%@LANGUAGE="JAVASCRIPT" CODEPAGE="874"%>
การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
1. ความหมายของความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา
คำว่า ภูมิปัญญา ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom ซึ่งมีความหมายว่า ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ความสามารถทางพฤติกรรม และความสามารถในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า)
ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า ภูมิปัญญา หมายถึง พื้นความรู้ความสามารถ
สามารถ จันทร์สูรย์ กล่าวว่า ภูมิปัญญา (Wisdom) หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular wisdom) หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) หมายถึง พื้นเพรากฐานของความรู้ของชาวบ้าน หรือความรอบรู้ของชาวบ้านที่เรียนรู้และมีประสบการณ์สืบต่อกันมาทั้งทางตรง คือประสบการณ์ด้วยตนเองหรือทางอ้อม ซึ่งเรียนรู้จากผู้ใหญ่หรือความรู้สะสมที่สืบต่อกันมา (เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในการจัดงานมหากรรมวัฒนธรรมพื้นบ้านไทย '33 ณ. จังหวัดนครราชสีมา เรื่อง ภูมิปัญญาชาวบ้าน, 2533. หน้า 55)
ปรีชา อุยตระกูล (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ภูมิปัญญาเป็นเรื่องที่สั่งสมกันมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติแวดล้อม คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทางจารีตประเพณี วิถีชีวิต การทำมาหากินและพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์เหล่านี้ เป้าหมายก็คือ เพื่อให้เกิดความสุขทั้งในส่วนที่เป็นชุมชนหมู่บ้านและในส่วนที่เป็นปัจเจกของชาวบ้านเอง ถ้าหากเกิดปัญหาทางด้านความไม่สมดุลกันขึ้น ก็จะก่อให้เกิดความไม่สงบสุขเกิดปัญหาในหมู่บ้านและชุมชน
ภูมิปัญญา ยังหมายถึง ประสบการณ์ในการประกอบอาชีพในการศึกษาเล่าเรียน การที่ชาวบ้านรู้จักวิธีการทำนา การไถนา การเอาควายมาใช้ในการไถนา การรู้จักนวดข้าวโดยการใช้ควาย รู้จักสานกระบุงตะกล้า เอาไม้ไผ่มาทำเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน รวมทั้งรู้จักเอาดินขี้กระทามาแช่น้ำ ต้มให้เหือดแห้งเป็นเกลือสินเธาว์ ก็เรียกว่าภูมิปัญญาทั้งสิ้น (ธวัช ปุณโณทก, 2531. หน้า 40-42)
ภูมิปัญญาเป็นเรื่องที่สั่งสมมาแต่อดีต เป็นเรื่องของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติแวดล้อม คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทางจารีตประเพณี วิธีชีวิต การทำมาหากินและพิธีกรรมต่าง ๆ ทุกอย่าง เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์เหล่านั้น (พัชรา อุยตระกูล, 2531. หน้า 9)
ประเวศ วสี (เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในการจัดงานมหากรรมวัฒนธรรมพื้นบ้านไทย '33 ณ. จังหวัดนครราชสีมา เรื่อง ภูมิปัญญาชาวบ้าน, 2533. ไม่มีเลขหน้า) กล่าวไว้ว่า ภูมิปัญญาเกิดจากการสะสมประสบการณ์และการเรียนรู้มายาวนาน ความรู้ด้านต่าง ๆ จะเชื่อมโยงกันไปหมด ไม่ได้แยกออกเป็นวิชา ๆ ตามที่ร่ำเรียนกัน ดังนั้น ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ อาชีพ ความเป็นอยู่ การใช้จ่าย การศึกษาและวัฒนธรรม มันผสมกลมกลืนหรือเชื่อมโยงกัน บางทีแยกไม่ออกว่าเป็นวิชาอะไรไม่ว่าจะจบวิชาอะไร มันจะเห็นความเชื่อมโยง
ดังนั้น ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา จึงหมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ความ-สามารถทางพฤติกรรมและความสามารถในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์ ที่สั่งสมกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เกี่ยวกับจารีตประเพณี วิถีชีวิต การทำมาหากิน การศึกษาเล่าเรียน พิธีกรรม
ต่าง ๆ การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดความสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับสิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความสุขในการดำรงชีวิตภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นใดเฉพาะท้องถิ่นหนึ่ง อาจเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด เราเรียกว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอาจมีชื่อเรียกได้หลายอย่าง เช่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, ทรัพยากรท้องถิ่น, แหล่งความรู้ท้องถิ่นหรือแหล่งวิทยาการในชุมชนซึ่งนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ยิ่งยง เทาประเสริฐ (2537, หน้า 20) ได้ใช้คำว่า ภูมิปัญญาพื้นบ้าน โดยให้ความหมายว่า เป็นองค์ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมและสืบทอดกันมา อันเป็นความสามารถและศักยภาพ ในเชิงแก้ปัญหา การปรับตัวเรียนรู้และสืบทอดไปสู่คนรุ่นใหม่เพื่อการดำรงอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เผ่าพันธุ์หรือเป็นวิถีของชาวบ้าน
ภูมิปัญญาชาวบ้าน
วิชิต นันทสุวรรณ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง แกนหลักของการมองชีวิต การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ซึ่งมีความหมายทั้งในแง่ปัจเจกบุคคลและในแง่ของสังคมหมู่บ้าน
เสรี พงศ์พิศ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ปัญญาหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นก็เรียก หมายถึง พื้นเพรากฐานของความรู้ชาวบ้าน
จากการสัมมนาของนิสิตภาควิชาบริหารการศึกษา สาขานิเทศการศึกษาและพัฒนา
หลักสูตร คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2534) เรื่อง ภูมิปัญญาชาวบ้าน มิติจรัสแสงต่อการจัดการเรียนการสอน ระดับประถมศึกษา ได้สรุปความหมายของภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง องค์ความรู้ของชาวบ้าน หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดขึ้นทำขึ้นจากสติปัญญาและความสามารถของวตนเอง เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับสมัยโดยมีกระบวนการสั่งสมสืบทอดและกลั่นกรองมายาวนานและมีการประสมประสานกันเป็นเหลี่ยมมณีที่จรัสแสงคงทนและท้าทายตลอดกาลเวลาสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2534) ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของชุมชน ปัญหาในการดำรงชีวิต และปัญหาในการประกอบอาชีพ โดยที่ปราชญาชาวบ้านเหล่านี้ได้มีกระบวนการวิเคราะห์ และสั่งสมประสบการณ์มาเป็นเวลานานเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป
อังกูล สมคะเนย์ (2535. ไม่มีเลขหน้า) ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง มวลความรู้และมวลประสบการณ์ของชาวบ้าน ที่ใช้ในการดำเนินชีวิตให้เป็นสุข โดยได้รับการถ่ายทอดสั่งสมกันมาโดยผ่านกระบวนการพัฒนาให้สอดคล้องกับกาลสมัย
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
กองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular Wisdom) เป็นองค์ความรู้ความสามารถของชาวบ้านที่สั่งสมสืบทอดกันมา อันเป็นศักยภาพความสามารถที่จะใช้แก้ปัญหา ปรับตัว เรียนรู้ และมีการสืบทอด ไปสู่คนรุ่นใหม่หรือแก่นของชุมชน ที่จรรโลงชุมชนให้อยู่รอดจนถึงปัจจุบัน
ศูนย์พัฒนาการหลักสูตร กรมวิชาการ (ม.ป.ป.) ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน (Popular Wisdom) คือ ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ในชีวิตของคนเรา ผ่านกระบวนการศึกษา สังเกต คิดวิเคราะห์จนเกิดปัญญา และตกผลึกมาเป็นองค์ความรู้ที่ประกอบกันขึ้นต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดเป็นพื้นฐานขององค์ความรู้สมัยใหม่ที่จะช่วยในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา การจัดการและการปรับตัวในการดำเนินชีวิตของคนเรา ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นความรู้ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ชุมชนและในตัวผู้รู้เอง หากมีการสืบค้นหาเพื่อศึกษาและนำมาใช้ ก็จะเป็นที่รู้จักกัน เกิดการยอมรับ ถ่ายทอดและพัฒนาไปสู่คนรุ่นใหม่ตามยุคตามสมัยได้
ทรัพยากรท้องถิ่น
นิพนธ์ ศุขปรีดี (2528. หน้า 185) ให้ความหมายว่า ทรัพยากรท้องถิ่น หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในชุมชน ซึ่งครูหรือนักเรียนอาจนำมาใช้ประโยชน์ทางการศึกษาได้ เช่น พิพิธภัณฑ์ สถานที่ราชการ โบราณสถาน โรงภาพยนต์ แม่น้ำลำธาร และบุคคลที่โรงเรียนอาจจะเชิญมาเป็นวิทยากร หรือครูออกไปสัมภาษณ์เยี่ยมเยียนเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา เช่น บุรุษไปรษณีย์ ตำรวจ ชาวสาน พ่อค้า หรือเจ้าหน้าที่ทางราชการ เป็นต้น
แหล่งวิทยาการในชุมชน
จิราวรรณ ช้างสำลี (2530. หน้า 67) ให้ความหมายไว้ว่า แหล่งวิทยาการในชุมชน หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ สถานที่ บุคคล กิจกรรมในชุมชน รวมทั้งสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ ซึ่งมีคุณค่าทางการศึกษาและสามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนได้
จากความหมายของความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาดังกล่าวข้างต้น การศึกษาภูมิปัญญาของตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ในครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาจึงให้ความหมายของคลังภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง แหล่งรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลทางภูมิปัญญาซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษโดยการรวบรวมจัดเก็บในรูปแบบเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อรักษาและอนุรักษ์ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าไว
2. ประเภทของความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่น
นักการศึกษา และสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน ได้แบ่งประเภทของความรู้ที่เป็นภูมิปัญญา และภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ ดังนี้
สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ได้กำหนดการศึกษาเกี่ยวกับความคิดและภูมิปัญญาไทยออกเป็น 7 โครงการ ดังนี้1. ความเชื่อ
2. ความเป็นอยู่และการทำมาหากิน
3. การศึกษา
4. การเมืองการปกครอง
5. การดูแลสุขภาพ
6. ดุริยางศิลป์
7. นาฎศิลป์เอกวิทย์ ณ ถลาง และคณะ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ได้ศึกษาภูมิปัญญาและกระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้านไทยในโครงการ กิติ เมธี ได้กำหนดหัวข้อในการศึกษาภูมิปัญญาเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้
1. ความเชื่อ โลกทัศน์ที่บ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ เหนือธรรมชาติ และระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
2. วิถีการดำรงชีวิต การแก้ปัญญา การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม และกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
3. ศิลปหัตถกรรม ประดิษฐกรรม ในรูปเครื่องมือของใช้ ศิลปวัตถุ ที่มีแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมตามพื้นภูมิที่หลากหลายระหว่างภูมิภาค
4. กระบวนการและพฤติกรรมการเรียนรู้ การถ่ายทอดภูมิปัญญา ประสบการณ์ การใช้ศึกษาอบรม และการแก้ปัญหาตามพื้นฐานวัฒนธรรมและปรีชาญาณของชาวบ้านสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการ
ศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ได้กำหนดสาขาย่อยของภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ทำการคัดเลือกและเชิดชูเกียรติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม 5 สาขา ดังนี้1. ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการเกษตร เช่น การทำการเกษตรแบบผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ปัญหาด้านการผลิต (เช่น การแก้ไขโรคและแมลง) และรู้จักปรับใช้เทคโนโลยี ฯลฯ
2. ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การอนุรักษ์ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร การรักษาการถ่ายทอดความรู้ดั้งเดิมเพื่อการอนุรักษ์ เช่น การเคารพแม่น้ำ แผ่นดิน พืชพันธ์ธัญญาหาร และโบราณสถานโบราณวัตถุ ฯลฯ
3. ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการจัดการ สวัสดิการและธุรกิจชุมชน ได้แก่
3.1 กองทุนต่าง ๆ ในชุมชน เช่น สหบาลข้าว (ธนาคารข้าว) สหกรณ์ ร้านค้า กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ
3.2 กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน ฯลฯ
4. ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการรักษาโรค และการป้องกัน เช่น หมดพื้นบ้าน หมอธรรม และผู้รอบรู้เรื่องสมุนไพร
5. ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการผลิตและการบริโภค เช่น การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้สามารถบริโภคได้โดยตรง ได้แก่ การใช้เครื่องสีมือ และครกตำข้าว การรู้จักประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้แปรรูปผลผลิตเพื่อชะลอการนำเข้าตลาดสุรเชษฐ์ เวชชพิทักษ์ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ได้กำหนดประเภทและลักษณะภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนี้
1. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับระบบการผลิต หรือการประกอบอาชีพ ซึ่งมีลักษณะประกอบอาชีพแบบพุทธเกษตรกรรม หรือการประกอบอาชีพที่มีลักษณะจัดความสมดุลสอดคล้องกับธรรมชาติ มุ่งการพึ่งพาตนเองเป็นกระแสหลักมากกว่าการพึ่งพอปัจจัยการผลิตจากภายนอก ได้แก่ การทำการเกษตร การทำเกษตรผสมผสาน และการทำเกษตรแบบธรรมชาติ
2. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับระบบสังคม หรือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ได้แก่ ความเชื่อ คำสอน ค่านิยม ประเพณี ที่แสดงออกในแบบแผนการดำเนินชีวิต
3. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับการจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม
ได้แก่ การรักษาป่าไม้ชุมชน การรักษาโรคร้ายด้วยสมุนไพรกรมวิชาการ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ได้กำหนดประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ ดังนี้
1. คติความคิด ความเชื่อ หลักการ ที่เป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมสืบทอดกันมา
2. ศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เป็นแบบแผนการดำเนินการปฏิบัติสืบทอดกันมา
3. การประกอบอาชีพในท้องถิ่นที่ยึดหลักการพึ่งตนเอง และได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับกาลสมัย
4. แนวความคิดหลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ชาวบ้านนำมาดัดแปลงในชุมชน อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่จากการจำแนกประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และภูมิปัญญาชาวบ้านของนักการศึกษาที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นองค์ความรู้จำแนกได้ 4 ประเภท คือ
1. องค์ความรู้ทางธรรมชาติ เช่น ดิน หินแร่ ป่าไม้ แม่น้ำ ลำคลอง น้ำตก พืช สัตว์ ฯลฯ
2. องค์ความรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น สถานที่ราชการ สถานประกอบการ สถานประกอบอาชีพอิสระ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน ศูนย์วัฒนธรรม วัด โบสถ์ มัสยิด ฯลฯ
3. ทรัพยากรทางสัมคม เช่น ประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนในชุมชน กิจกรรม
ต่าง ๆ ในชุมชน ฯลฯ
4. ทรัพยากรทางบุคคล เช่น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่นด้านต่าง ๆ ผู้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ พ่อแม่ ผู้ปกครอง นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ อาจารย์ ครู นักวิชาการ โรงเรียน อื่น ๆ ฯลฯคณะผู้ศึกษาได้กำหนดหัวข้อความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลนาขุม อำเภอเมืองบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ออกเป็นหมวดหมู่ได้ 3 หัวข้อ ดังนี้
1. สภาพทั่วไปของตำบลนาขุม
1.1 สภาพทางภูมิศาสตร์
1.2 การเมืองการปกครอง
1.3 สถานที่สำคัญ
1.4 การศาสนา
1.5 เศรษฐกิจ
1.6 การศึกษา
2. ประวัติและความเป็นมาของหมู่บ้าน
3. ความรู้ท้องถิ่นของตำบลนาขุม
3.1 ประเพณีพื้นบ้าน
3.2 ความเชื่อพื้นบ้าน
3.3 อาหารพื้นบ้าน
3.4 สมุนไพรพื้นบ้าน
3.5 นิทานพื้นบ้าน
3.6 การละเล่นพื้นบ้าน
3.7 ดนตรีและเพลงพื้นบ้าน
3.8 หัตถกรรมพื้นบ้าน
3. การนำความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการศึกษา
การศึกษา (อ้างอิงจาก พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542) หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
รุ่ง แก้วแดง (2540. หน้า 154) การศึกษาไทย หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ทำให้คนไทยสามารถพัฒนาชีวิตของตน สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีสันติสุข และสามารถเกื้อหนุนการพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านการศึกษาจึงเป็นทั้งกระบวนการและเนื้อหา ในการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและเป็นการสร้างภูมิปัญญาให้แก่สังคม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (สำนักงานปฏิรูปการศึกษา, 2543. ไม่มีเลขหน้า) ได้ให้ความสำคัญในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น และภูมิปัญญาไทยมาใช้ในระบบการศึกษา โดยระบุไว้ในมาตรา 7, 8, 9 และแนวการจัดการศึกษาในมาตรา 23 ดังนี้
มาตรา 7 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องมุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิหน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และของประเทศชาติ รวมทั้ง
ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดตนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องมาตรา 8 การจัดการศึกษาให้ยึดหลัก ดังนี้
1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องมาตรา 9 การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลัก ดังนี้
1. มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
2. มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น
3. มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา
4. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาและการพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
5. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
6. การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สถานประกอบการและสถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่นมาตรา 23 การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ในเรื่องต่อไปนี้
1. ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว
ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2. ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ด้านการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และ
สิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
3. ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
