วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 7 เรื่อง ความเหมือนกันของวรรณกรรม
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
- นิทานปาจิต-อรพิม
- พระลอ
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ วันนี้ก็อากาศร้อนเหมือนกับทุกวัน ผมจะเริ่มต้นเรื่องวรรณกรรมในการเปิดงานแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด ท่านประธานท่านก็พร้อมที่จะเปิดงาน หลังจากมีการกล่าวรายงานแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่ของเรานำแฟ้มไปให้ท่านประธานกล่าวเปิดงาน ท่านประธานคงมีอาการมึนศีรษะจากอากาศร้อนสักเล็กน้อย ท่านก็เลยอ่านในแฟ้มนั้น ซึ่งได้เตรียมมาเป็นอย่างดีแล้วอ่านว่า " กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน " ทุกคนฟังดูก็พอใจว่าท่านประธานเริ่มต้นด้วยเพลงกราวกีฬา ส่วนท่านประธานก็พอใจในคำร่างกล่าวรายงานนั้นก็อ่านต่อไปว่า " ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะลาลา " ท่านชักสงสัยว่าทำไมกล่าวเปิดงานมี ตะลาลา เข้ามาด้วยไม่ทราบ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผู้ที่เขาเขียนกล่าวรายงานนั้นเขาจับเอาเนื้อเพลงกราวกีฬาไปใส่แทนที่จะเอาคำกล่าวเปิดงาน ผมเล่าให้ฟังเพื่อให้คลายความร้อนเท่านั้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมนั่งรถกลับจากอุตรดิตถ์มาพิษณุโลกก็พบกับนิสิตเก่า เขาบอกว่าจำเสียงอาจารย์ได้เวลาออกรายการวรรณกรรมสองแคว แล้วเขาก็ถามว่า เขามีความสงสัยว่า เหตุใดวรรณกรรมบางเรื่องหรือหลายเรื่องจึงมีเนื้อความคล้ายๆกัน มีเนื้อเรื่องคล้ายๆกัน ผมก็จะถือโอกาสตอบในครั้งนี้ การที่วรรณกรรมไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมนิทานหรือวรรณกรรมที่เขียนขึ้นก็แล้วแต่มันจะมามีเนื้อเรื่องเหมือนกันเข้า มันอาจมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ก็ได้
ประการแรก เพราะว่ามันมีที่เกิดมาจากที่เดียวกัน เป็นเรื่องเดียวกันและเล่าต่อกันมา จนกระทั่งมันออกไปตามสถานที่ต่างๆ ข้ามไปภาคต่างๆ ข้ามไปประเทศต่างๆ จากนั้นพอมาเล่าให้ฟังอีกที มันจึงมีเนื้อเรื่องเหมือนกัน ที่เหมือนกันเพราะมาจากที่เดียวกัน นี่เป็นประการแรก
