วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 2 เรื่อง นิทาน"พระร่วง" 2
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพ

      สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพครับ รายการวรรณกรรมสองแคว มาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความบันเทิง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของนักวิชาการ กับท่านผู้ฟังทุกท่าน ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ

      เมื่อคราวที่แล้วนี่นะครับ เราก็ได้คุยกันทั้งกับเอ่อ…บัณฑิตอาสากองทุนและก็กระผมและก็ท่านผู้ฟัง ในเรื่องของนิทานพระร่วง ซึ่งก็ยังมีอีกหลายเรื่องเหลือเกิน ต่อไปก็จะพูดถึงพระร่วงอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทางบัณฑิตก็ถามอีกว่า ลองวิเคราะห์ให้ดูซักหน่อยสิ คุณลุง เรื่องพระร่วงสร้างถนนพระร่วง เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องที่ แหม…ยิ่งใหญ่มาก กล่าวว่าพระร่วงนั้นยืนอยู่บริเวณเขาหลวง เขาหลวงก็อยู่เขตอำเภอคีรีมาศ สุโขทัย ต่อเขตอำเภอเมือง ต่อเขตอำเภอด่านลานหอย ของสุโขทัย นี่แหละครับ พระร่วงยืนที่นั่น ยืนหันหน้าลงไปทางทิศใต้ จากนั้นก็กวาดเท้าขวาไปเต็มที่เลยนะครับ เท้าขวาที่กวาดไปนั้น ไปถึงเมืองศรีสัชนาลัย ส่วนเท้าซ้ายนั้นก็กวาดไปอีกถึงเมืองกำแพงเพชร แต่ช่วงกวาดนี่คงไม่ได้หมายความว่าแยกขาออกอย่างนั้นหรอกนะครับ คงจะยืนอยู่กวาดข้างซ้ายไปข้างหนึ่ง ขวาข้างหนึ่ง ด้านเท้าขวาเนี้ย พอกวาดไปก็เกิดเป็นถนนครับ ปัจจุบันนี้ก็คงยาวประมาณ เกือบ 75 กิโลเมตร หรือกว่านั้นเล็กน้อยละครับ แสดงว่าพระร่วงนี้มีบุญญาภินิหารมาก เป็นถนนยาวไปเลย จากเมืองเก่าสุโขทัยบริเวณเขาหลวงนั่นแหละครับ ไปจนกระทั่งถึงศรีสัชนาลัยแล้วอีกด้านหนึ่งก็จากเมืองเก่าสุโขทัยไปจนถึงกำแพงเพชร ถนนนี้ยาวรวมกันประมาณ 145 กิโลเมตรครับ ความกว้างประมาณ 12 เมตร เป็นเรื่องที่พิศดารมาก และก็เป็นถนนตรงเลย

       นี่ก็เรื่องสร้างก็มีอยู่แค่นั้น แต่หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว พระร่วงเนี่ยก็ยกเท้าขวาขั้นแล้วก็สะบัดไปอย่างแรงครับ ลงไปทางทิศใต้ ก้อนดินที่ติดกะเท้าของท่านนั้น ก้อนที่ใหญ่ที่สุดลอยไปเขาหลวงเหมือนกัน ส่วนดินอีกก้อนหนึ่งนั้นกระเด็นไปตกที่เมืองเพชรบุรีพอดีเลย ก็เกิดเป็นเขาชื่อเขาหลวง และมีถ้ำที่นั่น ชื่อถ้ำเขาหลวง ดินก้อนที่กระเด็นไปไกลที่สุด จากสุโขทัยนี่ละครับ กระเด็นไปตกลงที่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบันนี้เกิดเป็นเขาชื่อเขาหลวงเหมือนกัน เขาตั้งเป็นวนอุทยานแห่งชาติเขาหลวง นี่ก็แปลว่า โอโห! มันไปถึง 3 ที่ นะก้อนดินนี่นะครับ นี่เท้าขวานะ จากนั้นดีดเท้าซ้ายกลับเข้าไปอีก ก้อนดินที่ดินบริเวณส้นเท้านั้นลงไปตกที่ดอยหลวง อยู่ในเขตจังหวัดตาก เข้าไปอีกด้านหนึ่งไปตกที่ภูหลวง จังหวัดเลย แปลว่าก้อนดินกระเด็นจากสุโขทัย จากการเตะและการดีดของพระร่วงเนี้ย มันไปไกลตั้งหลายที่ ใต้สุดไปถึงลานสภา นครศรีธรรมราชและการดีดของพระร่วงเนี้ยมันไปไกลถึงตากทีเดียวเลยนะครับดอยหลวง ส่วนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือก็ไปถึงภูหลวงจังหวัดเลย

