วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 9 เรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ 2 : ศิวะ
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำในวัน เวลานี้มาสร้างสรรค์สาระ ความรู้ ความบันเทิง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของนักวิชาการกับท่านผู้ฟังทุกท่าน ผมนายประจักษ ์ สายแสงดำเนินรายการครับ
วันนี้จะต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว ซึ่งได้พูดไปถึงวรรณกรรมเรื่องใหญ่มากในสมัยอยุธยา คือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ในคราวที่แล้วนั้น ได้กล่าวถึงการอัญเชิญพระนารายณ์ลงมาในพิธี แล้วอันเชิญพระศิวะลงมาด้วย พูดค้างไว้ถึงอัญเชิญพระศิวะลงมา โดยใช้คาถาว่า .....โอม ปรเมศวาราย พายพาเหลืองÍครéาว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี่ยวข้าง..... นะครับ มาถึงคำว่า เอาเงือกเกี่ยวข้าง เงือกในที่นี้ ก็คือ งู พระศิวะนั้นเอางูประดับตน ฟังดูก็เห็นจะแปลกนะครับ แต่ว่าอะไรที่เป็นเรื่องของทวยเทพนั้น ก็จะต้องเป็นเรื่องที่พิสดารกว่าธรรมดา คนเราจะเอางูพิษ งูจงอาง งูเห่า มาประดับตัว เป็นสังวาลย์ก็แปลกอยู่ อันแท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะงูเท่านั้น ที่พระศิวะนำมาประดับตนเนี่ย ยังประดับตนด้วยสร้อยสังวาลย์ที่ทำจากกระโหลกศรีษะของคน เอาศÕÃษะคนตายเนี้ยมาร้อยทำเป็นสังวาลย์ประดับ ซึ่งใช้การประดับอย่างนี้แหละที่เป็นเหตุให้คนกลัวพระองค์เป็นอันมาก
นอกจากคนจะกลัวแล้ว ยังขยะแขยงอีกด้วย ก็เคยมีเรื่องเล่ากัน ก็เป็นทางเทววิทยาทางสาขาชาวบ้านด้วย ในตำราก็พอมีเขียนไว้แตกต่างกันไม่มากมายเท่าไรนัก ที่กล่าวถึงว่า พระศิวะไปแต่งงานกับพระสตี พระสตี สอ ตอ สระอี ซึ่งเป็นธิดาของพระทักษะ พระทักษะก็เป็นฤาษี แต่งงานกัน อยู่กินด้วยกัน ต่อมาวันหนึ่ง พระทักษะเชิญเทวดาทั้งหมด ทั้งใหญ่ ทั้งเล็กเนี้ย มาในงานเลี้ยงที่วิมานของพระองค์ เชิญเทพทุกองค์ ยกเว้น ไม่เชิญลูกเขย คือ ไม่เชิญพระศิวะ เมื่อไม่เชิญพระศิวะมา พระสตีถามว่า "เหตุใด พ่อจึงไม่เชิญสามีของนางมาในงานนี้" พระทักษะก็ตอบว่า "ผัวเจ้าสวมสังวาลย์กระบาลคน จะเชิญมาในงานเลี้ยงเช่นนี้ จะเป็นที่อับอายขายหน้า" พระสตีได้ยินดังนั้น ก็เสียใจที่พ่อของตัวตำหนิสามีของตัว ก็เลยกลั้นใจตายไปเลย