ประการที่สอง มันเกิดจากว่าผู้ที่แต่งเรื่องมีหลายคน และแต่ละคนนั้นมาคิดเหมือนกันเข้า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ที่คิดเหมือนกันได้ก็เพราะเขาอาจจะผ่านประสบการณ์ทางด้านของวัฒนธรรมคล้ายๆกันมาก็ไปคิดเหมือนกัน หรือมีแนวทัศนะปรัชญาคล้ายๆ กัน เลยคิดเหมือนกันอย่างนี้ก็อาจเป็นได้ ก็หมายความว่าคนแต่งเป็นคนละคนกัน แต่มาแต่งเรื่องคล้ายๆ กันเพราะว่าคิดเหมือนกัน ยกตัวอย่างซึ่งอาจจะมาจากกรณีไหนก็ไม่ทราบ จะมาจากเรื่องเดียวกันหรือคิดเหมือนกันก็แล้วแต่ ตัวอย่างเช่น ลิลิตพระลอ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ของไทยทีเดียว ลิลิตพระลอซึ่งกล่าวถึง ตระกูลของเมืองแมนสรวงกับเมืองสอง เขาไม่ถูกกันอะไรก็แล้วแต่เถอะ แล้วจากนั้นก็ปรากฏว่าพระลอซึ่งเป็นเจ้าเมืองแมนสรวงไปชอบพอเข้ากับพระเพื่อนพระแพง ซึ่งเป็นลูกสาวของทางเมืองสอง นี้พูดแบบชาวบ้าน ถ้าพูดแบบวรรณคดีต้องอีกแบบหนึ่ง ต้องมีการทำเสน่ห์ต้องมีอะไรอีกเยอะนี้สรุปง่ายๆ ว่า ทั้งคู่เกิดมาชอบกันเข้าโดยที่ตระกูลของทั้งสองฝ่ายนี้เป็นศัตรูกัน แล้วเรื่องก็จบลงเป็นแบบโศกนาฏกรรม นั่นคือตายหมดทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพระลอหรือพระเพื่อนพระแพง ง่ายๆ
ก็คือแนวคิดของเรื่องเป็นอย่างนี้แต่ถ้ารายละเอียดจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง มันเพราะ ไพเราะ และผูกเรื่องซับซ้อนกว่าที่ผมพูดเยอะเลย โดยสรุปก็คือ สองตระกูลไม่ถูกกัน แต่ว่าคนในตระกูลในรุ่นหลังเกิดชอบพอกัน เรื่องก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม เรื่องลิลิตพระลอมีส่วนคล้ายคลึงกับเรื่องท้าวขูลู-นางอั้ว ซึ่งเป็นวรรณกรรมของอีสาน เรื่องของท้าวขูลู-นางอั้วนี้ก็เช่นเดียวกัน ท้าวขูลูกับนางอั้วเกิดไปชอบพอกันเข้า แต่ทั้งสองตระกูลนั้นตอนหลังไม่ถูกกัน เพราะว่ามีความคลางแคลงใจกัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งไม่แบ่งบักส้มเกี้ยงให้ ก็อาจจะไม่ให้ผลไม้กันทำนองนั้นก็เลยทะเลาะกัน ทั้งสองคนนี้รักกัน ท้ายสุดก็จบลงแบบโศกนาฏกรรมเหมือนกัน สองเรื่องนี้คล้ายกัน ถ้าไปเทียบกับต่างประเทศเข้าอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง
โรมิโอและจูเลียต ซึ่งกวีเชคสเปียร์วิลเลียม เชคสเปียร์ของอังกฤษแต่งขึ้น อันนี้ยิ่งน่ารักใหญ่เลย ตระกูลมอนตาคิวกับตระกูลคาปูเล็ต เขาไม่ถูกกัน แต่ก็ปรากฏว่าโรมิโอก็ไปชอบกับจูเลียตเข้า แล้วเรื่องก็จบลงคล้ายกันคือเป็นแบบโศกนาฏกรรมที่น่าสนใจก็คือว่า เรื่องทั้งสามเรื่องนี้มันมาคล้ายกันทางด้านของแนวคิดหรือทางด้านของแก่นเรื่อง ขอพูดเป็นภาษาวิชาการว่า ถ้าแก่นเรื่องพูดเป็นภาษาวิชาการ เขาเรียกว่า Motif เรียกเป็นภาษาไทยว่า สารัตถก็ได้หรืออนุพากษ์ก็ได้ ถ้าเป็นภาษาวรรณคดี แก่นเรื่องหรือแนวคิดเขาเรียกว่า Theme มันมาเกิดคล้ายกันเข้า ที่คล้ายกันก็สงสัยว่าใครเอาอย่างใครหรือไม่ หรือว่าคิดเหมือนกัน แม้แต่ชื่อตัวเอกก็ชื่อใกล้เคียงกัน คำว่าพระลอฟังดูคำว่าลอ คำว่าท้าวขูลู ดูคำว่าลู ลูกับลอก็ใกล้เคียงกัน และมิหนำซ้ำโรมิโอ ตัดคำว่ามิโอออกเหลือคำว่าโรคำเดียว ลอ-ลู-โร ทำไมจึงคล้ายกันได้ถึงเพียงนี้ นี่จะเป็นเพราะว่าเขาคิดเหมือนกันหรือมันมีกำเนิดเดียวกันแล้วแพร่ออกไปก็ไม่แน่ใจ ก็ทิ้งให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ศึกษาทางด้านวรรณคดี ศึกษาทางด้านวรรณกรรมให้ช่วยกันค้นคว้าต่อไป การคล้ายกันของวรรณกรรมนั้น ส่วนใหญ่จะคล้ายกันที่แนวคิด บางครั้งก็คล้ายกันไปทั้งหมด แนวคิดหลายแนวคิดคล้ายกัน
บางครั้งก็มีบางแนวคิดที่คล้ายกันแทรกอยู่ในเรื่อง นั่นคือเรื่องใหญ่จะไม่เหมือนกัน แต่มีแนวคิดบางเรื่องที่มันเข้าไปเหมือนกันเข้า ในโครงเรื่องของเรื่องใหญ่นั้นผมจะยกตัวอย่างความคล้ายคลึงกัน ในบางส่วนของนิทานเรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิมซึ่งเป็นนิทานของอีสานทางเขตของทางนครราชสีมา บุรีรัมย์อะไรพวกนี้ เรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิม ที่จะยกตัวอย่างก็เพราะว่าบางส่วนนั้น มีส่วนคล้ายคลึงกับมหาชนกชาดกแต่ว่าเป็นเพียงส่วนย่อย
ก็คงจะต้องเล่าเรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิมเสียก่อน เผอิญเหลือเกินเรื่องนี้ จะมีส่วนในเรื่องชื่อสถานที่ของสถานที่ต่างๆ ใน จ.นครราชสีมาแล้วก็บุรีรัมย์ด้วย ท่านก็ลองฟังดูก็แล้วกันว่า ท้าวปาจิตเป็นลูกของเจ้ากรุงขอม โหรทำนายว่าเนื้อคู่ยังไม่เกิด อันนี้ลำบากหน่อย แล้วเนื้อคู่นั้นอยู่ทางทิศตะวันตก ท้าวปาจิตก็เดินทางเข้ามาทางทิศตะวันตก ก็คงเข้ามาทางเมืองไทยเพราะอยู่ขอมมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ก็ไปพบผู้หญิงคนหนึ่งไถนา กำลังไถนาอยู่ ขณะที่ไถนานั้น พระอาทิตย์ก็ทรงกลดตลอดบังไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นถูกแดด แสดงว่าเป็นคนมีบุญ ท้าวปาจิตก็เลยเข้าไปคุยกับผู้หญิงคนนั้น ก็ทราบว่าเธอตั้งท้องอยู่ได้ 1 เดือนแล้ว ท้าวปาจิตก็บอกว่าถ้าแม้นลูกที่คลอดออกมาเป็นผู้ชายก็จะขอเป็นเพื่อน ถ้าหากว่าเป็นผู้หญิงก็จะขอเอาไปแต่งงานด้วย ทำนองนั้น ก็ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิง ท้าวปาจิตก็เลี้ยงดูเด็กผู้หญิงนั้นเป็นอย่างดี จนกระทั่งอายุได้ 15 ปี
ท้าวปาจิตก็เดินทางกลับไปกรุงขอมเพื่อจะนำขบวนขันหมากมาหมั้นนางอรพิม เดินทางกลับไป ข่าวความงดงามของนางอรพิมเลื่องลือไปจนกระทั่งถึงท้าวพรหมทัต ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเจ้าเมืองหนึ่ง ท้าวพรหมทัตจึงมารับนางอรพิมเข้าไปเพื่อจะอภิเษก แต่นางอรพิมไม่ยินยอมท้าวพรหมทัตก็ไปแตะต้องตัวไม่ได้เพราะนางเป็นคนมีบุญ แตะตัวก็ร้อนจัดไม่ใช่ตัวนางร้อนธรรมดา ท้าวพรหมทัตร้อนถูกตัวนางไม่ได้ นางอรพิมก็รอท้าวปาจิตอยู่
