วรรณกรรมสองแคว ตอนที่ 1 เรื่อง นิทาน"พระร่วง" 1
ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2545 โดย รศ.ดร.ประจักษ์ สายแสง, ดร.ทิวารักษ์ เสรีภาพสืบค้นเพิ่มเติม
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ รายการวรรณกรรมสองแคว มาพบกับท่านเป็นประจำในวันเวลานี้ มาสร้างสรรค์สาระความรู้ ความบันเทิง ลดช่องว่างระหว่างวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของนักวิชาการ กับท่านผู้ฟังทุกท่าน ผมนายประจักษ์ สายแสง ดำเนินรายการครับ
เมื่อเร็วๆ นี้นะครับ ผมได้ไปพบกับบัณฑิตอาสากองทุนหลายคน เขาออกไปตามหมู่บ้านผมก็ถามเขาว่า "พวกเรามาทำอะไร" เขาก็บอกว่า มาเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ก็ถามไปว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง มีตอนนึงน่าสนใจมาก เขาบอกผมว่า เขาเก็บรวบรวมนิทาน เก็บรวบรวมพวกเพลงพื้นบ้านต่างๆ และเขาเรียกพวกนี้ว่าวรรณกรรม ผมก็ถามว่าเก็บเอาไปทำไม วรรณกรรมเหล่านี้นะ เอาไปมีประโยชน์อะไร เขาอธิบายว่า คนรุ่นปู่ย่าตายายหรือตั้งแต่รุ่นเก่าก่อนมาเนี่ย มีประสบการณ์สูงในการสอนมาก มีประสบการณ์สูงในชีวิต ในการดำเนินชีวิต ส่วนคนรุ่นใหม่ของเรานี้เก่ง เรามีประสบการณ์ดี เราเก่งการค้นคว้าในห้องสมุด เก่งการค้นคว้าจากอินเตอร์เนต เขาเองเขาคิดว่า เขาอยากจา อา บูรณาการ เรียกว่า รวมกันนั่นนะฮะ รวมกันอย่างมีระบบ รวมประสบการณ์ของคนรุ่นปู่ย่าตายาย เข้ากับประสบการณ์ของคนรุ่นเขาเนี้ย เชื่อมโยงกันเข้ามันก็จะเป็นวิชาการที่สมบูรณ์และก็อยู่ในสังคมวิชาการที่สมบูรณ์
พอเขาพูดให้ฟังผมก็เข้าใจ เข้าใจ เขาก็ถามว่า อ่า ลุงพอจะเข้าใจเรื่องนี้มั่งไหม (หัวเราะ) บอกว่าเข้าใจ เขาก็เลยถือโอกาสบอกว่า ถ้าเข้าใจอย่างนั้นน่ะนะ ผมจะเล่านิทานให้ลØงฟังนะ แล้วลุงช่วยบอกด้วยว่า นิทานเรื่องพวกนี้มันเป็นอย่างไร ก็เลยนั่งคุยกันเป็นเวลานานทีเดียวครับ หลาย หลาย หลาย วันนะ คุยกันวันละเล็กวันละน้อย หลายวันทีเดียว เรื่องที่เขาเล่าให้ผมฟังเรื่องแรกเป็นเรื่องพระร่วง เขาบอกว่าเป็นวรรณกรรมของในเขตจังหวัดสุโขทัยบ้าง อุตรดิตถ์บ้าง พิษณุโลกมั่ง อะไรทำนองนี้