4. ความรู้และทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษาไทย เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
5. ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขนอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ , 2541. หน้า 25 116) ได้ให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาที่จะส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ตามความในมาตรา 81 และ 289 ดังนี้
มาตรา 81 รัฐบาลต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่าง ๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
มาตรา 289 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีหน้าที่บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาอบรมและการฝึกอาชีพตามความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น และเข้าไปมีส่วนร่วมในการศึกษาอบรมของรัฐ แต่ต้องไม่ขัดต่อ มาตรา 43 และมาตรา 81 ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมในท้องถิ่นตามวรรคสอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องคำนึงถึงการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นด้วย
สำหรับแนวทางในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการจัดการศึกษา ได้มีสถาบันการศึกษาและนักการศึกษาได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้
กรมวิชาการ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ได้จัดทำแนวทางการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในปี 2539 โดยเสนอแนวทางการดำเนินการจัดการเรียนการสอน
1. ให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการจัดการเรียนการสอน มีการมอบหมายงานและกิจกรรมให้นักเรียนไปทำที่บ้าน ครูและชาวบ้านจะเป็นผู้ติดตามและประเมินผล
2. ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน โดยนำนักเรียนศึกษาจากแหล่งความรู้ในชุมชน
3. โรงเรียนและชุมชนประสานให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและชุมชน ในการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางนี้ กรมวิชาการได้เสนอวิธีการ ดังนี้
3.1 ควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างครูผู้สอน และปราชญ์ท้องถิ่น
3.2 เน้นการศึกษา วิเคราะห์ ทำความเข้าใจวิธีคิด และความคิดของภูมิปัญญาท้องถิ่น
3.3 นำกระบวนการ หรือความคิด แนวปฏิบัติของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดเป็นกระบวนการเรียนการสอน
3.4 เสริมสร้างกระบวนการคิดที่เป็นระบบ เป็นวิทยาศาสตร์
3.5 ฝึกให้ผู้เรียนคิดหลายด้านหลายมุม คิดอย่างอิสระแล้วสรุปเป็นความรู้และประสบการณ์ที่จะนำไปใช้ในการดำรงชีวิต
3.6 ผสมผสานระหว่างความรู้สากลกับความรู้ท้องถิ่น
3.7 เน้นที่กระบวนการมากกว่าผลผลิต
3.8 ครูผู้สอนหรือปราชญ์ท้องถิ่นเป็นผู้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่วนแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้เสนอ 4 แนวทาง คือ
1. ครูผู้สอนเป็นผู้ควบคุมการใช้หลักสูตร โดยพิจารณานำหลักสูตรไปใช้ให้สอดคล้อง
กับกลุ่มประสบการณ์ ตามในหลักสูตรแม่บท โดยใช้ระบบเวลาจำนวนคาบเรียนตามที่กำหนดไว้ในแผนการสอนของกลุ่มประสบการณ์นั้น ๆ
2. เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง
3. นำบุคคลในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ความรู้กับผู้เรียน
4. สอดแทรกคุณธรรมค่านิยมต่าง ๆ ที่ปรากฏตามเนื้อหาของสูตรให้กับผู้เรียนทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เพื่อให้ผู้เรียน
4.1 มีความรู้ ความเข้าใจในประวัติความเป็นมาของชุมชน
4.2 มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของชุมชน
4.3 สามารถพึ่งพาตนเองได้เกี่ยวกับการรักษาโรคเบื้องต้น
4.4 ตระหนักและยอมรับ สิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่ดีให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน
4.5 สามารถปรับปรุงและประยุกต์ใช้สิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่ดีให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน
4.6 มีความรัก ความภาคภูมิใจ และเข้าใจในบทบาทของตนที่มีต่อชุมชนสำหรับเนื้อหาของหลักสูตรเน้น 4 เนื้อหาคือ
1. ประวัติความเป็นมาของชุมชน
2. บุคคลสำคัญของชุมชน
3. พืชสมุนไพร ของชุมชน
4. ป่าไม้ของชุมชนการดำเนินการตามหลักสูตรและแนวทางดังกล่าวข้างต้นโดยที่มีผู้รู้ท้องถิ่นผู้ทรงภูมิปัญญา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ 3 ประการ คือ
1. พัฒนาหลักสูตรและท้องถิ่นร่วมกับโรงเรียน หรือหน่วยงานในท้องถิ่น
2. วางแผนการจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูผู้สอน
3. ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการดำรงชีวิตให้กับผู้เรียนการนำเอาองค์ความรู้ท้องถิ่นมาเป็นปัจจัยในการประกอบการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียน
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวดที่ 1 มาตรา 4 มาตรา 7 และมาตรา 9 นั้น เป็นการสอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักสูตร เพราะนอกจากจะขจัดข้อจำกัดของโรงเรียนได้ การมีส่วนร่วมของบุคคล ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ที่เป็นการสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรจรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุน ให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนจะเลือกใช้วิธีใดจะเหมาะสมกับการพัฒนาหลักสูตร ตามความต้องการของท้องถิ่น มีนักการศึกษาหลายท่าน ได้นำเสนอไว้ ดังนี้ทัศนี สุภเมธี (ม.ป.ป.) ได้กล่าวถึงการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นสามารถทำโดยการปรับแผนการสอน สื่อการเรียน เนื้อหา และวิธีการสอนของครู ดังนี้
1. การปรับ หมายถึง การปรับเนื้อหา สาระและมวลประสบการณ์ในหลักสูตรแกนกลางให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของท้องถิ่น
2. การขยาย หมายถึง เนื้อหาใดที่ท้องถิ่นรู้จักกันดีก็ควรให้ผู้เรียนได้เรียนลึกลงไปอีก
3. การเพิ่ม หมายถึง เนื้อหาบางเนื้อหา เป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นที่ควรรู้แต่คนในท้องถิ่นอื่นไม่จำเป็นต้องรู้กรมวิชาการ (2532) ได้ให้ความหมายของการพัฒนาหลักสูตรระดับท้องถิ่น คือ
1. การปรับกิจกรรมการเรียนการสอนหรือกิจกรรมเสริม