ส่วนท้าวปาจิตก็ยกขบวนขันหมากอย่างมโหฬารจากเมืองขอมเข้ามา พอมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นแม่น้ำ ก็มีคนไปบอกว่าบัดนี้ท้าวพรหมทัตได้พรากนางอรพิมไปอยู่ในวังเสียแล้วตามแบบของนิทาน ท้าวปาจิตได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจัด จัดการเอาขันหมากทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นภาษาทางเขตโคราชเขาเรียกว่าการมาดกัน มาดแปลว่าหมั้น นำขขันหมากทั้งหมดทรัพย์สินเงินทองโปรยปรายในแม่น้ำ บริเวณที่ทิ้งขบวนขันหมากนั้นจึงชื่อว่าลำปลายมาศ มันเป็นชื่อ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เอาขันหมากทิ้งไปเลยที่ลำปลายมาศ ท้าวปาจิตก็เดินทางเข้ามาทันทีมาพบกับแม่ของนางอรพิม ครั้นถามว่านางอรพิมได้ถูกพาเข้าไปในวังแน่นอนแล้ว ท้าวปาจิตก็ตามเข้าไปในวัง นางอรพิมพอมองเห็นท้าวปาจิตเท่านั้นก็อุทานออกมาว่า " พี่มาแล้ว " คำว่าพี่มาแล้วก็กลายเป็น " พิมาย " ในเวลาต่อมา ชาวบ้านเขาเล่ากันแล้วผมนำมาเล่าต่อ เดี๋ยวจะนึกว่าผมไปบอกอย่างนั้น เมืองพิมายก็มาจากคำว่าพี่มาแล้ว จากนั้นนางอรพิมก็จัดการเลี้ยงดูท้าวปาจิต ท้าวพรหมทัตก็มาร่วมวงอาหารนั้นด้วย
นางอรพิมก็ให้ท้าวพรหมทัตดื่มเหล้าไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเมา พอเมาเต็มที่นางอรพิมก็ใช้มีดแทงท้าวพรหมทัต ท้าวพรหมทัตก็ตายไป นางอรพิมก็พาท้าวปาจิตหรือท้าวปาจิตพานางอรพิมก็ไม่ทราบ หนีออกจากวังออกไป หนีไปจนกระทั่งถึงลำน้ำแห่งหนึ่ง จะข้ามก็ข้ามยากมากเพราะน้ำกว้าง แม่น้ำกว้างและก็ไหลเชี่ยวมีจระเข้ด้วย ขณะที่หาทางจะข้ามนั้นก็มีนักบวชคงจะเรียกว่าเป็นเถร พายเรือมาตามลำน้ำ ท้าวปาจิตก็เรียกนักบวชหรือเถรผู้นั้นเข้ามา บอกว่าเราอยากจะขอข้ามน้ำไปด้วย ไปกับเรือของท่านนี้จะได้ไหม เถรนั้นมองเห็นนางอรพิมมีความสวยงามก็อยากให้นางอรพิมมาอยู่ด้วย จึงคิดอุบายที่จะพรากเขาจากกัน เถรก็เลยบอกว่าข้ามก็ข้ามได้แต่ต้องข้ามทีละคน เพราะว่าเรือมันเล็ก ใครจะมาก่อนก็มาเถอะ ท้าวปาจิตก็ตกลงให้นางอรพิมนั่งเรือไปกับเถรสองคน เถรก็พายเรือไปถึงกลางแม่น้ำ พอถึงกลางแม่น้ำซึ่งน้ำไหลเชี่ยวมาก เถรก็รีบพายเรือตามน้ำทันที เรือก็แล่นไปโดยรวดเร็ว
