลขานุการ ๓ คนแรกนั้นถือแผ่นทองคำ สำหรับจดชื่อผู้นำความดี จดชื่อนามสกุลไว้ ส่วน ๓ คนหลัง แบกหนังหมาเน่ามาด้วย สำหรับจดชื่อคนทำความเลว ก็จะออกมามนุษยโลกผ่านไปตรงไหน ก็จดชื่อเอาไว้ จากนั้นก็นำเอกสาร ก็คือ แผ่นทองคำ คือ แผ่นหนังหมาเน่าเนี่ยเก็บไว้ในยมโลก ปัจจุบันเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์กระมัง เก็บไว้ในนั้น เวลาที่คนตายไปเนี่ยะ ก็จะไปปรากฏตัวต่อหน้าพญายมราชผู้นี้ พญายมก็จะบอกว่า ไหนลองพูดมาสิว่าในสมัยเจ้าเป็นมนุษย์นั้น เจ้าทำความดีความงามอะไรบ้าง คนนั้นก็จะรายงานว่า คนนั้นทำบุญสร้างสะพานอะไรก็ว่าไป พระยมฟังเสร็จเรียบร้อย ก็บอกว่า "เอาไหนลองค้นเอกสารดู" เอกสารที่เก็บไว้ ก็คือ แผ่นทองคำ และแผ่นหนังหมาเน่า เอามาดูสิทำความดีความชั่วอะไรมากกว่ากัน จัดการนำขึ้นชั่งบนตราชู ถ้าติ๊งต่างว่า ด้านแผ่นทองคำหนัก ก็ส่งไปเกิดสวรรค์ หรือเกิดเป็นมนุษย์ แต่ได้รับทุกข์ทรมานก็แล้วแต่

         ท่านพญายมเนี่ย ท่านตัดสินทุกอย่างด้วยความยุติธรรม คนก็กลัวท่าน เพราะท่านเป็นเจ้าแห่งความตาย เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่า แม่ทัพหลายคนในสมัยอยุธยาหรือในสมัยรัตนโกสินทร์แล้วแต่ ที่ได้ชื่อว่า พญายมราช เป็นตำแหน่งเจ้าพญายมราช เดี๋ยวนี้เจ้าพญายมราชก็มีหลายที่ครับ อ้า…มีหลายแห่งที่ใช้ชื่อสถานที่ว่าพญายมราช เช่น โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดที่จังหวัดสิงห์บุรี ชื่อ โรงพยาบาลพญายมราช อันนี้ก็เป็นชื่อตำแหน่งของนายทหาร หรือแม้แต่เจ้าเมืองนครราชสีมาคนแรก ที่สร้างเมืองเสร็จให้เจ้าเมืองคนนี้ไปครองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช องค์นี้ก็ชื่อ พญายมราชเหมือนกันนะ ชื่อว่า พญายมราชสังข์ ชื่อจริงว่า สังข์ เวลาผมไปนครราชสีมา ผมก็มีความกลัวเหมือนกัน เพราะว่ามีรถเมล์ของนครราชสีมาสายหนึ่งชื่อว่า บริษัทยมราชเดินรถ โอ้…แล้วก็น่ากลัวพอสมควร ก็คงจะมีความยุติธรรมมากละครับ ถึงชื่อบริษัทถึงขนาดนี้

          นี้ก็ว่าด้วยพญายมราช ซึ่งเป็นเจ้าแห่งความตาย ก็เป็นคนที่เที่ยงธรรมที่สุดละครับ ใครจะไปขอผ่อนชีวิตอะไรนี่ ไม่ได้ทั้งนั้น เอาไปเลยเรียกว่าใครเอาอะไรไปเส้นสรวงอย่างไรก็ไม่ได้ พระองค์ก็จะรับวิญญาณเอาไปโดยตลอด แต่เคยมีคนที่เคยขอวิญญาณของสามี กลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง คือ นางสาวิตรี ซึ่งที่เจรจากับพญายมรู้เรื่อง ก็เป็นเรื่องที่สนุกสนาน อ้า…ถ้าใครสนใจก็ให้อ่านเรื่องสาวิตรี ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวก็แล้วกัน

