วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 3 เรื่อง นิทาน "พระร่วง 3"
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง,
ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

สืบค้นเพิ่มเติม

     สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ รายการวรรณกรรมสองแควมาพบกับท่านเป็นประจำ ในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ความบันเทิง ลดช่องว่างระหว่างวัยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของนักวิชาการกับท่านผู้ฟังทุกท่าน ผมนายประจักษ์ สายแสงดำเนินรายการครับ

    ได้มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพหลายท่านครับ ท่านโทรมาถามผมว่า "วรรณกรรมสองแควที่ออกอากาศเนี้ย จะออกเฉพาะเรื่องนิทาน เรื่องนิยายอย่างเดียวหรือเปล่า" ผมก็กราบเรียนท่านว่า กราบขอบพระคุณท่านมากที่กรุณาเอาใจใส่ กรุณาให้ความสนใจกับรายการวรรณกรรมสองแคว เรื่องที่เราจะออกอากาศนั้น จะมีทั้งวรรณกรรมที่เป็นวรรณกรรมบอกเล่าหรือที่เราเรียกกันว่าวรรณกรรมมุขปาฐะ ขณะเดียวกันก็จะมีทั้งวรรณกรรมลายลักษณ์หรือที่เขียนขึ้น เป็นต้นว่าจะเป็นทั้งจารึกสุโขทัยหลักต่าง ๆ เรื่องไตรภูมิพระร่วงของพระยาลิไท เรื่องมหาชาติคำหลวงของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ วรรณคดีเรื่องพระลอ หรือวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตลอดจนวรรณกรรมปัจจุบันที่ได้รับรางวัลซีไรท์ และก็วรรณกรรมใหม่สุดเลยที่ได้รับรางวัลโนเบลของนักเขียนชาวจีนก็นี้นะครับ ก็จะนำมาด้วยครับ แต่ในครั้งแรก ๆ นี้จะออกอากาศในเรื่องของวรรณกรรมบอกเล่าเสียก่อน

     ก่อนอื่นผมคงขอความกรุณาว่าจะคงจะต้องกราบเรียนเรื่องคำว่ามุขปาฐะเสียก่อนนะครับ วรรณกรรมมุขปาฐะเนี้ยมันเป็นวรรณกรรมที่บอกเล่ากันด้วยคำพูดบอกเล่ากันด้วยวาจาไม่มีลายลักษณ์อักษรในยุคนั้นยังไม่มีนะครับ เรื่องพวกนี้ก็ได้แก่นิทาน พวกนิยาย พวกประวัติต่างๆ ปริศนา คำทาย เรื่องชื่อสถานที่ ภาษิตต่างๆ คำพังเพยต่าง ๆ นะครับ เรื่องพวกนี้มีความสำคัญอยู่มากทีเดียว

     ที่ว่าสำคัญประการใดนั้น ผมจะลองยกตัวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ สมมมติว่าท่านจะไปเยี่ยมเพื่อนที่เชียงใหม่ท่านจะนำอะไรไปฝากเพื่อนดีเพื่อนจึงจะพออกพอใจ เป็นเพื่อนผู้หญิงนี้นะเราจะไปเยี่ยมเค้าที่เชียงใหม่เนี้ย ถามว่าจะเอาอะไรไปฝากดีนั้น ก็เห็นจะต้องย้อนกลับเข้าไปว่าคนทางเชียงใหม่ คนทางล้านนานั้นเขาชอบอะไร จะทราบว่าเขาชอบอะไร ก็ลองไปฟังวรรณกรรมบอกเล่าหรือวรรณกรรมมุขปาฐะของเค้าดูในเรื่องของคำพังเพย ในเรื่องของภาษิตมีภาษิตล้านนาบทหนึ่งบอกว่า "ตุ๊กบ่อมีหยังกิน บ่อมีไผเอาไฟส่องต้อง ตุ๊กบ่อได้ย่องปี้น้องดูแควน" พูดเป็นภาษาไทยได้ว่า ความทุกข์อันเกิดจากไม่มีอะไรจะกินนั้นไม่มีใครเอาไฟมาส่องดูหรอกว่าท้องของเรามันแห้งมันแฟ้บไปแค่ไหนแต่ความทุกข์อันเกิดจากไม่ได้แต่งตัวอันนี้สิร้ายกาจมาก เพราะว่าแม้แต่ญาติพี่น้องกันก็ยังดูถูก แสดงถึงว่าทางล้านนานั้นเขานิยมแต่งตัว