ท้าวปาจิตรู้ว่าเถรคิดไม่ซื่อแล้ว ก็รีบวิ่งตามเรือลำนั้น แต่วิ่งไม่ทัน เพราะน้ำเชี่ยวประการหนึ่งและเถรก็พายเรือตามน้ำด้วย วิ่งไปเป็นเวลานาน ในที่สุดเรือก็ลับคุ้งน้ำไป ท้าวปาจิตก็ล้มสลบลงไปตรงนั้น นางอรพิมนั่งไปในเรือกับเถร นางเป็นผู้หญิงที่เก่งไม่แสดงอาการตกอกตกใจวี้ดว้ายกระตู้วู้แต่ประการใด นางนั่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนางมองเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง มีลูกมะเดื่อสวยสุกงามเป็นสีแดงมาก นางก็ชี้ไปพร้อมกับบอกว่าพี่เถรเก็บมะเดื่อนั้นมากินดีไหม เถรก็ตกลงวาดเรือเข้าไปจอดที่โคนต้นมะเดื่อ เถรก็ขึ้นไปบนต้นมะเดื่อ นางอรพิมก็บอกขึ้นไปสูงๆ สิ สูงๆ ลูกมันสวย เถรก็ขึ้นไปตามคำบอกเช่นนั้น ฝ่ายนางอรพิมก็จัดการไปหักเอารังมดแดงจำนวนมากมาเคาะที่โคนต้นมะเดื่อ มดแดงเป็นพันๆ ก็ขึ้นไปกัดเถร มันจะกัดถูกอะไรก็ไม่รู้เถรก็ตายอยู่บนต้นมะเดื่อนั้น บริเวณที่เถรตายนั้นก็มีชื่อเรียกในปัจจุบันว่า ต.โนนตาเถร คาดว่าขึ้นกับ อ.ประทาย จ.นครราชสีมา และก็เป็นประวัติชื่ออีกที่หนึ่ง
นางอรพิมเมื่อเห็นเถรตายแน่นอนแล้วก็จัดการพายเรือทวนน้ำขึ้นมาหาท้าวปาจิต แต่ตามเท่าไรก็ไม่พบ จนนางหมดกำลังใจที่จะตาม นางก็ทรุดนั่งลง กำลังนั่งอยู่ได้ยินเสียงสัตว์สองชนิดต่อสู้กัน นางก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไปแอบดู เห็นพังพอนกับงูเห่ากำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต่อสู้ไปต่อสู้มางูเห่าตาย พองูเห่าตายพังพอนก็เดินไปที่รากต้นไม้ชนิดหนึ่งกัดเอารากต้นไม้นั้นมาพ่นใส่งูเห่า งูเห่าฟื้นกัดกันต่อ กัดไปกัดมาพังพอนตาย งูเห่าก็เลื้อยไปที่รากต้นไม้ต้นนั้น เอารากต้นไม้นั้นมาพ่นใส่พังพอน พังพอนฟื้นกัดกันต่ออีก ตายกันอยู่หลายรอบ ฟื้นหลายรอบ จนที่สุดเหนื่อยก็เลยแยกย้ายกันไป นางอรพิมก็สนใจรากต้นไม้นั้น ก็จัดการขุดตัดรากต้นไม้นั้นส่วนหนึ่งไม่ได้เอามาทั้งต้น
นางอรพิมสงวนทรัพยากรธรรมชาติ นางเอารากต้นไม้นั้นก็เดินทางตามท้าวปาจิตต่อไป ก็ถึงเมืองๆ หนึ่ง พระธิดาถูกงูเห่ากัดตาย เจ้าเมืองก็ประกาศว่าถ้าใครรักษาพระธิดาให้ฟื้นได้จะให้แต่งงานกับพระธิดาแล้วก็แบ่งเมืองงให้อีกครึ่งหนึ่งด้วย นางอรพิมก็ไปรักษาพระธิดาหายฟื้นขึ้นมาเลย แต่ไม่ขอรับจะแต่งงานและไม่ขอรับเมืองที่เขาจะแบ่งให้ ขอให้เขาสร้างวัดให้แทน สร้างวัดให้นางก็ให้ตั้งโรงให้ทานสำหรับให้อาหารคนที่เดินทางผ่านมาใครหิวใครอดมาจากไหนก็กินกันอยู่ที่นั่น จากนั้นที่โรงทานนั้นให้วาดรูปเริ่มตั้งแต่ชายคนหนึ่งไปพบผู้หญิงคนหนึ่งกำลังไถนา แล้วพระอาทิตย์ทรงกลดกั้น หญิงผู้นั้นคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงชื่อว่านางอรพิม