2. การปรับเพิ่มรายละเอียดเนื้อหาจากหัวข้อที่กำหนดให้ในคำอธิบายรายวิชา
3. การจัดเนื้อหารายวิชาขึ้นใหม่
4. การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
5. การจัดทำหนังสือเรียน คู่มือครู หนังสือเสริมประสบการณ์ คู่มือการเรียนการสอน แบบฝึกผัด ฯลฯสงบ ลักษณะ (อ้างจากปฏิรูปการศึกษา, 2542. หน้า 6) ได้เสนอเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นไว้ ดังนี้
หลักสูตรท้องถิ่น คือ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสนองความสนใจ ความต้องการของผู้เรียน และของท้องถิ่น
หลักสูตรท้องถิ่น จะพัฒนาโดยท้องถิ่น ในขณะที่หลักสูตรระดับชาติพัฒนาโดยคณะ-กรรมการที่กระทรวงแต่งตั้ง และกรมวิชาการเป็นผู้ประสานงาน
คำว่า ท้องถิ่น ตามความหมายของหลักสูตร พ.ศ.2533 ได้แก่หน่วยงาน ต่อไปนี้
1. โรงเรียน
2. กลุ่มโรงเรียน
3. อำเภอ
4. จังหวัด
5. เขตการศึกษา
6. กรมต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ
7. หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องหรือสนใจเรื่องการจัดการจัดการศึกษาท้องถิ่นเหล่านี้มีสิทธิพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นในต่างประเทศ มีคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกับหลักสูตรท้องถิ่น คือ
1. Scholl Base Curriculum
2. Community Base Curriculum
3. Tailored Mode Curriculumการพัฒนาหลักสูตรระดับท้องถิ่นทำได้ 6 วิธี คือ
1. สร้างรายวิชาเพิ่มเติม ในประเภทวิชาเลือก
2. จัดทำคำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม ใช้มากกับระดับประถมศึกษาที่กำหนดวิชาใน
ลักษณะ กลุ่มประสบการณ์พิเศษ และ กลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ
3. ปรับรายละเอียดของเนื้อหา โดยการลดหรือเพิ่มเติมรายละเอียดของเนื้อหา ในทุกประเภทของวิชาไม่ว่าเป็นวิชาบังคับ หรือวิชาเลือกที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแม่บท
4. ปรับกิจกรรมการเรียนการสอนหรือจัดกิจกรรมเสริม ในทุกวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแม่บท
5. จัดทำสื่อการเรียนขึ้นใหม่ เช่น ทำหนังสือเรียน หนังสือเสริมประสบการณ์ เอกสารประกอบการเรียนการสอน แบบฝึกหัด คู่มือครู ฯลฯ ใช้กับวิชาที่มีอยู่แล้วในหลักสูตรแม่บทหรือใช้กับวิชาที่จัดขึ้นใหม่
6. ปรับปรุงสื่อการเรียน เลือกใช้สื่อการเรียน โดยการปรับปรุงสื่อที่มีอยู่แล้วให้เหมาะสมกับท้องถิ่น หรือเลือกใช้สื่อต่าง ๆ ในท้องถิ่นหรือเลือกใช้กับสื่อต่าง ๆ ในท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ผลดีของหลักสูตรท้องถิ่น
1. ช่วยให้การเรียนรู้มีความหมายและเรียนรู้ได้เร็ว เพราะเรียนรู้จากชีวิตจริงใกล้ตัวในท้องถิ่นที่มีโอกาสเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
2. ช่วยให้การเรียนรู้เกิดประโยชน์ เกิดความรู้ความเข้าใจในสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม นิทานพื้นเมือง ศิลปะ อาชีพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น
3. ช่วยทำให้เกิดความรัก ความภูมิใจในท้องถิ่น เห็นคุณค่าของดีของมีค่าในท้องถิ่น รักท้องถิ่นพอใจอยากช่วยพัฒนาท้องถิ่น ไม่ทิ้งท้องถิ่น
4. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย สนองความสนใจและความต้องการของท้องถิ่นและของผู้เรียนซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ดี สนองความอยากรู้อยากเห็น
5. ช่วยทำให้สูตรการเรียนการสอน ปรับเปลี่ยนได้ตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม ในยุคข้อมูลข่าวสาร สังคมเปลี่ยนเร็ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีใหม่ทุกวัน
หลักสูตรแม่บทมักเก่าล้าสมัยไม่ทันเหตุการณ์ หลักสูตรท้องถิ่นที่จัดทำโดยโรงเรียนจะช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ทันสมัยตลอดเวลา
6. ช่วยทำให้มีผลต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง เช่น หลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับวิชาชีพ
การทำศิลปะหัตถกรรมในท้องถิ่นเรียนแล้วนำไปประกอบอาชีพได้ทันที เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการมีงานทำรัตนะ บัวสนธ์ (2535. หน้า 98) ได้กล่าวถึง การถ่ายทอดภูมิปัญญาในรูปของการจัดการเรียนการสอน ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 วิธีการใหญ่ ๆ ดังนี้
1. ครูเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งเป็นไปตามลักษณะกิจกรรมที่ได้จาก
การพัฒนาหลักสูตรระดับท้องถิ่น นั้นคือ ครูเป็นตัวแทนของปราชญ์ท้องถิ่น ทำหน้าที่ถ่ายทอด
ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งได้รับการกำหนดเป็นหลักสูตรแล้ว
2. ปราชญ์ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนแทน รวมทั้งให้ทำหน้าที่ประเมินผลการเรียนของนักเรียนด้วยดังนั้นการถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านในโรงเรียน มีหลายวิธี ได้แก่
1. การถ่ายทอดความรู้โดยตรงต่อครูผู้สอน
2. การถ่ายทอดความรู้โดยตรงให้กับนักเรียน
3. ให้คำปรึกษาหารือ แนะนำให้กับครูผู้สอน
4. ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนร่วมกับครูผู้สอนประเวศ วะสี (2543. หน้า 60 63) ได้กล่าวถึง เรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อแก้ความทุกข์ยากของคนทั้งแผ่นดิน โดยโรงเรียนควรมีความสัมพันธ์กับชุมชน ดังนี้
1. เรียนรู้จากชุมชน
1.1 จากคนในชุมชน
1.2 จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน
1.3 จากเรื่องของชุมชน
1.4 จากการทำงานในชุมชน2. สร้างความรู้เกี่ยวกับชุมชน
2.1 เรียนรู้จากชุมชน
2.1.1 เรียนรู้จากคนในชุมชน ในชุมชนมีผู้รู้ด้านต่าง ๆ มากมาย มากกว่าครูที่สอนท่องหนังสือมากนัก เช่น ผู้รู้ทางเกษตรกรรม ทางช่าง ศิลปิน ผู้รู้ทางศาสนา หมอพื้นบ้าน นักธุรกิจรายย่อย ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ ผู้นำชุมชนที่เป็นนักคิด นักศีลธรรม มีปัญญาและความดี มากกว่าใครต่อใครตั้งเยอะแยะในระดับสูง ๆ ถ้าเปิดโรงเรียนสู่ชุมชนให้ทั้งครูและ
นักเรียนได้เรียนรู้จากครูในชุมชน จะมีครูมากมายหลากหลาย เป็นครูที่รู้จริงทำจริงจะทำให้การเรียนรู้เข้าไปเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจิง การเรียนรู้จะสนุกไม่น่าเบื่อหน่าย ที่สำคัญจะเป็นการปรับระบบคุณค่า เดิมการศึกษาของเราสอนให้ดูถูกคนที่มีค่าเหล่านี้ ดังกล่าวแล้วในตอนก่อน เมื่อผู้รู้ในชุมชนเหล่านี้กลายเป็นครู ก็จะเป็นการยกระดับคุณค่า ศักดิ์ศรีและความภูมิใจของชุมชนอย่างแรง เป็นการถักทอทางสังคม