     ในตอนนี้เห็นจะต้องให้อรรถาธิบายกันเสียก่อนว่าการนิยมแต่งตัวนั้นมันมีข้อดี มันมีอานิสงส์ประการใด การแต่งตัวนั้นถ้าเราแต่งตัวสวยงามแต่งตัวมีระเบียบก็ย่อมจะทำให้ผู้ที่พบเห็นมีความสบายอกสบายใจ คนที่แต่งตัวดีคือคนที่รับผิดชอบต่อสภาพจิตของสังคมโดยส่วนร่วม ถ้าเราแต่งตัวดีสังคมก็สบายใจตามไปด้วย ถ้าเราแต่งตัวไม่สวยงามแต่งตัวรุงรังสังคมก็คงเสียสุขภาพจิตไม่สบายใจตามไปด้วย คนล้านนาโดยเฉพาะผู้หญิงนั้นเขารับผิดชอบต่อสุขภาพจิตของสังคมโดยส่วนร่วม เพราะฉะนั้นเค้าจึงแต่งตัวสวยงามเพื่อสังคมจะได้มีความสุข มันเป็นธรรมดาครับ ในโลกเราเนี้ยนะครับ มนุษย์นั้นแถบจะไม่ทำอะไรให้ตัวเองหรอกครับ เราทำอะไรต่างๆ นั้น ทำให้สังคมทั้งสิ้น เราแต่งตัวมาสวยงามเพื่อให้สังคมมีสุขภาพจิตดี ดูอย่างนี้นะครับ หลายท่านเสียเวลาในตอนเช้าตั้งเป็นสิบนาที เพื่อจะแต่งตัวออกมานอกบ้าน แต่งตัวมาเสร็จเรียบร้อยท่านดูตัวเองตลอดเวลาหรือไม่ คำตอบคือไม่หรอกครับ แต่เราให้คนอื่นดูเรา แล้วเค้าก็สบายใจ เสื้อด้านที่สวยงามก็เอาออกมาข้างนอก ด้านที่เป็นตะเข็บก็ซ้อนไว้ข้างใน เพราะมันอยู่กับตัวเรา ไม่มีใครว่าอะไรหลายท่านมีเข็มประดับมาด้วย เข็มด้านที่สวยงาม ไอ้ส่วนที่มันเป็นเพชร เป็นพลอย เป็นทอง เป็นดอกไม้ก็หันมาข้างนอกให้คนอื่นได้ชมเชย ส่วนด้านที่มันเป็นเข็มจะแทงตัวเองก็หันเข้าข้างในตัวเอง ประทานโทษเถอะบางท่านก็สวมเสื้อผ้าสากลชุดดีมาเลยหละครับ แต่เสื้อกล้ามขาดก็มี เหตุที่เราไม่สนใจเสื้อกล้ามก็เพราะมันอยู่ในตัวเราเอง มันอยู่กับตัวเราเองไม่มีคนอื่นเห็น ไม่ทำให้คนอื่นเสียสุขภาพจิต โต๊ะหมู่บูชาก็เช่นเดียวกันท่านสังเกตให้ดีนะครับ โต๊ะหมู่บูชาจัดสวยงามมีดอกไม้บูชาพระพุทธรูปด้านที่สวยงามของดอกไม้ ด้านกลีบดอกนั้น จะหันหน้ามาทางผู้ที่ดูอยู่ด้านนอกนะครับ ส่วนด้านที่ไม่สวยหันให้พระพุทธรูป เนี้ยเป็นเรื่องที่น่าคิด คนเราทำอะไรทำเพื่อคนอื่นทั้งนั้น เหมือนกับพระพุทธรูปท่านก็คงไม่คิดกะไรหรอกครับที่ดอกไม้ที่บูชาเนี้ย มันหันด้านไม่สวยไปให้ท่าน