       ถ้าแม้นว่าจะวิเคราะห์ก็จะวิเคราะห์ได้เช่นเดียวกันกับการที่พระร่วงท่านเตะยอดเจดีย์จากศรีสัชนาลัย กระเด็นไปถึงสองแควนั่นแหละครับ นั่นคืออารยธรรมและวัฒนธรรมของสุโขทัย นั้นได้เผยแพร่ไปใต้สุดจนถึงนครศรีธรรมราชเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด เผยแพร่ลงไปหรือจะกลับเผยแพร่ขึ้นมาบ้างก็ไม่ทราบ ถ้าหากท่านดูจารึกสุโขทัย หลักที่ 1 นะครับ มีข้อความข้อความนึงน่าสนใจมาก ข้อความนั้นบอกว่า บรรดาปู่ครูมหาเถรเนี๊ย ที่มาอยู่ที่สุโขทัยจนได้เป็นสังฆราชเนี้ย มาจากนครศรีธรรมราชทั้งสิ้นเลย บอกไว้เลยว่า ทุกคนลุมาแต่นครศรีธรรมราช ลุแต่นครศรีธรรมราชมาอะไรทำนองนั้นนะ ผมก็จำได้ไม่ชัด แต่ข้อความเป็นอย่างนั้นนะครับ มันหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุโขทัย มีการแลกเปลี่ยนอารยธรรมวัฒนธรรมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านของศาสนา ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า พระที่มาจากนครศรีธรรมราชนั้นดูจะมีความรู้มากกว่าพระที่อยู่ในสุโขทัย

       นี่ผมพูดในยุคโน้นนะ ตั้งแต่ยุคอ่า…จารึกหลักที่ 1 ไม่ใช่เดี๋ยวนี้นะครับ เดี๋ยวท่านผู้ฟังก็เอ๊..ตานี่ ทำไมพูดอย่างนี้ละ ที่จริงนั้นจารึกหลักที่ 1 กล่าวไว้อย่างนั้น บอกว่าปู่ครูที่จากนครศรีธรรมราช มาเนี้ย หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ คำว่าหลวกเนี้ยเป็นภาษาโบราณนะครับ แปลว่าฉลาด เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ หลวกเนี้ยทางล้านนานะครับ หมายถึงเฉลียวฉลาดเช่นเดียวกันนะครับนั่นก็เป็นความสัมพันธ์ แต่เราดูจากนิทานเนี้ยมันสัมพันธ์จากสุโขทัยลงไปนครศรีธรรมราช แต่ดูอีกอย่างหนึ่งก็จากนครศรีธรรมราชมาสุโขทัย ท่านสังเกตให้ดีนะครับ คุณปู่คุณย่าเราเนี่ย คุณตาคุณยายเนี่ย ชอบเรียกทิศ 2 ทิศ คือ ทิศหนึ่งทิศหัวนอน กับทิศปลายตีน ใช้คำนี้นะหัวนอนนี่คือทิศใต้นะครับ ปลายตีนก็คือทิศเหนือนะครับ ฟังดูแล้วงงผมเคยตั้งคำถามท่านที่ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน ว่าทำไมจึงเรียกทิศใต้ ว่าทิศปลายตีน คำตอบอาจจะปรากฎอย่างเป็นนัย ที่อยู่ในจารึกหลักที่หนึ่งว่า พระเณรที่มาจากนครศรีธรรมราชนั้น ท่านมีความเคารพมีความนับถือ อ่า…พระเจดีย์ที่นครศรีธรรมราช เจดีย์ใหญ่นะที่นั่นนะครับ และนึกถึงเจดีย์นั้นเสมอ ครั้นมาอยู่สุโขทัยเวลาท่านจะจำวัดเนี้ย ท่านนอนเนี่ยพูดภาษาบ้านเราเนี่ยนะครับ ภาษาชาวบ้านเนี่ยท่านต้องหันหัวไปทางเจดีย์นั้น เพื่อแสดงความเคารพไม่หันเท้าไป เพราะฉะนั้น ทิศใต้ก็เลยกลายเป็นทิศหัวนอนของพระเถระที่มาจากนครศรีธรรมราชนะ เป็นอย่างนั้น เราก็เลยเชื่อกันต่อมา และก็ถือปฏิบัติว่า ทิศหัวนอนนั้นคือทิศใต้ ส่วนทิศปลายตีนนั้นคือทิศเหนือ นี่ก็เป็นความเชื่อที่ถือปฏิบัติต่อมา