2.1.2 เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ควรจะสำรวจและสร้างแหล่งเรียนรู้ใน
ชุมชนเพิ่มขึ้น ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนา ป่าเข้า แหล่งน้ำวัด แหล่งอนุรักษ์ป่า แหล่งอนุรักษ์สัตว์ กลุ่มอาชีพต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์ตำบล ทุกตำบลควรสร้างพิพิธภัณฑ์ของตนเองเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม การสร้างความรู้หรือการวิจัย ซึ่งจะกล่าวถึงถัดไปก็จะเพิ่มแหล่งเรียนรู้ในชุมชน
2.1.3 เรียนรู้จากเรื่องของชุมชน การเรียนควรจะเรียนเรื่องของชุมชนให้มากที่สุด เช่น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา การแพทย์พื้นบ้าน
2.1.4 เรียนรู้จากการปฏิบัติงานในชุมชน ครู และนักเรียน ควรจะเรียนรู้จาก
การลงมือปฏิบัติงานจริงในชุมชน เช่น ทำการเกษตร หัตถกรรม แปรรูปอาหาร งานช่าง ธุรกิจชุมชน การท่องเที่ยวชุมชน การแพทย์แผนไทย แบบที่ ดร.โกวิท วรพัฒน์ เรียกว่า โรงเรียนทำมาหากิน จะได้ทำงานเป็น จัดการเป็น อยู่ร่วมกันเป็น มีอาชีพ แก้ปัญหาเศรษฐกิจและเป็น
การพัฒนาศีลธรรมไปด้วยในตัว ศีลธรรมเกิดจากการดำเนินชีวิตร่วมกันแต่ไม่เกิดจากการท่องวิชาศีลธรรม2.2 สร้างความรู้เกี่ยวกับชุมชน ข้อบกพร่องอันฉกาจฉกรรจ์ของระบบการศึกษาไทย คือ เป็นระบบที่ไม่สร้างความรู้ เป็นระบบที่ท่องความรู้เก่า ๆ จึงไม่มีปัญญามองเห็นปัจจุบันและอนาคตสร้างคนที่ไม่รู้ความจริงขึ้นมาเต็มประเทศ ซึ่งย่อมถูกสถานการณ์และการรุกรานเข้ามากระแทกชัดจนฟุบและวิกฤต ฉะนั้นการปฏิรูประบบการศึกษาไทย จะต้องทำให้เป็นระบบการศึกษาที่สร้างความรู้ได้
จากแนวคิดของนักการศึกษาข้างต้น คณะผู้ศึกษาได้สรุปความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษาไทยกับภูมิปัญญาไทยในการจัดการศึกษา การศึกษาและภูมิปัญญาไทยมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมาแต่ช้านาน อย่างแยกกันไม่ออก การจะพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน ควรจัดการเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานของภูมิปัญญาไทย โดยบูรณาการกับภูมิปัญญาสากลได้อย่างเหมาะสม ตามแนวการจัดการศึกษาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และ รัฐธรรมนูญแห่งราช-อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้ให้ความสำคัญไว้ในการจัดการศึกษาที่จะส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
สำหรับแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นให้โรงเรียนประสานงานกับชุมชนในการสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ในการกำหนดเนื้อหาเพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ให้ผู้เรียน
มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา สภาพการเปลี่ยนแปลงในชุมชน เกิดความ-ตระหนักและยอมรับสิ่งที่มีคุณค่า จนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในท้องถิ่นตนเองอันจะนำมาซึ่งความเข้าใจในบทบาทของตน ที่ควรมีต่อชุมชนและทำประโยชน์ให้กับชุมชนต่อไป
4. ทฤษฎี หลักการและแนวคิดการนำคลังภูมิปัญญาไปใช้ในเชิงบริหาร
จากการศึกษาทฤษฎีและหลักการการนำคลังภูมิปัญญาไทยไปใช้ในการบริการ การจัดการศึกษาเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อในท้องถิ่นตนเอง โดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนพบว่ามีทฤษฎี หลักการและแนวคิด ดังนี้
การบริหารโรงเรียนเป็นฐาน (School Base Management : SBA)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544) SBA (School Base Management Site based Management) หมายถึง การบริหาร และการจัดการศึกษาที่ต้องปฏิบัติโดยมีโรงเรียนเป็นฐาน หรือเป็นองค์การหลักในการจัดการศึกษา ซึ่งจะต้องมีการกระจายอำนาจบริหารและจัดการศึกษา จากส่วนกลางไปยังโรงเรียน ให้โรงเรียนมีอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบและความมีอิสระคล่องตัว ในการบริหารจัดการภายใต้คณะกรรมการโรงเรียน (School Based) เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปโดยมีส่วนร่วม และตรงตามความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครองและ
ชุมชนมากที่สุดหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมของ SBM คือ การให้ผู้ปกครองและชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนการตัดสินใจ การกำหนดหลักฐานท้องถิ่น การร่วมคิดร่วมทำ ฯลฯ เทคนิคการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากร ใช้วิธีการบริหารเชิงกลยุทธ เน้น
ผลงานรู้จักระดมทรัพยากรต่าง ๆ รวมทั้งทรัพยากรบุคคล เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้อย่างชาญฉลาดอันเกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนและท้องถิ่นได้ดีขึ้น เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของจากการตัดสินใจร่วมกันและเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาหลักสูตรกฤษณ์เทพ อุปจันทร์ (อ้างจากวารสารข้าราชการครู ปีที่ 19 ฉบับที่ 6 สิงหาคม กันยายน 2542. หน้า 32) กล่าวว่า ความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษาและได้นำแนวคิด SBM มาใช้ ดังจะเห็นได้จากแนวนโยบายแห่งรัฐ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และบทบัญญัติในมาตรา 81 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ต่างมี
ข้อความระบุให้มีการกระจายอำนาจการศึกษาอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลและสอดรับกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ต่างสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับหลักการของ SBM เช่น การให้กระจายอำนาจการศึกษาโดยให้ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ฯลฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ
สุรัฐ ศิลปอนันต์ (เอกสารอัดสำเนา การวางแผนปฏิรูปโรงเรียน, 2543. หน้า 3) กล่าวว่าในการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการบริหารจัดการ การปฏิรูปบุคลากร การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ และการปฏิรูปการประกันคุณภาพสถานศึกษา ควรจะยึดรูปแบบของ CLIP คือ