เนี้ยก็เหลือเกินเลยก็เหลือเกินเลย ฟังพ่อว่าผัวหน่อยหนึ่งกลั้นใจตาย เนี้ยคงจะหายากละครับ พระสตีก็เป็นผู้หญิงใจเด็ดทีเดียวเลยแหละ มันก็เลยเกิดพิธีกรรมอย่างหนึ่งของอินเดีย คือ พิธีตายตามสามี ถ้าสามีตายก็จะตายตาม เขาจึงเรียกพิธีนี้ว่า พิธีสตี พิธีสตีเนี้ยใช่ว่าจะตายง่าย ๆ ก็เลยต้องเผาตัวตายตามไปด้วย ตอนหลังพอสามีตาย พวกญาติพี่น้องทั้งหมด ก็จับเอาภรรยาเผาไฟตามเข้าไปอีก เพื่อจะได้แสดงความจงรักภักดี เกิดพิธีนี้ขึ้นก็เป็นที่นิยมทำกันอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่ง รัฐบาลอินเดียโดนรัฐบาลอังกฤษเข้าครอบครองอินเดียเนี้ย ก็ห้ามประกอบพิธีนี้ นั่นคือ ไม่ต้องเผาตัวตายตามสามี
พิธีนี้เรียกพิธีสตี พิธีนี้มันแพร่หลาย ตามลัทธิฮินดู และเข้าไปในชวาด้วยละครับ ทางชวาเรียกพิธีนี้ว่า พิธีแบหลา ดั่งที่พวกเราก็เคยได้ยินเรื่อง อิเหนา ข้อความตอนหนึ่งที่บอกว่า "......แม้มิสมวาจาดังพาที น้องนี้จะแบหลาลาตาย....." แบหลาตัวนี้ ก็แปลว่า เผาตัวตาย เอาเป็นอันว่า เมื่อสักครู่นี้พระสตีก็เผาตัวตาย อะ ไม่ใช่ พระสตีกลั้นใจตาย เพราะว่าพ่อไม่เชิญสามีมาในงานนั้น
ส่วนพระศิวะนั้น ครั้นทราบว่า พระสตีนั้นตายไปแล้ว ก็โกรธพระทักษะ โกรธพ่อตาของตัว
เมื่อโกรธขึ้นมาก็ลืมตาที่สามขึ้นมา ตาที่สามของพระศิวะนั้น ถ้าลืมขึ้นมาจะเป็นไฟ ไฟนั้นก็จัดการเผา เผาศÕÃษะของพระทักษะขาดไปเลย แต่พระทักษะนี้ท่านเป็นเทพนะครับ ถึงไฟเผาไปก็ไม่ตายอะไรหรอกครับ แค่หัวหายไปแค่นั้น เค้าจึงตัดเอหัวแพะมาใส่แทน พระทักษะจึงมีหัวเป็นแพะ นี้ก็น่าดู
ส่วนพระสตีก็ได้ไปเกิดเป็นลูกสาวของท้าวหิมาลัย พระศิวะนั้น พอเผาหัวพ่อตาไปแล้วนั้น ก็ไปบำเพ็ญพรต ไม่ไปไหนเลย นั่งบำเพ็ญพรต เป็นโกฐปีเลยละครับ จนกระทั่ง พระอุมาที่เป็นลูกของท้าวหิมาลัยเนี้ย ก็ไปหาอยู่เสมอ แต่พระศิวะก็ไม่สนอะไร เป็นเหตุให้เทพทั้งหลายก็สงสารพระอุมา เทพทั้งหลายก็ไปอ้อนวอนพระกามเทพให้ช่วยเหลือด้านนี้ กามเทพก็เป็นเทพแห่งความรัก พระกามเทพก็คิดจะช่วยเหลือพระอุมา โดยการจะทำลายตะบะของพระศิวะให้ตื่นขึ้นมา แล้วเกิดความรักกันขึ้น ตามทำนองแบบอย่างของกามเทพทำมานานแล้ว