        นี่ลงไปเฉพาะใต้นะก้อนดินจากเขาหลวงเนี่ยลงไปใต้ ส่วนที่ไปดอยหลวงไปอ่า…ภูเขาหลวงนั้นมันก็หมายถึงการแพร่ไปของวัฒนธรรมและอารยธรรมของสุโขทัยเช่นเดียวกัน นี่จากนิทานเรื่องพระร่วง สร้างถนนพระร่วงก็สามารถที่จะตีความให้เห็นว่า เจตนารมณ์จริงๆ ของผู้ที่เล่าวรรณกรรมหรือนิทานเรื่องนี้นั้น มีความประสงค์ที่จะแสดงข้อเท็จจริงต่างๆ อาจจะเป็นทางประวัติศาสตร์หรือเปล่านะ ผมไม่ทราบ เพราะนักประวัติศาสตร์ก็คงไม่ยอมรับเรื่องนี้มากนักหรอกนะครับ แต่ว่ามุ่งจะแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมและอารยธรรมสุโขทัยนั้น ได้เผยแพร่จากสุโขทัยลงไปสู่ใต้ และก็ขึ้นไปสู่ตะวันตกทางเหนือหน่อยและก็ตะวันออกอีกด้วย

      นี่ก็เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วก็เห็นความเฉลียวฉลาดของคนโบราณในยุคนั้น ซึ่งก็คงไม่แตกต่างจากความสามารถของคนในยุคนี้ที่เชี่ยวชาญทางด้านของข้อมูลข่าวสารอินเตอร์เน็ตอะไรก็แล้วแต่ ก็มีเรื่องอีกเรื่องที่เขาขอให้ผมเล่าให้ฟัง คือเรื่องพระร่วงกับมะกะโท เรื่องนี้นั้นนะครับหลายคนที่เรียนทางด้านวรรณคดีคงจะเคยอ่านหนังสือชื่อราชาธิราช แต่ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนั้น เพราะข้อความที่จะเล่านั้น อาจแตกต่างจากเรื่องราชาธิราชอยู่บ้าง เพราะเป็นเรื่องเล่าของชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่มาจากหนังสือ