     นี้ก็เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นความสำคัญของวรรณกรรมที่บอกเล่าในเรื่องของภาษิต ในเรื่องของคำพังเพย เอ้าคราวนี้ถ้าเราจะไปเยี่ยมเพื่อนที่ขอนแก่น หรือที่มหาสารคราม ที่อีสานนี้นะครับ เราจะนำอะไรไปฝากเพื่อนดีละ เพื่อนจะได้พออกพอใจ มันมีภาษิตของอีสานบทหนึ่งเค้ากล่าวว่า "ทุกบ่ มี้เสี่ยผ่า ฝาเฮี้ยนดี๊ พอรี้อยู่ ทุกบ่อมี้หยังกินซิอยู่ได้จั๋งใด" พูดเป็นภาษาบ้านเราไทยกลางก็ว่า "ความทุกข์อันเกิดจากการไม่มีเสื้อผ้าสวมนั้น ถ้าบ้านเรือนเราดี ดี เราก็อยู่ในนั้นได้ ไม่เป็นน่า ไม่เป็นที่น่าอับอายอะไร แต่ถ้าไม่มีอาหารการกินนี้สิครับลำบาก" คนอีสานนิยมความอุดมสมบูรณ์ เค้าจึงมีความขยันในการทำมาหากินเพื่อให้พื้นที่เกิดความอุดมสมบูรณ์ ถ้าเราจะไปเยี่ยมเพื่อนที่อีสาน เราก็นำผลผลิตจากความอุดมสมบูรณ์ไปฝากจะเป็นแหนม เป็นผลไม้ จะเป็นแค็บหมูทอด จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ก็นำไปฝาก คนอีสานก็จะมีความพอใจ

     นี้ท่านคงเห็นความสำคัญนะครับ ว่าบรรดาวรรณกรรมบอกเล่าหรือวรรณกรรมมุขปาฐะที่มันเป็นภาษิต เป็นคำพังเพยเนี้ยมันใช้ได้อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน แล้วยิ่งอีสานมีเรื่องที่น่าสนใจมากด้วยนะครับ สมัยก่อนเนี้ยผู้หญิงผู้ชายคนอีสานนั้นเวลาจะเกี้ยวพาราสีกันด้วยวาจาเนี้ย เขาไม่ได้พูดกันด้วยภาษาธรรมดาแบบเรานะครับ เขาพูดกันในโอกาสอันเหมาะ และใช้ภาษาที่คล้องจองกันเป็นวรรณกรรม

     ผมยกตัวอย่างในเรื่องวรรณกรรมที่เรียกว่า ผญาอันนี้ต้องออกเสียงขึ้นจมูกนิดนึง ผญานี้หนะครับ ก็ผญาก็หมายถึงปัญญานะครับ ผญาบางประเภทใช้ในการเกี้ยวพาราสีกันนี้ก็จะจัดฉากให้ฟังว่าในคืนเดือนหงายสาวชาวอีสานในยุคก่อนนั้นก็แต่งตัวอย่างดีไปนั่งปั่นด้ายนะครับ มีนัยสำหรับปั่นด้าย ก็นั่งไปเรื่อยเลย ส่วนหนุ่ม ๆ ก็จะมาจีบสาวนั้น สาวก็คงจะมีแทบทุกบ้านนั่งปั่นด้ายอยู่ หนุ่มที่มาก็ไม่ได้มาคนเดียวครับ แต่มากันเป็นขบวนเลยเป่าแคนนำหน้ามาก่อนนะครับเดินตามกันมา พอไปถึงบ้านไหนที่หนุ่มคนไหนจะหยุดจีบสาวคนที่กำลังปั่นฝ้ายอยู่นั้นก็จะหยุดหนึ่งคน ส่วนขบวนก็จะเคลื่อนที่ไป ถ้าขบวนย้อนกลับมาใหม่เมื่อไหร่หนุ่มที่นั่งจีบนั้นจะมีพัฒนาการได้ผลประการใดไม่ทราบหละก็จะต้องลุกออกไป หนุ่มคนอื่นก็คงจะมาจีบแทน หลังจากที่ใช้เวลาเกี้ยวพาราสีอยู่นานแล้วไม่ได้ผลอะไรทำนองนั้น