          เอ้า…อัญเชิญพระยมมาแล้ว จะกล่าวถึงเทพอีกสักองค์หนึ่งซึ่งที่เราเรียกรวม ๆ ว่า ท้าวจตุโลกบาล คือ เทพประจำทิศ เทวดาประจำทิศ เทพองค์นี้ คือ ท้าวกูเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ ท้าวกูเวร หรือเวสสุวรรณประจำทิศ อยู่ในทิศทั้งหมด ๔ ทิศ มีท้าวกูเวร ท้าวทัตรส ท้าววิรุณหค ท้าววิรูปัก แต่ที่พูดถึงท้าวกูเวรเนี่ยก็เพราะว่า มีลักษณะพิเศษที่ว่าบริเวณที่พระองค์ อ้า…ครอบครองอยู่เนี่ยมีต้นไม้ที่ชื่อว่า ต้นมัครีผล ฟังดูชื่อก็เพราะดี มัครีผล ต้นไม้ประเภทนี้จะมีลูกออกเป็นผู้หญิงนะ ลูกมา…ลูกเป็นผู้หญิงโตเต็มที่เท่า ๆ กับ ผู้หญิงนี้ละ สวยงามด้วย ในเวลาที่ลูกไม้นี้โตก็จะมีพวกคนธรรพ์ วิทยาธรอะไรต่าง ๆ ก็จะคอยสอยเอาไป เพื่อเอาไปอยู่ด้วย แต่พวกลูกไม้ที่เป็นผู้หญิงเนี่ยจะอยู่ได้เพียงแค่ ๗ วัน ก็จะเน่าเปื่อยไปนะครับ พูดก็พูดไม่ได้ ตายก็ตายเร็ว แค่ ๗ วัน มันคงจะเป็นจินตนาการของคนแต่ง ซึ่งอยากจะมีภรรยาที่มีลักษณะอย่างนี้มั้ง คือ ไม่พูด ไม่จา ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่ขี้บ่น และก็ไม่ค่อยจะอยู่นานอะไรทำนองนี้ อันนี้ ๗ วันก็หมดไป ถ้าต้นไม้นี้มาเกิดขึ้นในโลกมนุษย์จริง ๆ เนี้ย สมมติว่า มันมาเกิดในมหาวิทยาลัยของเราก็คงจะน่าดูเหมือนกันละครับ บรรดานิสิต บรรดาอาจารย์ผู้ชายมายืนดูกันเต็มเลย ส่วนบรรดานิสิตหญิงคงไม่พอใจ ผลไม้อันนี้โดยเด็ดขาด คิดกลับกันนะครับ คนที่คิดแต่งเรื่องนี้เป็นผู้ชาย สมมติว่า ผู้หญิงแต่งเรื่องอย่างนี้ กำหนดให้สวนของท้าวเวสสุวรรณเกิดต้นบุรุษผลขึ้นจะขนาดไหน ผมคิดว่า จะห้อยเต็มไปหมดเลย ก็คงจะดีอยู่เหมือนกันแหละครับ

         นี่ก็อัญเชิญมาแล้วเป็นอันว่าเทพลงมาหมด คราวนี้ก็อัญเชิญผี ผีดง ผีหมื่น ถ้าล้ำ ผีหมื่นผา ประจำแม่น้ำ ประจำภูเขา เชิญลงมาในพิธี จากนั้นก็กล่าวถึงกำเนินของมนุษย์ กล่าวถึงว่า โลกเรานี้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ ๗ ดาว พร้อมกัน โอ้…อันนี้คงจะต้องร้อนมากเลยเนี่ย เดือนเมษายนขึ้นดวงเดียวยังแย่อยู่แล้วนะ วันนี้ก็อุณหภูมิก็ ๔๐ องศาเซลเซียสกระมังเนี่ย ขึ้น ๗ ดวง นี่ก็เป็นเหตุให้พื้นดินร้อนไปหมด ร้อนจนกระทั่งไปถึงหลังของปลาที่หนุนโลก อันท่านที่เป็นเด็ก ๆ ฟัง ก็ต้องฟังเอาไว้เป็นทานครับ เขาบอกใต้โลกเรามีปลาหนุนอยู่ โลกมันแบบเนี้ย ปลาหนุนอยู่ พอเคลื่อนที่ทีนึง แผ่นดินก็ไหว เมื่อ ๒ คืนที่แล้ว เอ้ย…เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน เนี้ย ปลาก็เคลื่อนที่อยู่บริเวณสันกำแพง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลาประมาณตี ๓ ก็ปรากฏแผ่นดินไหวไม่รุนแรงอะไรนัก ปลาเหล่านี้ก็หนุนโลก ความร้อน ร้อนจัดจนไปถึงหลังปลา ร้อนจนมันปลาไหลขึ้นมาบนผิวดิน