      เริ่มต้นเรื่องก็มีอยู่ว่า มีมอญคนหนึ่งชื่อว่า อมคมอญ ได้บวชเป็นเณร อมคมอญนี้มีคุณสมบัติพิเศษนะท่านนะ นั่นคือถ้าปัสสาวะลงไปถูกแผ่นหินเนี่ยแผ่นหินจะแตกเป็นทางเลยท่าน แผ่นหินใหญ่ๆ ก้อนใหญ่นะ ถ้าปัสสาวะถูกก็จะแตกแยกออกเลย แสดงว่าปัสสาวะนั้นมีฤทธิ์ร้ายมาก อมคมอญนี้บวชเป็นเณร ต่อมาก็ได้บวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วก็ลาสิกขาออกมา ภาษาชาวบ้านเรียกว่า สึกออกมา สึกออกมาเนี่ยก็ได้มาแต่งงานกับลูกสาวของมะตะหยอก มะตะหยอกนี้ก็เป็นมอญนะ น่าคิดว่ามะตะหยอกคิดอย่างไร ถึงได้ยอมให้ อมคมอญ มาแต่งงานกับลูกสาวคนที่ปัสสาวะถูกแผ่นหินแผ่นหินแตกเป็นทางนี่ ถ้าเป็นผมๆ ไม่อยากให้แต่งงานด้วยเลย กะลูกสาวนั่นนะครับ แต่ก็แต่งงานกันจากนั้นสืบเชื้อสายมาจนกระทั่งถึงมอญคนหนึ่งรุ่นหลานรุ่นเหลนมั้ง มีชื่อว่า มะกะโท

      มะกะโทนี้ ก็ไม่ใช่มอญธรรมดาละครับ วันหนึ่งก็หาบของออกมามีไม้คานนะและก็มีคงจะเป็นกระบุง ตะกร้า อะไรก็ไม่ทราบล่ะ กระชงกระเฌออะไรนั่นแหละหาบมาละครับ ปรากฎในช่วงที่กำลังหาบนั้นเกิดฟ้าผ่าไปถูกคาน ที่มักกะโทใช้หาบของ คานหักสะบั้นเลยครับ แต่มะกะโทไม่เป็นอะไร แสดงถึงว่า มะกะโทเป็นคนมีบุญญาธิการ มะกะโทนั้นเห็นว่า ฟ้าผ่ามาทางทิศตะวันออก ก็เลยถือเป็นนิมิตรออกมาแสวงโชคทางตะวันออก

      เดินทางเข้ามาทางตะวันออก สู่อาณาจักรสุโขทัยของพระร่วงเจ้ามาอีกแล้ว มะกะโทเป็นมอญก็เหมือนกับพวกเนี้ย ต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยเดี๋ยวนี้แหละ เข้ามานั้นงานที่ได้ทำก็เป็นเพียงงานประเภทแรงงาน มะกะโทก็มาเป็นคนเลี้ยงช้าง เอาหญ้านั้นล้างน้ำให้สะอาด พวกพืชพรรณต่างๆ ล้างให้สะอาดแล้วก็เอาให้ช้างกิน เป็นคนเลี้ยงช้างวันหนึ่งพระร่วงเสด็จที่โรงช้าง เสด็จไปได้จังหวะที่มะกะโทกำลังเอาหญ้าให้ช้างกินพอดี มะกะโทอาจจะบกพร่องไปกระมัง ปรากฎว่าหญ้าที่เอาไปให้ช้างกินนั้น มีเบี้ยหอยติดไปบนนั้นด้วย เป็นหอยเล็กๆ น่ะ แต่เป็นเบี้ยนะติดเข้าไปในหญ้า ช้างกินเข้าไปก็คงจะระคายเคืองก็เลยพ่นเบี้ยหอยออกมาตกสู่พื้น