      คราวนี้คำที่เข้าใช้ในการเกี้ยวพาราสีกันนั้นเป็นคำที่คล้องจองและใช้สติปัญญาขั้นสูง ยกตัวอย่างนะครับ สาวกำลังนั่งปั่นด้ายอยู่หนุ่มก็เดินมาถึงก็จะพูดว่า "อันว่างเวิ้นนี้มี๊ขอนค่องบ่อ พี่บ่อมี๊ขอนค่องแหทองอ้ายซิหว่านล้ง" หมายความว่า "ในหนองน้ำนี้นั้นมีขอนไม้หรือไม่ ถ้าไม่มีขอนไม้พี่จะทอดแหทองคำลงไปนะน้องนะ" ถ้าจะพูดกันตามความหมายจริงๆ ก็คือ น้องมีแฟนหรือยังนั่นเองหละ ทางฝ่ายหญิงถ้าไม่มีแฟนก็ต้องตอบออกมา หรืออาจจะตอบว่า โอ๊ย คนอีสานนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไรเวลาจะพูดก็จะต้องมีโอ๊ยขึ้นหน้าก่อนนะครับ อาจจะเป็นทำนองหรืออะไรทำนองนั้นมั๊งนะ "โอ๊ยน่องนิปลอดอ้อยส้อยเสมออ้อยกลางก้อกาบน่อยบ่อมีออนอน่อยบ่อมีแซมเน้ออ้ายเน้อ" "น้องนี้เปรียบประดุจจะอ้อยที่ขึ้นมากลางกอไม่มีอะไรมาแผ้วพาลเลยนะพี่" ถ้าจะสรุปความง่ายๆ ก็ว่า "น้องไม่มีแฟนหรอกจะจีบก็จีบเถอะ" นี้ถ้าคนภาคกลางไปฟังเข้า คนภาคกลางก็คงจะเหนื่อยใจเหมือนกันนะ ไอ้คนนึงก็ถามเรื่องจะทอดแห ยายคนนึงก็ตอบเรื่องอ้อย ที่เป็นอย่างนี้ เพราะเราไม่เข้าใจวรรณกรรมของคนอีสาน ซึ้งใช้ปัญญาเป็นอันมากในการกล่าวออกมา เราจึงเรียกวรรณกรรมประเภทนี้ว่า ผญา หรือผยาไม่ออกเสียงขึ้นจมูกก็ได้

       แต่ละที่นั้นขนบธรรมเนียมไม่เหมือนกันนะครับ วรรณกรรมก็เลยออกมาต่างกัน ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นชัดๆ สมมติว่าที่ลำปางนะครับบ่าวผู้หนึ่ง บ่าวนี้ก็คือชายหนุ่มนี้แหละ บ่าวผู้หนึ่งเปิ้ลจะไปแอ่วสาว เค้าไปเยี่ยมเยีอนเพื่อนสาวของเขา เปิ้นก็ขี่จักรยานเข้าไปเน้าะ เอะขี้มอเตอร์ไซด์เข้าไป ไปถึงหน้าหอพักของสาวเจ้าที่เรียนอยู่เป็นนักศึกษา สาวเจ้าเห็นหนุ่มมาเช่นนั้น เป็นเวลาประมาณสองทุ่มแล้ว สาวเจ้าก็ดับไฟปุ๊บเลย ถ้าดับไฟเช่นนี้แปลว่าไม่ต้อนรับ หนุ่มที่ขี้มอเตอร์ไซด์ไปจอดอยู่นั้นอาจจะร้องไห้ก็ได้เสียอกเสียใจ แต่ถ้าเป็นคนพิษณุโลก หนุ่มขี่มอเตอร์ไซด์ไปจอดอยู่หน้าหอแล้วสาวดับไฟปุ๊บ ความหมายมันตรงข้ามกับที่เชียงใหม่หรือที่ลำปางที่เมื่อสักครู่ต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้นคนที่พิษณุโลกนั้นก็คงจะมีลักษณะพิเศษหรือแตกต่างจากคนทางล้านนาและคนทางอีสาน