แต่กามเทพก็ไม่กล้าไปองค์เดียวหรอกครับ ยังเกรงพระศิวะอยู่ ก็เลยชวนเพื่อน ชื่อว่า พระวสันต์ วสันต์ วสันตะ แปลว่า ฤดูใบไม้ผลินี้ละครับ เชิญพระวสันต์ไปช่วยในงานนี้ด้วย กามเทพกับพระวสันต์ก็ไปด้วย พระอุมาก็ไปด้วย ครั้นพอได้จังหวะแค่นั้นละครับ พระวสันต์ก็เนรมิตทุกอย่างบริเวณนั้นให้เป็นฤดูใบไม้ผลิ Spring เนี้ยเป็นภาษาฝรั่ง Spring ฤดูใบไม้ผลินี้ เป็นฤดูที่งดงามที่สุดนะครับ คนที่อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ มักจะมีอาการเจ็บป่วยที่เรียกว่า Spring fever มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยอันเกิดจากความรัก พระศิวะก็คงจะมีอาการอย่างนี้ละมั้ง พระศิวะพอได้กลิ่นดอกไม้ กลิ่นอะไรอะไรเข้า นั้นจิตใจก็เริ่มเรรวน ทั้งที่ตัวบำเพ็ญตบะ พระกามเทพเห็นที่ก็ยิงศร ศรกามเทพก็มีอยู่ 3 ดอก ชื่ออะไรบ้างต้องไปค้นคว้าหากันเองเถอะครับ แต่ตัวศรทำด้วยต้นอ้อ สายศรทำด้วยตัวผึ้งต่อ ๆ กัน ลูกศรก็ทำด้วยดอกไม้ ยิงปักเข้าไป ทำให้พระศิวะเสียวไปทั้งตัวทีเดียวละครับ พระองค์ก็ลืมพระเนตรขึ้น เห็นพระอุมา แต่ก่อนจะเห็นพระอุมาเนี้ย พระองค์ไปเห็นพระวสันต์ กับพระกามเทพเข้า พระวสันต์น่ะ เก่งรีบหลบไปทันที พระกามเทพไม่ทันหลบ พระศิวะจึงลืมตาที่ 3 เผากามเทพให้ไหม้ไปหมดทั้งตัว แต่กามเทพนั้นเป็นเทพไม่ตายเพียงแต่ไม่มีตัวตน เราจึงเรียกพระกามเทพว่า อนงค์ แปลว่า ไม่มีตัวตน ปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่ยิงศรใส่คนนั้นคนนี้ให้เกิดความรักกันขึ้นโดยทั่วไป ชาวบ้านก็มักจะพูดกันว่า ศรกามเทพที่ยิงนั้น เผอิญลูกศรสกปรก เลยทำให้หัวอกเป็นหนอง ก็เกิดอกหักขึ้น นี้ก็ว่ากันไป
ที่แทรกเข้ามาก็ตรงที่พระศิวะนั้นมีงูเป็นสังวาลย์ แล้วผมก็เอาออกซะว่า มีสังวาลย์เป็นหัวกระโหลกมนุษย์ที่ตายแล้วมาห้อยไว้นี้ก็เป็นลักษณะ นอกจากมีเงือกเกี่ยวข้างแล้ว ยังอ้างทัดพระจันทร์เป็นปิ่น แปลว่า พระศิวะนั้นเอาพระจันทร์นั้นไปทัดไว้บนศรีษะ บนผมก็มีคำถามกันหลายครั้งว่า พระจันทร์เนี่ยขึ้นไปทัดบนผมพระศิวะได้ประการใด นี้ก็มีหลายคำตอบ เพราะไม่เคยมีใครเห็นตัวพระศิวะจริง ๆ หรอก ถ้าจะว่าไปนี้นะ ยกเว้น ผู้ที่เข้าเป็นผู้วิเศษมั้ง พวกฮินดูเขาคงจะเห็นกันอยู่ เพราะฉะนั้น พระจันทร์ไปทัดอยู่บนเศียรพระศิวะได้ด้วยประการใดนั้น ก็มีคำตอบมากมาย คำตอบหนึ่งเขาก็บอกว่า ตอนกวนน้ำอมฤตเนียก็เกิดพระจันทร์ขึ้น พระศิวะก็เอาไปทัดไว้ที่เศียรนี้ก็พวกหนึ่ง