เรื่องแรกที่เล่าให้ผมฟังเป็นเรื่องพระร่วงศรีสัชนาลัย ท่านก็คงนึกออกนะครับ ศรีสัชนาลัย ปัจจุบันก็เรียกว่า เป็นอำเภอศรีสัชนาลัย อยู่จังหวัดสุโขทัยนั่นแหละครับ แต่ก่อนก็เป็นเมืองใหญ่นะครับ เป็นเมืองคู่กันกับเมืองสุโขทัย เราเรียกรวมๆ ว่าเมืองสุโขทัยศรีสัชนาลัย เพราะเล่าให้ฟังว่ามี อ่า กษัตริย์องค์หนึ่งชื่อพระร่วง เขาบอกว่าอย่าถามนะรุ่นไหน พระร่วง พระร่วงเนี๊ยท่านเป็นคนมีวาจาสิทธิ์ คือ ถ้าพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้น แล้วก็วันหนึ่งท่านคงจะเหงา ท่านก็เลยไปเอาท่อนไม้มาท่อนหนึ่งนะ แล้วก็เรียกท่อนไม้นั้นว่าน้อง แล้วก็ขอให้ท่อนไม้นั้นกลายเป็นคน ท่อนไม้ก็เลยกลายเป็นคนเลย ท่านก็ตั้งชื่อคนคนนี้ว่า พระลือ ก็เป็นน้องของท่าน
ก็เป็นอันว่าตอนนี้มีบุคคล 2 คน ที่เกี่ยวข้องกันแล้ว คือพระร่วงกับพระลือ พระร่วงนั้นเป็นพี่ พระลือนั้นเป็นน้อง พระลือนั้นเกิดจากการที่พระร่วงพูดว่าขอให้เจ้าเป็นคน และก็เป็นน้องเรา ด้วยวาจาสิทธิ์เช่นนั้น พระลือก็เลยกลายเป็นคนและก็เป็นน้องพระร่วง ทั้งคู่เล่นหัวอยู่ด้วยกัน วันหนึ่งก็เชิญชวนกันประกวดว่าเรามาสร้างเจดีย์แข่งกันไหมล่ะ พระร่วงกับพระลือก็ชวนกันสร้างเจดีย์ สร้างเสร็จ ปรากฏว่า เจดีย์ของพระร่วงเนี่ยมันไม่ค่อยจะสวย ส่วนของพระลือนั้นสวยมากกว่า พระร่วงก็คงจะมีความไม่พอใจมั้งที่ฝีมือตัวสู้น้องไม่ได้ ก็เลยโกรธ ในเรื่องก็เล่าว่า ก็ใช้เท้านี่นะเตะเจดีย์เนี่ยกระเด็นเลย เตะของพระลือนะฮะกระเด็น ยอดเจดีย์นั้นกระเด็นมาจากศรีสัชนาลัย มาตกลงที่พิษณุโลก คาดว่าคงเป็นบริเวณวัดราชบูรณะในปัจจุบันนี้นะครับ
พอเขาเล่าเสร็จเรียบร้อย เขาก็ถามว่า ถ้าเป็นอย่างนี้เนี่ย ถ้าเป็นลุงจะ..จะจะให้ความหมายว่าประการใด จะตีความแบบไหนรึ นี่พูดแบบนักวิชาการทีเดียวละนะ ผมก็บอกว่าเรื่องนี้นะถ้าฟังเผินๆ เป็นเรื่องตลกและก็ไร้สาระ แล้วก็มันไม่มีมูลความจริงที่จะเป็นขึ้นมาอย่างนี้ได้เลย แต่ถ้าฟังอย่างพินิจพิจารณาพยายามที่จะเข้าใจ สติปัญญาของคนในยุคก่อนเก่าที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นเนี่ยที่พระร่วงมีเนี่ยนะครับ เป็นสิ่งที่จะสอนให้เรารู้ว่าถ้าเรามีวาจาสิทธิ์ เราย่อมจะทำสิ่งต่างๆ ได้ดังปรารถนา ในทางที่ดีที่งาม
วาจาสิทธิ์หรือมีวาจาชอบหรือมีสัมมาวาจานั้นหรือพระพุทธศาสนาก็คงเรียกว่า "วาจาชอบ" คนที่พูดวาจาสิทธิ์ หรือมีวาจาชอบ หรือมีสัมมาวาจานั้น คนจะเคารพจะเชื่อฟังวาจา เพราะว่าวาจาชอบนั้นเขาจะละเว้นจากสิ่งที่เรียกว่า วาจาส่อเสียด ประชด ประชัน เยาะเย้ย ถากถาง ล้อเลียน นี่ประการหนึ่ง ละเว้นเซี๊ย ประการที่สองก็วาจาที่มันเป็นคำด่า คำหยาบ จะเป็นหยาบคาย หยาบโลน อะไรก็แล้วแต่ และก็อีกประเภทหนึ่ง คือวาจาโกหก พูดจริงให้ไม่จริง