       ก็ที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ไงละครับ จะไปล้านนานะเอาของไปฝากเค้า ของจะฝากก็จะมี เครื่องประดับ เครื่องแตงกาย ถ้าจะไปอีสานนะครับก็เป็นอาหาร ของกิน ถ้าจะมาพิษณุโลกหรอครับ พิษณุโลกมันตั้งอยู่ระหว่างล้านนากับอีสานนะครับ อาจจะต้องเอามาทั้งสองอย่างก็ได้ เพื่อจะเอาอกเอาใจคนพิษณุโลกเนี้ย นี้ก็เป็นเรื่องที่เราได้จากพวกวรรณกรรมนะครับ ได้จากวรรณกรรมทั้งนั้น เอาละในคราวที่แล้วนั้นนี้ผมก็พูดย้อนความเข้าไปพอสมควรเหมือนกัน

       ในคราวที่แล้วนั้น พูดไปถึงเรื่องพระร่วงนะครับ โอ้ย เรื่องพระร่วงก็ยังมีอีกตั้งมากมายเลยอีกหลายเรื่องเลยในวันนี้คงยกตัวอย่างได้อีกซักหน่อย เพราะคงจะเกือบหมดเวลาแล้วหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบนะครับ อ้อยังมีเวลาอยู่จะกล่าวถึงเรื่องพระร่วงสุโขทัยซึ่งมีสหาย จะเรียกสหายกะไรอยู่นะ มีเพื่อนกัน มีเสี่ยวกันรวมกันอยู่สามคนด้วยกันก็คือ พระร่วงสุโขทัย พ่อขุนมังรายของเชียงใหม่ เชียงใหม่แต่ก่อนเป็นประเทศนะครับ เป็นอาณาจักรนะครับ ไม่ใช่จังหวัดหรอก และอีกท่านหนึ่งก็คือ พ่อขุนงำเมืองแห่งพะเยา ทั้งสามเป็นเพื่อนรักกันมากเลยทีเดียว มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยกันอยู่ตลอด

        ถ้าทางประวัติศาสตร์ท่านก็คงจะทราบอยู่ว่า มังรายมหาราชนั้น ครั้งแรกที่สุดสร้างเมืองเชียงใหม่หลังจากที่ตีลำพูนหรือหริภุญไชยได้นี้ก็ไปสร้างเมือง เมืองนั้นให้ชื่อว่า เวียงกุมกาม ถ้าจะพูดเป็นภาษาชัดจริงๆ ผมคาดว่าควรจะใช้คำว่า "เวียงกุ๋มก๋วม" มากกว่านะครับ สร้างเวียงกุมกามเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ปรากฎว่าน้ำท่วม พอน้ำท่วมขึ้นมา พ่อขุนมังรายก็จำจะต้องย้ายเมืองไปสร้างอีกที่หนึ่งพ่อขุนมังรายจึงเชิญพระร่วงสุโขทัยไปวางผังเมืองให้ พระร่วงสุโขทัยก็ไปวางผังเมืองที่นั้น โดยกำหนดว่าให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนภูเขาอยู่นั้นด้านหลังของเมืองนะครับ ส่วนหน้าเมืองนั้นหันลงสู่แม่น้ำ เพราะฉะนั้นเมืองเชียงใหม่จึงหันหลังไปชนกับดอยสุเทพปัจจุบันเรียกว่าดอยสุเทพ ส่วนทางด้านหน้าเมืองก็หันลงสู่แม่น้ำปิง ไม่แตกต่างจากสุโขทัย ซึ่งหลังเมืองก็ชนกับเขาหลวงสุโขทัย ส่วนหน้าเมืองหันลงสู่แม่น้ำยมนี้โดยกำหนด แต่ถ้าจะไปดูจากประตูอันไหนอันหน้าอันไหนอันหลังมันก็ตอบยากนะครับ เพราะเชียงใหม่ก็หลายประตูเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นประตูท่าแพร ประตูสวนปรุง ประตูเชียงใหม่ หรือว่าประตูสวนดอกอะไรก็แล้วแต่เถิด ส่วนสุโขทัยเองก็หลายประตูจะเป็นตรงประตูนโม ประตูสานหลวง ประตูอ้อ มันก็มากจะถามว่าตรงไหนอันหน้า ตรงไหนอันหลังมันก็ตอบยาก แต่ถ้าตอบตามหลักการจริงๆ นั้นเมืองนั้นต้องอิงภูเขา แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะอยู่บนภูเขา ในปัจจุบันสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเชียงใหม่ก็อยู่บนดอยสุเทพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นก็คือ พระธาตุดอยสุเทพ พระบรมสารีริกธาตุดอยสุเทพ ซึ่งนำไปจากเขารังแร้งสุโขทัยนี้แหละครับ ศรีสัชนาลัยเนี้ย นำไปโดยพระมหาสมนะเถระ ในสมัยนั้นก็ตรงกับสมัยพระยาลิไท นี้ผมอาจจะพูดไปทางประวัติศาสตร์มากไปซักหน่อยกระมัง แต่มันก็มีหลักฐานทางวรรณกรรมอยู่อย่างนั้นนะครับ