C ย่อมาจากคำว่า Continuous Improvement แปลว่า การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หมายถึง การพัฒนาการดำเนินในทุกกิจกรรมของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นพลวัตร (Dynamic)
L ย่อมาจากคำว่า Learning แปลว่า การเรียนรู้ หมายถึง การที่นักเรียน ครู ผู้บริหาร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถานศึกษาทุกคนเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากการปฏิบัติภารกิจของตนตลอดเวลา
I ย่อมาจากคำว่า Integration แปลว่า การบูรณาการ หรือการกระทำให้สมบูรณ์ หรือทำให้หน่วยย่อย ๆ ทั้งหลายที่สัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและกัน เข้ามาร่วมทำหน้าที่ประสานกลมกลืนเป็นองค์รวมหนึ่งเดียว ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ในตัว หมายถึง การบูรณาการ กิจกรรม ความรับผิดชอบ ทรัพยากร บุคลากร และเทคโนโลยี การทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการศึกษา
P ย่อมาจากคำว่า Participation หมายถึง การมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสถานศึกษา (Stakeholder)
จากทฤษฎี หลักการ และแนวคิดดังกล่าวข้างต้น คณะผู้ศึกษามีความเห็นว่าการจะนำคลังภูมิปัญญาไปใช้ในการบริหาร ควรจะกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีอิสระ และมีความคล่องตัวในงานวิชาการ และงานบุคลากรเพื่อการตัดสินใจในการกำหนดเนื้อหาและพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยผู้ปกครอง ชุมชน และกรรมการสถานศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในด้านนโยบาย และการระดมทรัพยากร การให้คำปรึกษา ประชาสัมพันธ์และประสานงานกับบุคคลภายนอก เพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนโรงเรียนและท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น
ประสิทธิ์ อามาตร์ ศึกษาเรื่อง การใช้แหล่งความรู้ในชุมชนในการสอนกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนประถมศึกษา ในเขตการศึกษา 10 วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาประถมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2529) ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการใช้แหล่งความรู้ในชุมชนของครูระดับปานกลาง ในด้านค่าใช้จ่ายสำหรับวิทยากร ครูไม่สะดวกที่จะไปติดต่อกับวิทยากรที่อยู่ห่างไกลจากโรงเรียน ครูไม่มีเวลาศึกษาและวางแผนเชิญวิทยากรที่เหมาะสมกับแขนงงานไว้ล่วงหน้า เสียค่าใช้จ่ายสูง นักเรียนไม่มีความสามารถที่จะไปสัมภาษณ์ หรือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผู้รู้ หรือผู้ชำนาญไม่ค่อยมีเวลาว่าง และขาด
งบประมาณที่จะซื้ออุปกรณ์ที่หายากในท้องถิ่นอังกูล สมคะเนย์ ได้ศึกษา สภาพและปัญหาการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2535) พบว่า ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน และครูวิชาการโรงเรียนส่วนใหญ่ เห็นด้วยในการนำภูมิปัญญา
ชาวบ้านมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่ได้นำภูมิปัญญาชาวบ้านเกี่ยวกับ
การประกอบอาชีพของท้องถิ่น มาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร ในลักษณะของการปรับกิจกรรม
การเรียนการสอนหรือกิจกรรมเสริม ด้วยวิธีการเชิญเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้านที่เป็นช่างฝีมือหรือช่างเทคนิคชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร ส่วนปัญหาที่พบในการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร คือ ไม่ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ด้านนโยบาย และการนิเทศติดตามผล อีกทั้งศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน และครูวิชาการไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้าน และการพัฒนาหลักสูตรรัตนะ บัวสนธิ์ ได้ศึกษา การพัฒนาหลักสูตร และการเรียนการสอน เพื่อถ่ายทอด
ภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนแห่งหนึ่ง ในเขตภาคกลางตอนล่าง วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร (2535) ซึ่งได้ดำเนินการศึกษาในลักษณะกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ สภาพภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียน และได้ร่วมกับอาจารย์ใหญ่ ครู ผู้รู้ในท้องถิ่น กรรมการศึกษาและผู้ปกครองดำเนินการพัฒนาหลักสูตรในกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเรื่องประวัติความเป็นมาของชุมชน บุคคลสำคัญของชุมชน ป่าไม้ของชุมชน และในกลุ่มการงานและพื้นฐานอาชีพ วิชางานเกษตร เรื่องพืชสมุนไพรของชุมชน โดยนำหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งผลการใช้หลักสูตรพบว่าหลักสูตรที่ได้พัมนาขึ้นยังมีเนื้อหาบางส่วน และการกำหนดคาบ เวลาเรียนตามเนื้อหาต่าง ๆ ไม่เหมาะสม ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรและนักเรียนมีทัศนะคติที่ดีต่อการเข้าร่วมกิจกรรม
การเรียนการสอน ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับผู้รู้ในท้องถิ่นชุมชนที่ให้กรมวิชาการ (2538) ได้ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นกับกระบวนการเรียนการสอน ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยการสำรวจความคิดเห็นของศึกษานิเทศก์จังหวัด ศึกษานิเทศก์ อำเภอ ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาทั่วประเทศเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน พบว่า ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้สอนส่วนใหญ่ ที่ได้นำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน จะดำเนินการโดยนำนักเรียนไปศึกษาค้นคว้าจากแหล่งความรู้ในท้องถิ่น การนำเนื้อหาและกิจกรรมที่เกี่ยวกับความรู้ และประสบการณ์ของชาวบ้านมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการเชิญชาวบ้านมาเป็นวิทยากร ซึ่งในระดับประถมศึกษา
ฉัตรนภา พรหมมาและคณะ (2541) ศึกษาเกี่ยวกับการประเมินสถานภาพองค์ความรู้ จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสังเคราะห์และประเมินสถานภาพองค์ความรู้ จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมทั้งศึกษาวิสัยทัศน์ และโจทย์วิจัยเพื่อการพัฒนาจังหวัดอุตรดิตถ์ การดำเนินการจำแนกออกเป็น 2 ตอน