     พระร่วงมองดูรู้ทันทีว่า มะกะโทล้างหญ้าไม่สะอาด มีเบี้ยหอยติดไปให้ช้างพ่นออกมา แต่พระร่วงแทนที่จะตำหนิโดยตรง พระองค์ไม่ตำหนิโดยตรงนะครับ แต่ตำหนิโดยอ้อม โดยเก็บเอาเบี้ยหอยขึ้นมาและก็ยื่นให้มะกะโท พร้อมกับบอกว่า มอญเอ๋ยเจ้าจงเก็บเบี้ยนี้ไว้เถิด ช้างมันไม่อยากกินหรอก มะกะโทเป็นคนฉลาด รู้ทันทีว่าพระร่วงตำหนิในความฉลาดนั้น มะกะโทก็เลยเปลี่ยนความหายนะของตนเนี้ย ความไม่รอบคอบของตนเนี้ยให้เป็นโอกาส โดยนำเอาเบี้ยหอยนั้นแลกกับพันธ์ผักกาดของคนที่ขายเม็ดผักกาด คนขายเม็ดผักกาดบอกว่า เบี้ยนี้ราคาต่ำนัก แลกอะไรไม่ได้หรอก มะกะโทก็บอกว่าขอแลกนิดหนึ่ง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็เอานี่เนี่ยนิ้วมือนี่ละฮะ นิ้วเดียวเนี่ยแตะที่น้ำลายของตัวนิดหนึ่ง แล้วก็จิ้มลงไปในกระทายผักกาดก็มีเม็ดผักกาดติดมา 5 - 6 เม็ดแลกกับเบี้ย คนขายก็พอใจว่า เออ! มะกะโทเนี่ยมันฉลาดแฮะ ก็ให้เม็ดผักกาดนั้นไป

     มะกะโทก็นำเม็ดผักกาดนั้นไปปลูกขึ้นเป็นผักสวยทีเดียวจนนะครับจนต้นโต ต้นโตขึ้นมาก วันนึ่งพระร่วงเสด็จโรงช้างอีก มะกะโทก็เลยไถ่โทษของตัวเสียครั้งนี้ โดยการถอนผักกาดออกล้างน้ำให้สะอาด คงจะไม่ให้มีเบี้ยอะไรติดอีกละคราวนี้ แต่ไม่ได้ให้ช้างกินนะครับ เอาไปถวายพระร่วง พระร่วงก็ถามว่าเจ้าได้ผักกาดนี้มาอย่างไร มะกะโทก็เล่าให้ฟัง ย้อนความไปตั้งแต่ตอนที่ พระร่วงประทานเบี้ยหอยให้แก่ตน แล้วตนก็นำไปแลกกับพันธุ์ผักกาด

     พระร่วงนั้นฟังเสร็จแล้วก็พอพระทัยเป็นอันมาก เห็นว่ามะกะโทนี้เป็นคนฉลาด ก็เลยสั่งเลื่อนขั้นมะกะโท นี่จะพูดภาษาปัจจุบันก็บอกว่า เลื่อนขั้นมะกะโทจากคนเลี้ยงช้างจากลูกจ้างประจำตำแหน่งคนเลี้ยงช้าง เห็นจะพูดอย่างนี้ภาษาราชการนะ ขึ้นเป็นข้าราชการระดับซี 10 ตำแหน่งขุนวัง (หัวเราะ) โอ้ย! ขึ้นทันทีเลย มะกะโทได้เป็นขุนวัง ก็เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยเนื้ยะ ที่เขาพึ่งเปลี่ยนกันเนี่ยแหละ กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ดูแลวังทั้งหมด มะกะโทก็ใหญ่ขึ้นเลย

    แต่ว่ามะกะโทเข้าไปอยู่ในวังไม่นานก็เกิดไปชอบพอกับพระนางเทพสุดาสร้อยดาว นี่ชื่อในนิทานนะ พระนางเทพสุดาสร้อยดาวนี่ก็เป็นพระธิดาของพระร่วง ไปชอบพอกันเข้า ตามกฎมณเฑียรบาลเนี้ย พระนางเทพสุดาสร้อยดาวจะอภิเษกสมรสกับคนต่างด้าวไม่ได้หรอก มะกะโทก็เห็นว่าอยู่ไปก็แค่นั้น ก็เลยคบคิดกับพระนางเทพสุดาสร้อยดาว ลักพาตัวพระนางเทพสุดาสร้อยดาวหนีไปเลย เนี่ยหนีออกไป พระร่วงทราบเข้าในตอนวันรุ่งขึ้น ทรงทราบเข้า ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร ถ้าทราบว่าขุนวังเนี้ยได้ขโมยพระธิดาหนีไป