         ก็เป็นอันว่าพระร่วงนั้นได้ไปวางผังเมืองให้พ่อขุนมังรายสร้างเมืองเรียบร้อย ทั้งสามนี้ก็เป็นเพื่อนที่รักกันมาก พระร่วงก็ไปมาหาสู่พระยางำเมืองมั่ง พ่อขุนงำเมืองมั่ง เรียกพ่อขุนดีกว่านะ และพ่อขุนมังรายมั่ง จนวันหนึ่งเกิดเรื่องอันนี้ ปรากฎในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่นั่นคือ พระร่วงก็ไปเป็นชู้กับผู้หญิงคนหนึ่งของ พระยางำเมือง พระยางำเมืองก็จับได้ พอจับได้ขึ้นมาไม่ทราบว่าจะลงโทษประการใด ก็เชิญมังราย พ่อขุนมังรายเนี้ยไปตัดสิน พ่อขุนมังรายท่านนั้นรู้เรื่องกฎหมายดีครับ เพราะท่านแต่งหนังสือชื่อ มังรายศาสตร์ หรือกฎหมายมังรายเอาไว้ เมื่อเกือบเจ็ดร้อยปีมาแล้วเนี้ย ท่านก็ไปตัดสินความ แต่ท่านไม่ได้ตัดสินความตามหลักนิติศาสตร์ ไม่ได้ใช้นิติศาสตร์ตัดสินความ เพราะท่านเห็นว่าถ้าตัดสินความให้พระร่วงได้รับโทษเนี้ย หลานของพระร่วงที่นครศรีธรรมราชคงจะยกทัพเข้าตีเมืองเชียงใหม่แน่นอน ท่านจึงตัดสินความโดยใช้รัฐศาสตร์ นั้นคือถือว่าพระร่วงเนี้ยไหนๆ ก็ได้ทำล่วงเกินพ่อขุนงำเมืองไปแล้วแต่ด้วยความเป็นเพื่อนกันนะ ก็ขอให้ไถ่โทษเสีย โดยการสอนวิชารัฐศาสตร์ให้แก่พ่อขุนงำเมือง

        พระร่วงนั้นพระองค์จบรัฐศาสตร์จากสำนักสมอคอนเมืองลพบุรีนะครับและพระองค์ก็ใช้วิชานั้นสอนรัฐศาสตร์สอนให้แก่พ่อขุนงำเมืองเรื่องก็จบกันด้วยดี วรรณกรรมมุขปาฐะอย่างนี้แสดงอย่างแน่ชัดว่า ต้องการสอนในเรื่องของมิตรภาพนะครับ ต้องการสอนในเรื่องความเป็นเพื่อน ผิดพ้องหมองใจกันประการใดให้หาทางแก้ไขด้วยสติปัญญา จะทำอะไรก็ก่อให้เกิดสติปัญญา อย่าก่อให้เกิดความบาดหมาง ถ้าลงโทษกันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ นอกจากจะหมางใจกันเปล่าๆ สู้ใช้วิธีการที่ว่าให้อีกฝ่ายหนึ่งให้การเรียนรู้แก่อีกฝ่ายหนึ่งจะดีกว่า นี้ก็เป็นหลักการ