อีกพวกหนึ่งบอกว่าไม่ใช่เช่นนั้นหรอกการที่พระจันทร์ไปทัดอยู่บนเศียรพระศิวะนั้นมีที่มาหลายประการ เล่าให้ฟังว่าประการแรกที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อมีงานเลี้ยงของทวยเทพทั้งหลาย ทวยเทพบรรดาเทวดาทั้งผู้ใหญ่ ผู้น้อยก็ไปในงานเลี้ยงโดยทั่วกัน งานนี้นั้นก็มีเทพองค์หนึ่ง คือ พิฆเนศวร์ พระพิฆเนศวร์ เนี่ย ท่านคงรู้จักอยู่น่ะครับว่า เศียรเป็นช้าง ตัวเป็นคน อย่างเนี่ยน่ะ เวลาจะไปไหนก็ขี่หนูไป พาหนะทรงของพระพิฆเนศวร์ คือ หนู พระกามเทพไปในงานนี้ด้วย ไปในงานนี้อะ ขอโทษด้วยไม่ใช่พระกามเทพ พระพิฆเนศวร์ไปในงานนี้ด้วย พระพิฆเนศวร์นั้นเสวยขนมโมทก ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าขนมโมทกคืออะไร หลายคนบอกว่าขนมต้ม ผมก็ไม่เคยเห็นซักทีหรอกนะ เสวยเข้าไปมาก มากเต็มที่จนกระทั่งอิ่ม พออิ่มแล้ว พระองค์ก็เสด็จจะกลับ กลับพิมานของพระองค์ เวลาที่เสด็จกลับก็ประทับทรงเหนือหนู หนูเป็นพาหนะมุสิกะเนี่ย หนูก็วิ่งไปในป่าหิมพานตì
พระพิฆเนศก็ประทับบนหลังหนูในขณะที่ประทับเพลิน ๆ เนี้ยมีงูตัวหนึ่ง เลื้อยตัดหน้าหนูในระยะกระชั้นชิด หนูพอมองเห็นงูเข้าก็ตกใจ เบรกเลย ตัวโก่งเลย พระพิฆเนศวร์ที่ประทับทรงอยู่บนตัวหนูเนี้ยก็ไม่ทันระวังน่ะ คงจะถูกแรงเฉื่อยที่ภาษาฟิสิกส์ เรียกว่า moment of inertia เนี้ยล่ะมั้ง ทำให้พระพิฆเนศวร์กระเด็นตกลงไปจากหลังหนู ตกตุบลงไปท้องแตกเลย นี้พูดกันไปตามภาษาธรรมดาท้องแตกขนมกระจุยกระจายออกมาหมด พระพิฆเนศวร์นั้นเสียดายขนมที่พระองค์เสวยเข้าไปที่พระองค์กินเข้าไป พระองค์ก็เลยทรงกอบเอาขนมที่กระจัดกระจายเนี้ย ยัดใส่เข้าไปในท้อง แล้วก็ร่ายมนต์ปิดท้อง ท้องก็ปิดตามเดิม จากนั้นก็คว้าเอางูที่เลื้อยผ่าน เนี้ยเป็นเข็มขัด งูตัวนั้นก็ถึงชะตาไม่ค่อยดีเท่าไรมั้ง เลยกลายเป็นเข็มขัดของพระพิฆเนศวร์
พอจัดการเรียบร้อยแล้ว พระพิฆเนศวร์ก็ทรงประทับบนหลังหนู นั่งกลับพิมานต่อไป เหตุการณ์ครั้งนี้ พระพิฆเนศวร์คิดว่าไม่มีใครเห็น แต่คนที่เห็น คือ พระจันทร์ พระจันทร์นั้นพอมองเห็นเข้าก็หัวเราะ หัวเราะด้วยเสียงอันดัง เป็นเหตุให้พระพิฆเนศวร์โกรธ เลยหักเอางาข้างขวาของพระองค์ขว้างไปถูกพระจันทร์ แล้วสาปให้อยู่อย่างนั้นไม่หมุนไปไหน