          ความร้อนจากดวองอาทิตย์ ๗ ดวงนี้ เข้าก็เกิดไฟไหม้โลกขนานใหญ่เลยครับ ไหม้ไปหลายวันทีเดียว จากนั้นก็ฝนก็ตกลงมาดับไฟเหล่านั้น ฝนตกลงมา ๗ วัน ๗ คืน ก็ดับไฟไปหมดเลย พอไปดับหมดเนี่ย พื้นดินที่ถูกไฟเผาแล้วก็ถูกน้ำฝนลงมาเนี่ย ก็มีการหดตัว ยุบตัวต่าง ๆ ตรงไหนที่อ่อนก็กลายเป็นห้วย หนอง คลอง บึงต่าง ๆ หรือที่แข็งก็สูงขึ้นมาเป็นภูเขา จากนั้นพระอาทิตย์ทั้ง ๗ ดวง ก็รวมตัวกันเป็นดวงเดียว ความร้อนก็เหลือเป็นปกติ ก่อให้เกิดชีวิตต่าง ๆ ขึ้นได้ กลิ่นของดินที่ถูกไฟไหม้กับน้ำท่วมเนี่ย ดินจะมีกลิ่นหอม กลิ่นนี้ก็จะลอยสูงขึ้นไป ลอยสูงไปจนถึงชั้นต่าง ๆ ของเทวดาในชั้นฉกามาวจร ที่มีทั้ง ๖ ชั้นเนี่ย เริ่มตั้งแต่ชั้นจตุมหาราชิค ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามะ สันดุสิต อะไรก็ว่า ชั้นดุสิตอะไรก็ว่ากันไปครับ ซึ่งมีสันดุสิตเทวราช เป็นใหญ่อยู่เนี่ย เทวดาทั้งหลายได้กลิ่นดินหอมที่มันลอยไปก็อยากกินดินก็เหาะลงมา ปกติเทวดาก็อิ่มทิพย์แล้วนะครับ ไม่ต้องกินอะไร แต่ทำไมถึงเกิดอยากกินดินก็ไม่ทราบ ก็เหาะลงมา เวลาเหาะลงมา ก็มีรัศมีเรืองรอง สวยงาม งามมากเลย พอเหาะมาถึงก็กินดินในโลกมนุษย์ กินดินเรียบร้อยก็จะเหาะกลับ ปรากฏเหาะไม่ขึ้น ที่เหาะไม่ขึ้น สงสัยโดนแรงโน้มถ่วงของโลก กฎแห่งแรงโน้มถ่วงเนี่ย Law of gravitation กลับขึ้นไปไม่ได้ เหาะกลับขึ้นไปไม่ได้ ก็เลยปรึกษากันว่า ไหน ๆ เราลงมา ก็มีทั้งเทวดาผู้หญิง ผู้ชาย ก็เลยอยู่ด้วยกันเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ในปัจจุบัน นั้นพวกเราทั้งหมดเนี้ย ว่ากันตามตำนาน เราก็มีเชื้อสายเทวดาโดยทั่วกันนะครับ จะไปว่ากันอย่างอื่นไม่ได้หรอกครับ บรรพบุรุษของเราลงมากินดิน โดยพร้อมกัน จากนั้นก็อยู่เย็นเป็นสุขดีอยู่หรอก

          ตามตำนานพื้นบ้านก็บอกว่า ไม่ต้องทำมาหากินอะไรเลย อยู่ ๆ ข้าวเปลือกก็วิ่งมาจากไหนไม่รู้เลย เข้ามาในยุ้งเองเลย คราวนี้เองที่ข้าวไหลเข้ามาเอง ปรากฏว่า มีครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มหญิงสาวนั่งจีบกันอยู่ ข้าวก็ไหลเข้ามาดังแรงเกินไป จึงทำให้หนุ่มจีบสาวไม่ค่อยจะได้ยินนัก ก็โมโห ก็ตวาด ดุข้าว ก็เลยบอdว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ไม่ต้องไหลเข้ามาแล้ว จะไปปลูก ไปเกี่ยวเอง ข้าวก็เสียใจ ไม่ไหลเข้ายุ้ง ต่อมาคนก็เลยไปเก็บไปเกี่ยวเอง เมื่อมีการเพาะปลูกขึ้นก็มีปัญหาเรื่องที่ดินขึ้น ลุกล้ำกันบ้าง อะไรบ้างจนในที่สุด มีบุคคล ๆ หนึ่งมาจัดการกับเรื่องที่ดิน มาจัดสรรปันส่วนกันโดยยุติธรรม เราก็เรียกท่านผู้นั้นว่า พระเจ้าแผ่นดิน