พูดไม่จริงให้จริง แล้วก็ท้ายสุด วาจาเพ้อเจ้อ พูดเลอะเทอะไปหมด ขี้บ่น ถ้าเราละเว้นทั้ง 4 วาจาที่ไม่ดีนี้ เนี่ย แล้วก็พูดให้เป็น พูดให้ดี พูดให้เพราะ พูดให้กำลังใจ พูดปลอบประโลมใจ อย่างนั้นเรียกว่า วาจาชอบ คนมีวาจาชอบนั้นคนจะเคารพ คนจะเชื่อฟัง คนมีวาจาไม่ชอบนั้นประทานโทษ แม้แต่สุนัขก็คงจะไม่อยากจะฟัง ถึงพูดกับมัน มันก็ไม่ยอมเชื่อฟัง เนี่ยเรื่องนี้จะเห็นว่าคนโบราณที่เล่าเรื่องนี้มานั้น มีความมุ่งหมายที่จะใช้เรื่องวาจาสิทธิ์นี้เป็นคติในการสอนเรื่องการใช้วาจาชอบ นับว่าเป็นอุบายอย่างหนึ่งที่โบราณใช้มา ในปัจจุบันอาจจะทำไม่ได้ถึงขนาดนี้
ส่วนเรื่องที่พระร่วงเตะยอดเจดีย์ เรื่องนี้ถ้ามองดูในเชิงของพงศวดารนี่ครับ ยอดเจดีย์ที่ลอยมานั้น หมายถึง การแพร่ของอารยธรรมของวัฒนธรรมสุโขทัย จากศรีสัชนาลัย เข้าสู่เมืองสองแคว ที่จริงแล้ว ในจารึกหลักที่ 8 ข จารึกหลัก จารึกสุโขทัยหลักที่ 8 ข. เนี่ย ก็กล่าวถึงว่า ในสมัยของพระยาลิไท หรือพ่อขุนลิไทเนี๊ย พระองค์ก็เคยมาครองอยู่ที่เมืองสองแคว เป็นเวลา ถึง 7 ปี คงจะมาเพื่อกันทัพอยุธยาไม่ให้ขึ้นมาง่ายเนี๊ยนะครับ มาครองที่นี่ 7 ปี หลายคนก็คาดว่าบริเวณที่พระยาลิไทครองอยู่นั้นจะเป็นบริเวณที่เรียกว่าวัดจุฬามณีในปัจจุบัน มาอยู่ที่นี่ถึง 7 ปี ที่เชื่อว่าพระองค์จะมาอยู่บริเวณวัดจุฬามณีนี้ก็เพราะว่า ในสมัยหลังต่อมา สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถเนี๊ยผนวชที่วัดจุฬามณี และก็ทรงทำตามสิ่งต่างๆ ที่อ่า พระยาลิไททำ นั่นคือพระยาลิไท แต่งไตรภูมิพระร่วงขึ้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถก็ทรงพระราชนิพนธ์ มหาชาติคำหลวงขึ้น เค้ามูลอันนี้น่าจะพอฟังได้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดก็ให้เห็นว่า อารยธรรมและวัฒนธรรมสุโขทัยจากศรีสัชนาลัยได้มาอยู่ที่เมืองสองแคว ในยุคของพระยาลิไท แล้วพระยาลิไทเองก็ได้สร้างพระพุทธชินราชขึ้น
ถ้าจะมองดูอย่างแน่ชัดเนี่ย พระพุทธชินราชนั้นคงสร้างในสมัยของพระยาลิไท สร้างขึ้นในสมัยนั้นเป็นที่น่าสังเกตนะครับว่า พระพุทธชินราชนั้นหันพระพักตร์กลับสู่สุโขทัย และศรีสัชนาลัยเป็นไปได้ไหมว่า พระยาลิไท มาครองอยู่ที่สองแควก็จริง แต่ด้วยความคิดถึงบ้านก็เลยสร้างพระพุทธรูปให้หันพระพักตร์กลับไปสู่สุโขทัย แม้แต่พระพุทธรูปที่พระยาลิไทไปสร้างไว้ที่เขากบนครสวรรค์ ก็หันพระพักตร์กลับสู่สุโขทัยด้วย แต่ปัจจุบันพระพุทธรูปนั้นไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์เสียแล้ว พระพุทธรูปองค์โตๆ ที่เห็นบนเขาที่นครสวรรค์นั้นไม่ใช่นะครับ นั้นสร้างขึ้นยุคหลัง