จะไปไหนได้จะต้องติดอยู่บนเศียรพระศิวะเท่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาเรามองพระจันทร์ก็จะมีข้างขึ้น ข้างแรมน่ะ ท่านน่ะ เพราะพระจันทร์หมุนสู่โลกได้ด้านเดียวเท่านั้น เพราะถูกงาข้างขวาของพระพิฆเนศวร์ตรึงเข้าไว้ ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่างาที่ปะทะกับพระจันทร์นั้น เป็นรอยปุ๋มลงไปเลยครับ มองดูคล้าย ๆ เป็นรูปกระต่ายนั้น ก็เกิดจากงาพระพิฆเนศ พระจันทร์ก็ไปไหนไม่ได้ เวลาจะไปไหนนั้น ก็จะขอติดเศียรพระศิวะไป
นี้ก็เป็นเรื่องเล่ากันมา ทั้งชาวบ้านและตำราหลายตำรา บรรดาพวกฮินดูก็เล่ากันไป ก็เกิดเรื่องแปลก ๆ ขึ้นเพราะเรื่องที่เล่าต่อ ๆ กันมานั้น ก็ต้องมีตัดเติม เสริมต่อ สับที่ ย้ายที่ตลอด นี่ก็จะเป็นภาษาปัจจุบันก็อีกสำนวนหนึ่ง อีก Version หนึ่ง ที่ว่าพระจันทร์ทำไมไปติดอยู่บนเศียรพระศิวะ ส่วนอีกอย่างบอกว่ามิใช่เป็นเช่นนั้น การที่พระจันทร์ไปติดอยู่บนเศียรพระศิวะนั้น มีเรื่องเล่ามาว่า พระจันทร์ได้ไปขโมยชายาของพฤหัสบดี พฤหัสบดีนี้เป็นครูของพระจันทร์ พระจันทร์เนี้ย พูดง่าย ๆ พระจันทร์ไปขโมยเมียของครูมา เอามาอยู่ด้วย พฤหัสบดีคงไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่คนที่โกรธมาก คือ ลูกศิษย์ของพระจันทร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพระอังคาร พระศุกร์นี้ โกรธแค้นแทนพฤหัสบดีเป็นอันมาก พระจันทร์ก็ทำการอันไม่สวยงามเช่นนี้ บังคับให้พระจันทร์คืนชายาของพฤหัสบดี ซึ่งชื่อว่า นางดารา ไปเสีย พระจันทร์ก็ไม่คืน อยู่กันมาจนมีลูก คือ พระพุธ นะครับ มีลูกด้วยกัน เทพทั้งหลายก็บังคับให้คืนชายาของพฤหัสบดีเสีย พระจันทร์ก็ไม่ยอมคืน ก็เลยเกิดสงครามในสวรรค์ เรียกว่า เทวาเทวสงคราม รบพุ่งกัน เป็นเวลานานนะ แต่ไม่มีใครแพ้ชนะ พระจันทร์ก็มีพันธมิตรอยู่ คือ พระพุธ ซึ่งเป็นลูกของตัว พระอังคารมีพระศุกร์ พระอะไรช่วยกันเยอะแยะไปหมด ในเมื่อทำสงครามไม่ชนะ ก็ต้องเข้าประชุม แสวงหาสันติเข้าประชุมในเทวสภา สภาของทวยเทพที่ประชุมก็ประชุมอภิปรายเป็นเวลานานล่ะครับ
ท้ายสุดที่ประชุม ก็สรุปว่า พระจันทร์มีความผิดจริง เพราะว่าไปขโมยพระชายาของพฤหัสบดีเนี่ย ซึ่งเป็นครูของตัวเนี่ยมาไว้ เพราะฉะนั้น จึงให้พระจันทร์คืนนางดาราให้แก่พระพฤหัสบดีเสีย เนี่ยประการหนึ่ง พระจันทร์ก็ยินยอม จากนั้น ห้ามพระจันทร์เข้าเทวสภาในฐานะสมาชิกสามัญ พระจันทร์ก็เลยเข้าเทวสภาไม่ได้ ก็เลยขอเป็นสมาชิกสมทบ คือ เข้าประชุมแต่ออกเสียงไม่ได้ เวลาเข้าประชุมต้องติดไปกับเศียรพระศิวะ