แล้วก็กล่าวถึงท้าวปาจิตกลับไปกรุงขอมนำขบวนขันหมากมาแล้วก็ทิ้งขันหมากทั้งหมดที่ลำปลายมาศ ตามมาพบนางอรพิมจากนั้นก็ช่วยกันฆ่าท้าวพรหมทัตตาย แล้วก็เดินทางไป เรื่องไปจบลงที่ว่า นางอรพิมนั่งเรรือไปกับเถรแล้วท้าวปาจิตก็สลบไป จบแค่นั้นแล้วนางก็บอกว่า ให้ดูว่าคนที่มากินอาหารที่โรงทานนั้นมีอาการเช่นใด เขาก็คอยดูกันอยู่เกือบ 3-4 เดือน ก็มีพวกที่เฝ้ายามอยู่มาเล่าให้ฟังว่ามีผู้ชายคนหนึ่งมารับอาหารที่แจกทานให้ หลังจากกินเรียบร้อยแล้วก็ไปดูภาพต่างๆ ที่เขียนไว้ ดูแล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลย นางอรพิมซึ่งเป็นสมภารไปแล้วตอนนี้ ก็จัดการออกไปดูก็พบว่านี่คือท้าวปาจิตอย่างแน่นอน นางจึงลาสิกขาและคืนวัดนั้นให้แก่เจ้าเมือง ส่วนตัวก็พาท้าวปาจิตเดินทางกันต่อไป
ที่ผมเล่ามาถึงเรื่องตรงนี้ก็เพื่อจะให้เห็นว่าเรื่องของการที่วาดรูปและปรากฏอยู่ให้คนมาอ่านมันคล้ายกับเรื่องมหาชนกชาดก มีส่วนคล้ายอยู่พอสมควร แต่คล้ายก็คล้ายเพียงส่วนนี้ส่วนเดียวเท่านั้นก็หมายความว่าส่วนอื่นแตกต่างกัน แต่มาคล้ายกันส่วนเดียว ถ้าอย่างนี้จะเป็นไปได้ไหมว่าเขารับเอาแนวคิดหรือแก่นเรื่องบางส่วนมาใส่ในท้าวปาจิตกับนางอรพิม นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดทีเดียวว่ามันจะเหมือนโดยบังเอิญหรือว่ารับเอามา แต่ท่าทีที่ดูว่าจะรับเรื่องนี้เอามาดูจะฟังเข้าเค้าดีกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะเปรียบเทียบกันมาก คือเรื่องปลาบู่ทองของภาคกลาง กับเรื่องนางอุทธราของล้านนา หรือถ้าไม่เป็นเรื่องนางอุทธราก็เรียกอีกเรื่องหนึ่งว่า เรื่องเต่าน้อยอองคำ อองแปลว่ากระดอง เต่าน้อยกระดองทองนั่นเอง สองเรื่องมีส่วนในเรื่องของแนวคิดคล้ายกันในเรื่องของความอิจฉาริษยา ซึ่งพวกเรารู้จักเรื่องปลาบู่ทองดี แต่เรื่องเต่าน้อยอองคำคงจะไม่รู้จัก แต่ถ้าพูดว่ามันมีแนวคิดของเรื่องคล้ายกันหรือมีอนุพากย์มีสารัตถคล้ายกัน
ก็คงพอจะทราบว่าเรื่องนี้คล้ายกับนางเอื้อยนางอะไรทำนองนั้น ที่เราเคยดูกันในทีวี สองเรื่องนี้คล้ายกัน แล้วก็อีกสามเรื่องน่าสนใจมาก คือเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับเรื่องสุวรรณหอยสังข์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมของล้านนา และเรื่องหอยสังข์ซึ่งเป็นวรรณกรรมจากบุตรดำของนครศรีธรรมราช ทั้งสามเรื่องนี้มีส่วนคล้ายกันเกือบจะทั้งหมด นั่นคือกล่าวถึงคนที่คลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์ จากนั้นในหอยสังข์ก็ต้องมีคนอยู่ในนั้น ซึ่งต่อมาก็คือพระสังข์ เร่องคล้ายๆ กันอย่างนี้ แต่รายละเอียดของเรื่องอาจจะแตกต่างกันบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะว่าสุวรรณหอยสังข์นั้นเป็นนิทานที่ใช้อ่านในวัดเพราะฉะนั้นจะตัดบางส่วนออกไป