     พระร่วงนั้นพอทราบว่าขุนวังขโมยพระธิดาหนีไปก็สั่งทันทีว่าเปิดด่านทั้งหมด ไม่ต้องค้นคนเข้าออก พอสั่งอย่างนั้นแล้ว สัญญาณไฟที่มณฑปวัดศรีชุมเนี้ยก็ส่งขึ้นบนเขาตะพานหิน สัญญาณไฟทิวเขาตะพานหิน ก็ส่งขึ้นยอดเขาหลวงนั้นดอยพุกาไงเขาหลวงน่ะ เลยยอดนารายณ์ เลยยอดพระแม่ย่าไปหน่อย ท่านที่อยู่สุโขทัย ก็ฟังเรื่องนี้ทราบดี ท่านนี่อยู่ห่างก็ฟังก็คงจะงงล่ะนะ จากนั้นสัญญาณไฟจากเขาหลวงก็ส่งไปทุกทิศ ยิงตรงเลย ถึงเขาสมอแครงพิษณุโลก 80 กิโลเมตร เลยครับ รับได้ตรงนั้นเลย ส่งเข้าด่านลานหอย ส่งเข้าพนมเพลิงศรีสัชนาลัย ส่งเข้าเมืองพิชัย ส่งเข้าเมืองกำแพงเพชร ถึงหมดเปิดด้านรวดเลย

    แล้วสั่งอีกว่าให้ทหารสองร้อยคนติดตามไปอย่าให้ใครทำอันตรายนะ ทหารก็ติดตามมะกะโทไป มะกะโทก็เดินทางไป จนกระทั่งถึงเมืองตองอู คงใช้เวลาหลายเดือนนะ อาจจะเป็นปี พอไปถึงที่นั่น มะกะโทไปปลงพระชนม์พระเจ้าตองอู เมื่อปลงพระชนม์พระเจ้าตองอูแล้ว ตัวก็ขึ้นเป็นกษัตริย์ครอบครองพุกามทั้งประเทศ พุกามคือพม่านี่แหละครับ พอครอบครองพุกามทั้งประเทศ พอขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็ขอพระราชทานนามจากพระร่วง พระร่วงจึงพระราชทานนามตามนิมิตที่ฟ้าผ่าคานว่า เจ้าฟ้ารั่ว

    เป็นอันว่าในตอนนั้น พระร่วงก็เสียลูกสาวไปหนึ่งคน นี่พูดง่ายๆ นะครับ แบบภาษาธรรมดา เสียลูกสาวไป 1 คนแต่ได้เมืองขึ้นมา 1 ประเทศ โอ้โห! มันเป็นการแก้ไขความหายนะให้เป็นโอกาสอย่างที่ดีที่สุดเลยครับ เสียลูกสาว 1 คน แต่ได้เมืองขึ้นมา 1 ประเทศ และจัดว่าพระร่วงนั้นเป็นเป็นคนแรกเลยนะครับ ที่แสดงให้เห็นว่า ความหายนะนั้นเราเปลี่ยนให้เป็นโอกาสได้

    ถ้าคิดแบบคนทั่วๆ ไปเนี่ย ก็คงไม่ยากอะไรหรอกครับ พอทราบว่ามะกะโทขโมยพระธิดาไปก็คงจะสั่งว่า ปิดด่านทั้งหมด ไม่ใช่ของยากอะไรเลย ปิดด่านจากนั้นก็สั่งค้นทั้งหมด ก็เสร็จสิครับ มะกะโทก็ต้องถูกจับได้ ถ้าจับมะกะโทมาจะทำอะไรมะกะโท คำตอบก็คือ ก็สั่งประหารชีวิตเพราะว่าถ้าจะพูดภาษาชาวบ้านก็คือ กินบนเรือนขี้บนหลังคา อย่างนี้คบไม่ได้ ก็คงจะสั่งประหารชีวิต ก็ต้องคิดดูว่าการประหารชีวิต คนเก่งอย่างมะกะโทนั้นควรทำหรือไม่ เพราะมะกะโทนั้นเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาด ย่อมจะสามารถทำประโยชน์ให้แก่สุโขทัยได้เป็นอันมากและท้ายสุดก็พิสูจน์ให้เห็นว่า มะกะโทก็ได้เป็นกษัตริย์ของพม่า และในยุคนั้นก็มาเป็นเมืองขึ้นของไทย