          นี่ครับ พระเจ้าแผ่นดินลงมาจัดการเกี่ยวกับเขตแดน ดังนั้น ภาษาบาลีจึงเรียกผู้จัดเขตแดนว่า "ขัตติยะ" ถ้าเป็นภาษาสันสกฤต เรียกผู้ที่จัดการเขต หรือเกษตรว่า "กษัตชริยะ" "กษัตริย์" "เกษตร" เป็นคนเดียวกันนะครับ จัดการเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองมีความสุข ชุมชนมีความสุข ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่า พระเจ้าแผ่นดินมีบุญมีคุณต่อพวกเราทั้งหลาย จากนั้นในลิลิตโองการแช่งน้ำจะเริ่มบอกว่า ข้าที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ก็ให้มีความสุขความเจริญยั่งยืน ใครที่ไม่จงรักภักดีก็ขอให้มีอันเป็นไปล่มหายตายจากไปโดยรวดเร็ว นี่ก็โดยสรุปสาระของลิลิตโองการแช่งน้ำ ซึ่งเป็นวรรณคดีเริ่มแรก สมัยของสมเด็กพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทองนะครับ ก็คงจะจบเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อน

           อ้อ…ยังเหลือเวลาอีกครับ ยังเหลือเวลาพูดได้อีกหน่อยนึงนะครับ วรรณกรรมอย่างนี้นั้นเขานำมาใช้ในพิธีกรรมในประเพณี เรื่องของประเพณีก็เป็นเรื่องที่น่าคิด เมื่อตอนสงกรานต์ก็มีหลายคนที่ถามผมเข้ามาว่า การรดน้ำผู้ใหญ่ในสงกรานต์นั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ผมเองก็ไม่ค่อยกล้าตอบหรอกครับ แต่เผอิญผมได้ไปฟัง ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อันนี้เอ่ยชื่อท่านได้ เพราะเอ่ยด้วยเคารพ คือ ท่าน อาจารย์ผนอม แก้วกำเนิด ซึ่งท่าน ก็เป็นอดีตเลขาธิการสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า ไอ้การรดน้ำผู้ใหญ่ มันมีที่มาอยู่ว่า

           ในสมัยหนึ่งเนี่ย ในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่แล้วและร้อนจัดปลูกพืชไม่ขึ้น ในเมื่อปลูกพืชไม่ขึ้น ขึ้นมาก็จำเป็นต้องงดปลูกพืช ก็มีเวลาว่าง ว่างเพียงพอที่จะไปเคารพผู้ใหญ่ ก็เลยนำผ้าที่ทอเนี่ย นำไปสวมให้ผู้ใหญ่ แต่จะสวม จะอะไรได้ ก็ต้องอาบน้ำให้ท่านก่อนจะได้สะอาด หลานคนที่หนึ่งไปก็อาบให้คุณปู่ หลานคนที่ ๒ ไปก็อาบให้คุณปู่ หลานคนต่อไปก็อาบ อาบจนครบหลานคนที่ ๒๐ คุณปู่ก็ตายเลย เป็นนิวมอเนีย เลยเปลี่ยนแบบแผนการรดน้ำ จากการอาบน้ำก็จัดการไปรดน้ำที่มือขอพรท่านแทน หลังจากนั้นก็ให้สวมเสื้อผ้าใหม่เสีย

           นี่ก็เป็นความคิดที่ท่านอาจารย์ผนอม ท่านกรุณาอธิบาย ผมก็กราบเรียน ถามท่านว่า การรดน้ำแต่งงาน ท่านก็บอกว่า คล้าย ๆ กันไหน ๆ ก็จะอยู่ด้วยกันก็อาบน้ำให้สะอาดเสียก่อน วิธีการที่จะให้สะอาดเนี่ย ก็เปลี่ยนแปลงเป็นการรดน้ำที่มือ

      แต่ก็มีหลายกระแสบอกว่า การรดน้ำในงานแต่งงาน หรืองานศพเนี่ย การรดน้ำ แปลว่า การให้ขาดจากกัน อย่างเช่น การรดน้ำการแต่งงาน ก็คือ บัดนี้ เจ้าทั้งคู่ได้มาอยู่ด้วยกันแล้ว ฝ่ายชายก็แยกจากญาติฝ่ายชายไปซะ ฝ่ายหญิงก็แยกจากญาติฝ่ายหญิงเสีย จะได้อยู่กัน ๒ คน มีความสุข ส่วนการรดน้ำในงานศพก็เหมือนกัน คล้าย ๆ กับว่า บัดนี้ ได้จากกันไปแล้วขอให้ขาดกันไปเลยเถิด อะไรทำนองนั้นนะครับ

      สำหรับในครั้งนี้ก็คงจะจบการบรรยายไว้เพียงแค่นี้ก่อน เราจะพบกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผม นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ สวัสดีครับ

กลับขึ้นบน