เช่นส่วนตอนที่พระสังข์ไปอยู่กับนางพันธุรัต อันนั้นไม่เอามาเล่าเหตุที่ไม่เอามาเล่าก็เพราะว่า มันแสดงถึงความไม่รู้สึกสำนึกบุญคุณของพระสังข์ที่มีต่อนางพันธุรัตเพราะฉะนั้นเอาไปเล่าเป็นชาดกลำบาก ทางล้านนาก็เลยตัดออก ส่วนทางของภาคกลางกับทางของภาคใต้คือเรื่องสังข์ทองกับเรื่องหอยสังข์นั้นมีส่วนคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ เรื่องสังข์ทอง เรื่องสุวรรณหอยสังข์ และเรื่องหอยสังข์ของทั้งสามภาค คือภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้ มันมีอิทธิพลต่อความคิดของคนในท้องถิ่นเขามากมาย จนกระทั่งมีชื่นสถานที่ที่มันมีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องนี้เช่นที่นครสวรรค์ก็มีเรื่องของตาคลี ซึ่งปัจจุบันคือ อ.ตาคลี หรือว่ามีเรื่องของเวียงเจ้าเงาะที่ จ.อุตรดิตถ์ มีสนามตีคลีของทาง อ.คีรีมาศ สุโขทัย อะไรทำนองนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องการล่มไปของเมืองใหญ่ๆ เช่นเมืองโยนก เชียงแสน เมืองทั้งเมืองถล่มจมหายไปใต้บาดาล เพราะว่าประชาชนไปกินปลาไหลเผือก ในขณะที่การถล่มไปที่เกิดเป็นหนองหานของสกลนครนั้น ก็เพราะประชาชนของเขาไปกินกระรอกเผือกหรือฮอกด่อนเข้า
คล้าย ๆ กับบึงราชนก ที่พิษณุโลกนี่ก็กล่าวว่า แต่เดิมเป็นเมืองแล้วก็ถล่มไป ที่ถล่มไปก็เพราะว่าคนไปกินปลาหมอตัวขนาดใหญ่เกินขนาด ก็เลยล่มไป
ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่าการล่มไปของเมือง เกิดจากการกินอาหารที่มันแปลกประหลาด เช่น ปลาไหลเผือก กระรอกเผือก หรือปลาหมอขนาดใหญ่ มันเป็นไปได้ไหมว่า ล่มไปเพราะโรคระบาดบางประเภททางทางเดินอาหาร
อันนี้ต้องมีการตีความเรื่องการล่มไปของเมือง มันไม่ใช่นิทานเรื่องทั่ว ๆ ไป แต่มันเป็นนิทานที่มีเค้าทางด้านที่จะสันนิษฐานอะไรบางประการ ว่าการถล่มไปของเมืองเหล่านี้ เกิดจากเรื่องของอาหารการกินที่ผิดสำแดง หรือว่าเป็นโรคระบาดหรือไม่
คำว่าโรคระบาดคำนี้ก็ต้องดูดี ๆ แม้แต่ในเรื่องที่พระเจ้าอู่ทองเสด็จหนีห่าตามลำน้ำป่าสัก "ห่า" คำนี้ถ้าเราจะเทียบเป็นอหิวาก็กระไรอยู่ เพราะถ้าเป็นอหิวา หนีห่าก็ต้องหนีขึ้นเหนือน้ำ ไม่งั้นห่ามันตามไปได้ ถ้าหนีตามลำน้ำป่าสักลงไป จนกระทั่งไปตั้งอยุธยา ห่าหรือโรคระบาดอันนี้ น่าจะเป็นมาลาเรีย
ซึ่งต่างจากการล่มของเมืองเชียงแสน เมืองหนองหาน แล้วก็บึงราชนกของพิษณุโลก อันนี้เกิดจากอาหารอย่างแน่นอน
สำหรับวันนี้คงต้องยุติรายการไว้เพียงเท่านี้ก่อน ผมนายประจักษ์ สายแสง ก็ขอลาท่านผู้ฟังที่เคารพ และก็ค่อยพบกันใหม่อีกครั้งในวันพฤหัสบดีหน้า เวลาเดียวกันนี้ สวัสดีครับ