    นี่เปลี่ยนความหายนะเป็นโอกาส ถ้าไม่เปลี่ยนอย่างนั้นก็เชื่อแน่ว่า พระนางเทพสุดาสร้อยดาว ซึ่งเป็นพระธิดานั้น ถ้าพระร่วงรับกลับมาตามเดิม คงจะมีความไม่สบายใจอยู่เสมอ อย่างน้อยที่สุดคนที่ตัวรักก็ถูกฆ่าไปแล้ว ส่วนตัวก็คงจะต้องร้องห่มร้องไห้ พ่อก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ใส่ตะกร้าล้างน้ำรึ ก็ยังไม่หมดอีกอะไรทำนองนี้ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เพราะฉะนั้นเปลี่ยนความหายนะเป็นโอกาสเหมือนที่พระรร่วงทำเนี่ยจัดว่าวิเศษสุด

     พฤติกรรมอย่างนี้นะครับผมใช้คำว่าพฤติกรรมนี่นะ อย่างนี้นะครับท่านที่ศึกษาทางประวัติศาสตร์ ของยุโรปคงจะเคยได้ยินชื่อบุคคลบุคคลหนึ่ง ชื่อว่า ซีซ่า บอร์เจีย ซีซ่า บอร์เจีย นี่นะครับ เที่ยวเอาลูกสาวไปแลกตามที่ต่างๆ เพื่อจะได้เมืองขึ้นมานั้นอุตสาห์เอาลูกสาวไปแลก ของพระร่วงนี้ไม่ได้แลกนะ มันเอาไปนะนี่นะ

     ก็มีคนถามผมเหมือนกันงะว่าพระร่วงนี่มีกี่องค์กันแน่น เพราะรู้สึกมากเหลือเกิน บางองค์ก็จมหายลงไปในน้ำที่แก่งหลวงศรีสัชนาลัยก็มี อ้างว่าไปหาแม่ของตนที่เป็นนางนาค เพราะมีพระร่วงมากเหลือเกิน ถามว่าพระร่วงนั้นถ้าจะเทียบในเชิงประวัติศาสตร์เนี่ย พระร่วงนี่คือกษัตริย์พระองค์ไหนของสุโขทัย ผมไม่มีคำตอบหรอก เพราะพระร่วงมันเป็นนิทาน มันเป็นวรรณกรรมนั่นนะ แต่เราก็เรียกกษัตริย์ ของสุโขทัย จะเรียกกษัตริย์ก็ไม่เชิงเราเรียกพ่อขุนของสุโขทัยเนี่ยว่าพระร่วงเกือบทุกพระองค์แหละ และแต่ละพระองค์นั้นท่านก็ดูจะมีบุญญาภินิหาร มีความเฉลียวฉลาดทุกองค์