¹Õè¡çเป็นที่มาว่า ทำไมพระจันทร์ไปติดอยู่บนเศียรพระศิวะน่ะครับ นอกจากนั้น พระจันทร์ถูกสาปอีกด้วย ลงโทษให้เป็นฝีในท้อง พระจันทร์เนี้ยจะเป็นฝีในท้อง ๑๕ วัน ตอนเป็นฝีก็จะมืดไปเลย รัศมีจะมัวไปหมด ถ้าเป็นข้างแรม ๑๕ วันปั๊บ ฝีแตกก็ค่อยดีขึ้นเป็นข้างขึ้นในช่วงฝีแตกเนี้ย หนองจากฝีพระจันทร์จะหนุนน้ำทะเลให้สูงขึ้น จึงกล่าวว่า น้ำทะเลจะขึ้น จะลงเนี่ย รับอิทธิพลโดยตรงจากพระจันทร์นี้ ก็พูดกันในเรื่องวรรณกรรมน่ะครับ ถ้าสมมติว่า ท่านที่ อ้า อ้า เด็กฟังอยู่ก็พึงทราบว่า มันเป็นเรื่องที่เค้าพึงเล่ากัน ความจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องว่ากันอีกทีหนึ่ง จากการศึกษาค้นคว้า แต่ว่าก็กล่าวว่า น้ำขึ้น น้ำลงนี้ขึ้นกับอิทธิพลจากพระจันทร์
ก็เป็นอันว่าพระจันทร์นั้นก็ไปอยู่บนเศียรพระศิวะ พระศิวะก็ทัดพระจันทร์เนี้ยเป็นปิ่นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ อีกลักษณะหนึ่งของพระศิวะ ก็คือ ทรงอินทรชฎา ชฎา ชฏ ชัฎ แปลว่า ยุ่ง แปลว่า รก ชัฎ แปลว่า ยุ่ง ชฎา แปลว่า ผู้มีผมที่ยุ่ง ซึ่งหมายถึง ฤาษี ซึ่งขมวดผมน่ะครับ พระศิวะนั้นมีผมยุ่งเลยขมวดเอาไว้ก็เลยเป็นแบบอย่างให้บรรดาผู้นับถือฮินดูทั้งหลายว่า ต้องขมวดผมเข้าไว้ ยาวสูงขึ้นไปเป็นรูปชฎา เอาผ้าพันไว้เล็กน้อย มิฉะนั้น มันจะตกลงมากระมัง
ผมของพระศิวะเนี้ย ไม่ใช่ยุ่งอย่างเดียวน่ะท่านน่ะ เป็นผมที่มีประโยชน์อยู่อย่างหนึ่ง คือ ให้พระคงคาเนี้ยไหลผ่านลงมาได้ด้วย พระคงคา ท่านคงรู้จักพระคงคา พระคงคาเนี้ยเดิมทีเดียวอยู่เฉพาะบนสวรรค์ในคืนเดือนมืดจะปรากฏเป็นสี เป็นแสงระยิบระยับ เรียกว่า เป็นทางช้างเผือก นั้นแหละ เรียก พระคงคาสวรรค์ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า milky way คำเดียวกันนะครับ พระคงคาอยู่บนสวรรค์น่ะครับ แล้วครั้งหนึ่ง มีกษัตริย์องค์หนึ่ง ชื่อ ท้าวสาคร ท้าวสาครมีโอรสหกหมื่นองค์ อย่าไปสงสัยน่ะ เทพท่านมีมากของท่านได้ มีโอรสถึงหกหมื่นองค์ โอรสทั้งหกหมื่นองค์เนี้ย ตายทั้งหมดเลย ตายอยู่บนพื้นโลกเนี่ยแหละ ท้าวสาครก็อยากจะให้โอรสทั้งหกหมื่นองค์นั้นขึ้นสวรรค์ วิธีการจะขึ้นสวรรค์ได้ก็มีวิธีเดียวเท่านั้นแหละครับ คือ ให้พระคงคาจากสวรรค์มาสัมผัสกระดูกของลูก อะนะ ท้าวสาครเลยทำพิธีอัญเชิญ อัญเชิญให้พระคงคาเสด็จมายังมนุษย์โลก พระคงคาก็ตกลงจะเสด็จลงมายังมนุษย์โลก แต่ว่าพระคงคานั้นมีความแรงมาก เพราะไหลอยู่บนอากาศนะแรงมากนะครับ ถ้าไหลลงมาสู่พื้นโลก โลกอาจจะแตกทันที ดังนั้น จะลดความแรงลงก็โดยการไหลผ่านผมพระศิวะ ไหลผ่านลงมา ไหลผ่านองค์พระศิวะลงมาด้วย ลงมาตามภูเขา พระคงคาจึงมีกำเนิดจากภูเขาหิมาลัยแล้วก็ไหลลงไป เนี้ยไหลลงมาจากสวรรค์นะครับ
แม้แต่ในเรื่องขุนช้างขุนแผนก็ยังกล่าวถึงพระคงคาไว้ว่า .... อากาศะคงคาชลาศิลป..... เมื่อใช้คำนี้ แปลว่า คงคาน่ะเดิมทีเดียวอยู่บนอากาศ ไหลผ่านเศียรพระศิวะลงมาเป็นแม่น้ำ ด้วยเหตุที่เป็นพระคงคาสวรรค์ประการหนึ่ง และไหลผ่านเศียรพระศิวะอีกประการหนึ่ง จึงเป็นแม่น้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ แม่น้ำคงคาเนี้ย มีความศักดิ์สิทธิ์บรรดาผู้นับถือฮินดู เนี่ยจะลงไปอาบ ลงไปสระสนามตัว ให้มีความเป็นสิริมงคล มีพิธีทำอยู่เป็นประจำเลย แล้วก็ในการเผาศพ ถ้าศพที่ไหม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจะโยนอัฐิลงไปในพระคงคา ศพนั้นก็จะเป็นมงคลได้ขึ้นสวรรค์นั้นได้ เป็นความเชื่อของชาวฮินดูเค้า เขาเชื่อเช่นนั้นก็ดีอยู่หรอกครับ ที่น่าตั้งข้อสังเกตก็มีอยู่ล่ะครับ แม่น้ำคงคาไม่เคยเน่าเลยน่ะครับ ไม่เคยเน่าเลย ที่ไม่เน่าคงไม่ใช้แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียวหรอกครับ แต่ฮินดูนั้นเค้านับถือพระคงคาเป็นเทพเจ้า เพราะฉะนั้น เขาไม่นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ มาปลอมปนกับสิ่งไม่ดี เค้าจึงไม่ทิ้งขยะ ไม่ทิ้งของโสโครกลงในแม่น้ำ เมื่อไม่ทิ้งลงไป แม่น้ำคงคาจึงไม่เน่า จัดเป็นแม่น้ำสายเดียวที่แปลกที่สุดครับ ไม่มีมลภาวะมากมายอะไรในนั้น
ถ้าแม่น้ำเมืองไทยศักดิ์สิทธิได้อย่างนั้นก็คงจะดีน่ะท่านน่ะ นี่ของเรา ก็มีแม่น้ำหลายแม่น้ำเป็นท่อน้ำดี ๆ นะแม่น้ำได้อาบ ใช้ดื่มได้ แต่เราก็ทำเป็นท่อน้ำทิ้งน้ำเสียไปซะเลย เน่ากันไปหมด ถึงเวลาปีหนึ่งก็มีประเพณีขอบคุณน้ำ เรียกว่า พิธีลอยกระทง หลังจากทำร้ายแม่น้ำมา ๓๖๔ วัน ก็ขอบคุณกันทีหนึ่ง ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ถ้าแม่น้ำของเราได้รับการรักษานับถือแบบในอินเดีย คือ เหมือนแม่น้ำคงคาเนี่ย มันคงจะดียิ่งกว่านี้ ยิ่งกว่านี้