เป็นอันว่า ถ้าแม้นว่าคิดถึงบ้านเมื่อสร้างพระพุทธรูปก็จะให้หันพระพักตร์กลับไปสู่บ้านของพระองค์ คือที่สุโขทัย ลักษณะการสร้างเช่นนี้ไม่ใช่มีเฉพาะสุโขทัยหรอกครับ แม้แต่ในสมัยของอ่า พระเจ้ากาวิละ กษัตริย์พระองค์แรกของเชียงใหม่ ในยุคที่เป็นประเทศราชขอ§ไทยเนี่ย พระเจ้ากาวิลละนั้นไม่ว่าสร้างพระพุทธรูปที่ไหน ก็จะให้หันพระพักตร์กลับเข้าสู่เชียงใหม่อยู่เสมอ ผมเคยพูดอย่างนี้อยู่นะ ว่าการหันอ่า พระพักตร์พระพุทธชินราชกลับสู่สุโขทัยเนี่ย เพราะผู้สร้างคือพระยาลิไทนั้นหันพระพักตร์กลับสู่สุโขทัยนั้น เกิดขึ้นเพราะว่า พระยาลิไท ได้เรียนวิชาการก่อสร้างต่างๆ โดยยึดเอาหลักฮวงจุ้ยของจีนเป็นหลัก ฮวงภาษาจีนก็แปลว่า "ลม" คงเป็นจีนแต้จิ๋ว ส่วนจุ้ยก็" น้ำ" ฮวงจุ้ย ก็คือ ดูทั้งลมและดูทั้งน้ำ เพราะฉะนั้นก็ทรงเห็นว่าแม่น้ำน่านเนี๊ยไหลมาทางนี้ เพราะฉะนั้นจึงหันพระพักตร์พระพุทธชินราชหรือหันวิหารอันนั้นก็แล้วแต่ ลงสู่น้ำตามหลักฮวงจุ้ยของจีน ส่วนด้านหลังนั้นให้อิงภูเขา คือ เขาสมอแครง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก นี่ก็เป็นเงื่อนงำที่มา
ฮะผมก็อธิบายเรื่องนี้ อ่า บัณฑิตอาสาสมัครกองทุนฟังแล้วก็พอใจ พอพอใจปั๊บ เขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นลุงก็ลองพูดเรื่อง อ่า ลองวิเคราะห์เรื่องที่สองให้ฟังซะหน่อย วิเคราะห์เนี้ยใช้ศัพท์สูงทีเดียวนะ ถามว่าเรื่องที่สองเนี้ยมันเป็นเรื่องอะไร เขาก็บอกว่ามันเป็นเรื่องของพระร่วงเหมือนกัน ผมก็เลยบอกว่า อย่างนี้นะถ้าแม้นว่าฟังพวกนิทานต่างๆ ขึ้นเนี่ย แล้วเกิดแนวคิดอะไรมานี่นะครับ แนวคิดที่น่าจะเกิดขึ้นอันแรกก็คือ แนวคิดที่จะทำให้เราเข้าใจวิธีการสอนของคนในรุ่นปู่ย่าตายายว่า คนในยุคนั้นเขาจะทำเรื่องที่เป็นนามธรรมเนี้ยให้มันเป็นรูปธรรมทั้งนี้เพื่อจะได้สนุก แต่ในขณะเดียวกันมันจะแฝงเอาไว้ด้วยสติปัญญา และความรู้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นเขาจะสอนเรื่องของวาจาสิทธิ์ หรือวาจาชอบนี้ละครับ ให้มันออกมาเป็นรูปธรรม ก็เลยกำหนดเรื่องให้พระร่วงนั้นพูดเพื่อให้ท่อนไม้กลายเป็นพระลือ หรือคนโบราณท่านมุ่งที่จะสอนเรื่องการเผยแพร่อารยธรรมของสุโขทัยเข้าสู่สองแคว ท่านก็ผูกนิทานให้มันน่าฟังเซียะ เป็นเรื่องของการที่พระร่วงเนี่ย เตะยอดเจดีย์จากศรีสัชนาลัยลงมาที่วัดราชบูรณะพิษณุโลก ตอนนั้นยังไม่มีนะวัดราชบูรณะ ที่พูดกันนี้พูดในภาษาปัจจุบันเท่านั้น