        ในหนังสือใดๆ ที่เป็นนิทาน แม้แต่ที่เป็นลายลักษณ์นะครับหนังสือหิโตประเทศ ซึ่งมีที่มาทางสันสกฤตเนี้ย บทแรกของหิโตประเทศนั้นคือ เรื่องของการผูกมิตร ขอให้มีเพื่อนไว้ก่อน บทที่สองจึงเป็นเรื่องการแตกแห่งมิตร ซึ่งนำหายนะมาให้ เพราะนำไปสู่บทที่สาม คือ เรื่องสงคราม จนกระทั้งถึงบทที่สี่ คือ เรื่องความสงบ สอนเรื่องการมีเพื่อน พวกเราต้องไม่ลืมนะครับ ว่าหนังสือหิโตประเทศนั้นเป็นหนังสือรัฐประศาสนศาสตร์เล่มหนึ่ง ที่มีค่ามากในสังคมไทยเรา หนังสือเล่มนี้ท่าน เสฐียร โกเศศ แปลมา แล้วก็ท่านนาคะประทีปช่วยขัดเกลาสำนวนกันอีกครั้งหนึ่งกระมัง เข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นนะครับ รองตรวจสอบดู เพราะทั้งสองท่านทำงานคู่กันอยู่

         ที่ผมพูดมาถึงวรรณกรรมลายลักษณ์นี้ มันต่อเนื่องมาจากวรรณกรรมมุขปาฐะเรื่องพระร่วง เรื่องพ่อขุนงำเมือง เรื่องพ่อขุนมังราย ซึ่งเป็นเพื่อนกัน แล้วตอนหลังก็มาเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ไปเสียแล้วนะครับ เพราะปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในพงศาวดารโยนก และปรากฏในตำนานอื่นๆ อีกพอสมควร

         เวลาก็ใกล ้ๆ จะหมดลงมาทุกทีนะครับผม ในเรื่องของสุโขทัยในเรื่องของพระร่วงบางทีมันก็มีอะไรเล่ากันพิสดารพอสมควร ถ้าหากท่านอ่านหนังสือเกี่ยวกับพระร่วง บางครั้งจะพบเรื่องพระร่วงเมืองตองอู ฟังดูก็แปลกประหลาด แล้วพระร่วงเนี้ยท่านแปลกอย่างครับท่านชอบเล่นว่าวครับ เล่นว่าวไปเรื่อยเลย จนกระทั้งครั้งหนึ่งว่าวไปตกที่เมืองตองอู ไปค้างอยู่บนกำแพงนั้น ท่านจะเอาว่าวคืน ท่านเหยียบบ่าพระเจ้าตองอูขึ้นไปเอาว่าว

     ลักษณะนี้ก็ยืนยันตั้งแต่แรกว่าอำนาจของสุโขทัยนั้นแผ่เข้าไปถึงตองอู แล้วก็มีเรื่องราวของชาวบ้าน ของตำบลศรีคีรีมาส เล่าเรื่องพระร่วงเล่นว่าว วิ่งอยู่ดี ๆ นี้ครับล้มฟาดไปบนแผ่นหินครับ โอ้ยอะไรหลายส่วนของท่านไปฟาดแผ่นหินเต็มไปหมดเลย แผ่นหินแตกไปเป็นทางเลย ยังมีรอยปรากฏไปจนถึงเดี๋ยวนี้

     ถ้าท่านสนใจว่าอะไรที่เป็นรอยลึกลงไปในแผ่นหินเนี้ย ในเวลาที่ท่านไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหงนะครับ ก่อนจะถึงหินรางเนี้ย ลองถามเจ้าหน้าที่ดูว่า พระร่วงวิ่งว่าวตรงไหน แล้วล้มไปเป็นอะไรบ้างเนี้ย ไปดูรอยที่เป็นหินแตกครับเป็นหลุมลึกเข้าไปในหินนะครับ มีน้ำขังด้วย ใครไปวิดน้ำตรงนั้นก็จะมีฝนตก เอ้าลองไปดูเองว่าเป็นรอยอะไรนะครับ

     สำหรับวันนี้ก็คงจะขอยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อนครับ ผมนายประจักษ์ สายแสงครับ ดำเนินรายการสวัสดีครับท่านครับ

กลับขึ้นบน