นี้ก็ได้กล่าวถึงว่า เหตุใดนะครับ พระศิวะจึงมีผมยาวยิ่งกว่านี้ เอ้อ แม่น้ำคงคาไหลผ่าน น้ำคงคาเนี้ยก็เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีคนนับถือเยอะ บางคนไปเมืองอินเดียมา ก็ยังอุตส่าห์ตักน้ำคงคามาด้วย ผมก็เคยไปครั้งหนึ่ง ไปนั่งกินอาหารอยู่เมืองพาราณสี กินเสร็จเขาก็เอาน้ำมาให้ดื่ม ก็ดื่ม ดื่มเสร็จ เขาก็บอกว่าน้ำนี้ได้จากคงคา ผมมีอาการไม่สู้จะสบายใจนัก เพราะเพิ่งไปเห็นแม่น้ำคงคาตรงที่เขาเผาศพแล้วเขาโยนเอากระดูกลงไปนะ ÁÑนก็เลยไม่ค่อยจะดีเท่าที่ควร
อันนี้ ก็เป็นเรื่องของแม่น้ำคงคา ก็เป็นอันว่าเราเชิญพระศิวะลงมา แต่ยังเชิญไม่หมดคาถานะครับ พอดีมันจะหมดเวลาซะก่อน ไปถึงคำว่า .....ทรงอินทรชฎา..... คือ พระศิวะนั้นมีผมยาวนะครับ มีผมยาว จากนั้น เอาเป็นว่าขณะนี้อัญเชิญพระศิวะลงมาแล้ว จะใช้คาถาทั้งหมดมันก็คงจะนานมากไปกว่านี้นะครับ พระศิวะนี่ก็มาในพิธีจัดว่าเป็นเทพองค์ที่ ๒ คำว่า ศิวะ ชีวะนี้ ไทยเราเรียก อิศวร พระอิศวรเนี่ยละครับ ทรงโคนนทิ หรือโคอุสพระราช พระศิวะนั้น มีลักษณะนิสัยแตกต่างไปจากพระนารายณ์ พระศิวะนั้น รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในพระราชพิธี ๑๒ เดือนว่า พระศิวะโปรดการ Society คือ ชอบงานสังคม ส่วนพระนารายณ์นั้นโปรดการ Privacy แปลว่า ไม่ชอบการสมาคมเท่าไหร่นัก พระนารายณ์นั้นพอทำงานเสร็จก็ไปบรรทมที่เกษียรสมุทร ส่วนพระศิวะนั้นชอบงาน ชอบงานเต้นรำ ชอบอะไรต่าง ๆ มากมายนะครับ นี่ก็เป็นนิสัยที่แตกต่างกันของทวยเทพ
ก็ทวยเทพเหล่านี้นั้นฮินดูก็กำหนดกันขึ้นมา คนไทยก็ร่ำเรียนกันมาบ้างจากตำราต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าบุคลิกของทวยเทพแต่ละองค์ก็ไม่สู้จะเหมือนกันนักหรอกครับ นี่ก็อัญเชิญมาแล้ว ๒ องค์ ก็คาดว่าในคราวต่อไปนี้ จะได้อัญเชิญพระพรหมมาในพิธีนี้ เพื่อจะประกอบในพิธีแช่งนี้นี่ก็ใช้เวลาถึง ๒ สัปดาห์ทีเดียวนะท่านนะในการอัญเชิญทั้งหลาย กว่าจะได้พระพรหมลงมา ก็คงจะเป็นเวลาในคราวหน้าก็แล้วกันนะครับ ในคราวนี้ก็ผม นายประจักษ์ สายแสง ก็ขอกราบลาท่านผู้ฟังไปก่อนครับ พบกัน ในสัปดาห์หน้าครับ