เรื่องอื่นก็มีอีกทางบัณฑิตอาสากองทุนก็เล่าให้ฟัง เพื่อให้ผมเนี้ยได้ช่วยอธิบายให้ฟังว่าทำไมจึงมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น เค้าก็เล่าเรื่องพระร่วงให้ฟังเป็นเรื่องที่ 2 เรื่องพระร่วงกับกวาง กล่าวว่าในตอนนั้นพระร่วงเนี้ยเดินอยู่บริเวณเมือเก่าสุโขทัย ในบริเวณบ้านกล้วยเนี่ยนะ เมือเก่าสุโขทัยแถวๆ บ้านกล้วย บ้านนา บ้านเพชรไผ่ ท่านที่อยู่ทางสุโขทัยฟังก็คงนึกภาพออกละครับ เดิน เดิน อยู่แถวนั้นกำลังกระหายน้ำอย่างเต็มที่ เดินไปกระหายน้ำไป หาน้ำดื่มยังไม่ได้ ในตอนนั้นก็มีกวางตัวหนึ่ง มันก็ร้องเสียงดังอยู่ตลอดเวลา เป็นเหตุให้พระร่วงเกิดความรำคาญ หิวก็หิวเนี๊ย คนหิวแล้วไปยั่วได้ที่ไหน อันนี้กระหายน้ำยิ่งหนักไปยิ่งกว่าหิวอีก กวางมันร้องดังพระร่วงขอให้หยุดร้อง กวางมันก็ไม่หยุดร้อง พระร่วงจึงสาปว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปขอให้ไอ้กวางพวกนี้ไม่มีดี ใช้คำนี้ "ไม่มีดี" ก็คือมันเลว แต่คำพูดของพระร่วงนั้น ไม่มีดีหมายถึง ไม่มีอวัยวะส่วนหนึ่งที่เรียกว่าดี ในตัวของกวาง ก็เลยเป็นที่เรื่องลือกันว่าในปัจจุบันนี้กวางนั้นเราผ่าท้องมันเนี้ยมันไม่มีดีนะ มันมีอวัยวะต่างๆ ครบ ไม่มีดีก็เพราะพระร่วงสาปเอาไว้ เนื่องจากพระร่วงมีวาจาสิทธิ์
นิทานเรื่องนี้นั้นได้มุ่งจะให้เราเห็นเรื่องความสำคัญของอ่า การที่ก่อทำให้คนเกิดความรำคาญนี่นะครับ ว่าถ้าเราทำให้ใครรำคาญจะด้วยเสียงดังเสียงร้อง เสียงอะไรก็แล้วแต่ย่อมมีผลร้ายต่อตนเอง เรื่องนี้สอนเรื่องของการสร้างความรำคาญ โดยใช้กวางเป็นตัว เป็นตัวสื่อ จากนั้นก็บอกลักษณะของกวางตามแบบของอ่า ชีววิทยาว่ามันไม่มีดี อันนี้จะมีจริงหรือไม่มีจริงผมก็ไม่ทราบนะ คงจะต้องไปดูในเรื่องของกวาง ซึ่งเป็นสัตว์กินหญ้าก็แล้วกันเถอะ และมันก็ไปดูในวิชาพวก Zoology หรือสัตววิทยาอาจจะเข้าใจเรื่องนี้ ผมก็ไม่ยืนยัน นี่ก็เป็นเรื่องของพระร่วงกะกวาง จนทำให้กวางไม่มีดี
ที่จริงประเภทของอ่า สัตว์ที่มันไม่มีอวัยวะจะบางส่วนมักก็มีอยู่ตั้งเยอะ เราได้ยินนิทานมาตั้งหลายเรื่อง อย่างเช่น นิทานเรื่องนึง นะนี่ผมจะเล่า มันไม่อยู่ในเรื่องพระร่วงหรอก แต่แทรกเข้ามาอีกหน่อยนึง เพื่อประกอบเรื่องของของกวางเนี่ย เรื่องที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังเรื่องเต่ากะหงส์ นะ..