     เอ้ายกตัวอย่างอย่างนี้นะ เอาพระร่วงองค์ที่อยู่ในประวัติศาสตร์ ในจารึกเลยคือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โอ้ ! พระร่วงองค์นี้หรือพ่อขุนรามเนี่ย ทรงมีความคิดที่เฉียบแหลมที่สุดหลายอย่าง อะผมจะยกตัวอย่างข้อที่ 1 เอาซักหนึ่งตัวอย่างก็พอครับ เวลามันใกล้จะหมด ซักหนึ่งอย่างก็พอ กรณีที่พ่อขุนรามเนี่ยให้ปลูกต้นตาลแทนที่จะสร้างหอประชุมก็ไม่สร้าง แต่ให้ปลูกต้นตาล 14 ปี ต้นตาลก็โต สูงทีเดียวละ ในจารึกหลักที่ 1 บอกว่า ....ได้ปลูกไม้ตาล 14 เข้าจึงแล้ว.... ฮะใช้อย่างนี้นะฮะ ต้นตาลโตขึ้นจากนั้นก็ให้เอาแผ่นหินท่านเรียกว่าขดานหิน ....ให้ฟันขดานหิน..... ก็คือตกแต่งแผ่นหิน ทำเป็นลานกว้างเลยทีเดียวละครับ ....แล้วให้ลูกขุนขึ้นถือบ้านถือเมืองบนนั้น.... ลูกขุนก็คือคณะรัฐมนตรี ถ้าจะพูดภาษาปัจจุบัน ขึ้นไป เอ่อ…ว่าราชการบ้านเมือง บนแผ่นหินนั้นซึ่งอยู่ในดงตาล

     ที่จริงจะว่าราชการในพระราชวังก็ย่อมจะทำได้ หรือจะสร้างรัฐสภาก็ทำได้ แต่ไม่ทำเหตุใดจึงไปว่าราชการตรงนั้น คำตอบก็คือ เพื่อให้ตรงนั้นเป็นรัฐสภาเปิด ใครผ่านไปผ่านมาอยากดูรัฐมนตรีเขาปกครองบ้านเมืองอย่างไร ก็ให้ดูได้ นี่เป็นแนวคิดที่ใหม่ที่สุด คงจำได้ว่าในสมัยที่ เอ่อ… พณ ท่าน ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 1 เรียกภาษาชาวบ้านว่าสมัย ชวน 1 เนี่ย ยังอยากจะให้ถ่ายทอดทีวีช่อง 12 ออกมาเลย ว่าเขาประชุมกันอย่างไง ในรัฐสภา ความคิดอย่างนี้นั้นตามหลังไปสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชโน้นครับ ไม่ต้องถ่ายทอดหรอก ใครเดินผ่านเดินไปดูได้เลย เขาประชุมกันแบบไหน เป็นหอประชุมเปิดในวันพระให้พระขึ้นแสดงพระธรรมเทศนาบนขดานหินนั้น อ่า… เป็นการอบรมจิตใจเผยแพร่จริยธรรมอะไรก็แล้วแต่ ในยุคนั้น นั่นเป็นความคิดวิเศษมาเลยหล่ะ

     ในการจัดรัฐสภาแบบเปิดแล้วมิหน่ำซ้ำถ้าท่านดูในเชิงของธรรมชาตินะครับ คนไทยเนี่ยไม่ว่าไปประชุมไม่นั่งตรงไหนก็แล้วแต่ชอบหลับนะท่านสังเกตมะ เวลาประชุมล่ะหลับดีนักเลย ว่าราชการนี่ก็มักจะหลับ ถ้าหลับกันอย่างนี้เนี่ยครับ ประชุมใต้ดงตาลเนี่ยเหมาะที่สุด เพราะอะไร เพราะต้นตาลนั้นจะปล่อยสิ่งต่างๆ ตกลงมาอยู่เสมอ อาจเป็นลูกตาล ก้านตาล ใบตาล พวยตาล ใครนั่งหลับไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะบาดเจ็บก็เป็นได้นะเนี่ย นี่ก็เป็นความหยั่งรู้ของพ่อขุนรามกระมังที่โปรดให้สร้างหอประชุมไว้ที่ … ไม่โปรดให้สร้างหอประชุมแต่ให้ปลูกต้นตาลขึ้นมาแทน น่าคิดเหลือเกินนะครับ นี่ก็ว่าด้วยพระร่วงมีหลายองค์ และกำเนิดของพระร่วงเองก็โอ้โห! นิทานเล่ามาเนี่ยวันนี้มันไม่จบง่ายๆ หรอก นะครับ ก็คงจะต้องต่อไปในวันต่อไป สำหรับวันนี้สวัสดีครับผม

กลับขึ้นบน