มีเต่ากับหงส์เป็นเพื่อนกัน หงส์มี 2 ตัว แต่เต่าตัวเดียว เต่านะก็ปรารภกับหงส์อยู่เสมอว่าอยากขึ้นไปบนฟ้า ขึ้นไปบนสวรรค์ แต่ไม่มีโอกาสทำแบบหงส์ เพราะว่าตัวนั้นไม่มีปีกที่จะบิน หงส์ฟังเข้านานๆ ก็เกิดความสงสารเพื่อนที่เป็นเต่านะ เห็นใจมากก็เลยคิดว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ เรานี่นะจะช่วยกันคาบไม้ส่วนเจ้าก็คาบไม้ตรงกลางนะเราจะคาบปลาย และเราจะช่วยกันบินเนี่ย ทั้ง 2 เราจะบิน เจ้าก็คาบตรงกลางแล้วเจ้าดูเอาเองก็แล้วกันว่าสูงขึ้นไปเนี่ยมันเป็นแบบไหน
เต่าได้ฟังก็ดีใจ ก็จัดการทำตามคำที่บอก นั้นคือหงส์ก็ไปเอาไม้มาท่อนหนึ่งแล้วหงส์ก็คาบตรงปลายข้างละตัว ส่วนเต่าก็คาบตรงกลาง บินขึ้นไปสูงขึ้น เต่าก็มองลงมามีความพอใจมากในช่วงนั้น เด็กชาวนานี่นะ เค้ามองดูกันนะทั้งเด็กผู้หญิง ผู้ชาย มองดูเต่ากะหงส์ เป็นปรากฎการณ์ประหลาด เด็กก็ถามขึ้นไปว่า เฮ้ยนั่นมันเต่าหามหงส์ หรือหงส์หามเต่าวะ ข้างฝ่ายเต่านั้นก็ตอบลงมาทันทีว่าเฮ้ย หงส์หามเต่า ตอบแค่นั้นเองละครับ พออ้าปาก ปากก็หลุดจากท้องฟ้า แต่ร่วงไม่ถึงพื้นดินหรอกครับ ร่วงลงไปถูกปากควาย ซึ่งกำลังมองขึ้นไปข้างบนจากท้องฟ้า
มีควายตัวนึงเนี้ยมองไปบนฟ้ามองดูเต่าเหมือนกัน เต่าก็ตกลงมาสู่ปากควาย ฟันด้านบนของควายหักหมดเลยครับ ไม่มีเหลือเลย ท่านลองไปดูควายปัจจุบันสิครับ ฟันบนไม่มีหรอก เพราะบรรพบุรุษของเขาถูกเต่าเนี้ยถูกเต่าตกลงมาใส่ ส่วนเต่านั้นไปถูกฟันควายเข้า กระดองซึ่งเรียบๆ ดีๆ ก็ร้าวเป็นเสี่ยงๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า ด้านหลังก็ร้าวไปหมด กระดองเต่าก็ร้าวเพราะเหตุมาถูกฟันควายนี่แหละ ส่วนหัวเต่านั้น กระเด็นตกลงไปสู่สภา มีการประชุมผลุบๆ โผล่ สภาพที่ไหนก็ไม่รู้ เรียกว่า สภาหัวเต่า หางเต่านั้นก็พิลึกเลย กระเด็นไปติดที่ท้ายทอยเด็กชาวนา จึงเรียกผมบริเวณท้ายทอยว่าหางเต่า ส่วนขี้เต่านั้นกระเด็นไปติดบริเวณรักแร้ของเด็กชาวนาหรืออย่างไรนี่แหละ
อันนี้ก็ไม่ได้ยืนยันอะไร แต่ที่ผมเล่าให้ฟังอย่างนี้นั้นนะ วิเคราะห์อย่างนี้หรือพูดให้ฟังนะยังไม่ถึงกับวิเคราะห์หรอก ก็เพื่อให้เห็นว่า ไอ้เรื่องที่สัตว์มันมีอวัยวะไม่ครบเนี้ย มันมีอยู่นะควายก็ไม่มีฟันหน้าอย่างเนี้ย หรือแม้แต่กวางไม่มีดี เพราะเรื่องพระร่วงก็น่าฟังอยู่ ฟังแล้วก็สบายอกสบายใจ แต่ถ้าคิดในเรื่องสติปัญญา มันเป็นคำสอน เรื่องกวางไม่มีดีนี่นะครับ อย่าก่อความรำคาญให้ใคร มันจะเกิดผลร้ายนะครับ ครับ
อ่า นะครับ ก็จะหมดเวลาพอดีแล้วนะครับ ใกล้จะหมดเวลาแล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องท้ายได้อีกซักเรื่องนึ่งอย่างสั้นๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของพระร่วงเหมือนกันและครับ พระร่วงก็เดินนะท่านก็เดินอยู่บริเวณนู้นแหละ บ้านกล้วยสุโขทัย เรานี่แหละครับเดินไปเดินมานั้นท่านก็กระหายน้ำ เกิดจากกวางเมื่อกี้เนี้ยโมโหกันมาแล้วไปพบของบ้านตายายเขาก็ไปขอน้ำตายายดื่ม ตายายทั้งคู่นั้นมีน้ำในตุ่มนะครับ แต่ก็ไม่ยอมให้พระร่วงดื่ม อ้างว่าไม่มี พระร่วงก็เลยสาปว่าตั้งแต่นี้ต่อไปบ้านกล้วยอย่าให้มันมีน้ำ ท่านที่อยู่ทางบ้านกล้วยลองดูซิครับว่าเรื่องนี้จริงหรือเปล่า เค้าว่าบ้านกล้วยที่เมืองเก่าสุโขทัยเนี้ยจะไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เรื่องน้ำ นิทานเรื่องนี้ก็คงมุ่งจะสอนว่า ความไม่เอื้อเฟื่อนั้นย่อมจะนำมาซึ่งความยากไร้นะครับ
เราก็คงจะต่อได้อีกซักเรื่องหนึ่ง นิดหนึ่งเหลือเวลาน้อยเต็มที ก็เป็นเรื่องพระร่วงเช่นเดียวกันแหละครับ แต่พระร่วงเรื่องนี้เกิดที่วังกระพี้ อุตรดิตถ์ครับ พระร่วงเล่นว่าว ว่าวขาดก็เลยไปขอยางขนุนของชาวบ้านมาติดว่าว แต่ปรากฎว่า ชาวบ้านไม่ให้พระร่วงเลยสาปว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป ขนุนที่ปลูกที่วังกระพี้ที่อุตรดิตถ์ เนี้ย อย่าให้มันมีลูกอีกเลย ถึงปลูกก็ไม่ติดผล นี้ก็เป็นวาจาสิทธิ์ตั้งแต่นั้นขนุนทั่งกระพี้ก็ไม่มีลูกอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นปลูกอย่างไรนะครับ ความไม่เอื้อเฟื้อก็จะนำมาซึ่งความยากไร้ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับผม
|| || ต่อไป >>