ตอนแรกเป็นการประมวลผล จัดระบบองค์ความรู้และวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดอุตรดิตถ์ ตอนที่ 2 เป็นการวิเคราะห์ตีความ ประเมินและตรวจสอบองค์ความรู้ โดยการประชุมสภาพกลุ่มผลการประเมินสถานภาพองค์ความรู้ จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้ข้อสรุปที่สำคัญคือ องค์ความรู้อุตรดิตถ์จำแนกตามสาขา 11 สาขา และองค์ความรู้โดยรวบ ผลการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส การพัฒนาและวิสัยทัศน์อุตรดิตถ์ ซึ่งจัดระบบความเพียงพอขององค์ความรู้ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกมีระดับความเพียงพอปานกลาง ได้แก่ ด้านการศึกษา สาธารณสุขและการเกษตร กลุ่มที่ 2 มีความเพียงพอในระดับปานกลางค่อนข้างน้อย ได้แก่ ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มที่ 3 มีความเพียงพอขององค์ความรู้ในระดับน้อย ได้แก่ สภาพทั่วไปของจังหวัดอุตรดิตถ์ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวการสื่อสารและการเมืองการปกครอง
กรมวิชาการ (อ้างอิงจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2541. ไม่มีเลขหน้า) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ด้วยการสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,129 คน ประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ 153 คน ผู้บริหารโรงเรียน 166 คน (ระดับประถมศึกษา 112 คน ระดับมัธยมศึกษา 54 คน) และครูผู้สอน 810 คน (สอนระดับประถมศึกษา 529 คน ระดับมัธยมศึกษา 281 คน) การวิเคราะห์ข้อมูลให้การคำนวณหาค่าความถี่ ร้อยละ และวิเคราะห์เนื้อหาผลของการศึกษาสรุปได้ ดังนี้
1.1 การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ในโรงเรียนมีค่อนข้างน้อย โดยโรงเรียนมัธยมศึกษามีการรวบรวมมากกว่าโรงเรียนประถมศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ของชาวบ้านที่รวบรวม เช่น เรื่องของศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ เพลงพื้นบ้านกล่อมเด็ก นิทานพื้นบ้าน และขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่น ได้แก่ การจักสาน และเทคนิคการทอผ้า เทคนิคการทำเกษตรกรรม เป็นต้น
1.2 การสนับสนุนให้ครูผู้สอนนำความรู้ และประสบการณ์ของชาวบ้านในท้องถิ่นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาส่วนใหญ่ ร้อยละ 70.54 ได้สนับสนุนให้ครูผู้สอนมีความรู้และประสบการณ์ของชาวบ้านในท้องถิ่นมาจัดการเรียนการสอน ด้วยการให้คำแนะนำทั้งในเรื่องของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่น ส่วนผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาก็เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่ร้อยละ 81.48 ได้เชิญวิทยากรท้องถิ่น หรือผู้รู้ในท้องถิ่นมาให้ความรู้แก่ครู ส่งเสริมการจัดทำสื่อการเรียนการสอนให้มีหลากหลายและการสำรวจแหล่งความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ระหว่างครูกับประชาชนในท้องถิ่น
1.3 การนำความรู้และประสบการณ์ในท้องถิ่นมาจัดการเรียนการสอน สิ่งที่โรงเรียนดำเนินการ คือ นำนักเรียนไปศึกษาและเรียนรู้จากแหล่งความรู้ชุมชน เชิญชาวบ้านหรือผู้รู้ที่อยู่ในท้องถิ่นมาเป็นวิทยากร ได้นำกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ของชาวบ้านมาจัดการเรียน
การสอนหรือนำมาเพิ่มเติมในเนื้อหาวิชาที่สอนได้นำเรื่องของการอบรม จริยธรรม ศีลธรรม มาสอดแทรกในการสอนนักเรียน ตลอดทั้งได้นำพิธีฟังเทศน์ในวันสำคัญและพิธีสวดมนต์หน้าเสาธง ก่อนจัดการเรียนการสอนด้วย ส่วนเรื่องของการประกอบอาชีพในแต่ละท้องถิ่นที่ครูผู้สอนนำมาจัดการเรียนการสอน ในกลุ่มงานพื้นฐานอาชีพ ได้แก่ การปลูกพืชแบบเกษตรธรรมชาติและการทำปุ๋ยหมัก ศิลปะ วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่น ภาษิตโบราณ เพลงพื้นบ้านกล่อมเด็ก นิทานพื้นบ้าน ความคิด ความเชื่อ เป็นต้น
1.4 ปัญหาและอุปสรรคของการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนปัญหาและอุปสรรค ที่ทำให้ครูผู้สอนส่วนใหญ่ไม่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการจัดการเรียน
การสอน ตามความคิดเห็นของนิเทศก์ศึกษา ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา และครูผู้สอน คือ การสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์และงบประมาณ ครูผู้สอนมีความเข้า-ใจในการนำความรู้และประสบการณ์ของชาวบ้านไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนค่อนข้างน้อย และวิทยากรท้องถิ่นบางคนมีความเข้าใจในการถ่ายทอดความรู้ค่อนข้างน้อย
1.5 แนวทางในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการเรียนการสอน
1.5.1 ลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะนำไปสู่การเรียนการสอน ควรเป็นองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีส่วนของคุณธรรม จริยธรรมสอดแทรกอยู่ด้วย และเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้แก่ผู้เรียนและสังคมอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
1.5.2 กระบวนการเรียนการสอน เป็นการผสมผสานระหว่างความรู้สากลกับความรู้ท้องถิ่นเน้นการศึกษา วิเคราะห์ ทำความเข้าใจวิธีคิดและแนวคิดของภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระ คิดหลายด้านหลายมุม และสรุปเป็นความรู้และประสบการณ์ที่จะใช้ในการดำรงชีวิต
1.5.3 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน อาจจะให้ครูเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมโดยนำความรู้และประสบการณ์ของปราชญ์ท้องถิ่นมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หรืออาจให้ปราชญ์ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน แทนครูผู้สอน และทำหน้าที่ประเมินผลด้วย ส่วนสถานที่เรียนอาจจะเป็นโรงเรียน หรือให้นักเรียนไปเรียนที่บ้านนักปราชญ์ท้องถิ่น
1.5.4 บทบาทของหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและครูผู้สอนควรเห็นความสำคัญในคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น และตระหนักในตนเองว่าไม่ใช่ผู้ที่จะรู้อะไรไปหมดทุกอย่าง แต่เป็นผู้ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้และเอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ และควรนำผู้รู้ในท้องถิ่นหรือปราชญ์ท้องถิ่นมาร่วมพัฒนาหลักสูตร และวางแผนการจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูผู้สอน นอกจากนั้นกรมต้นสังกัดของการศึกษา / จังหวัด / อำเภอ ควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและ
ต่อเนื่อง ให้ความอิสระแก่โรงเรียนในเรื่องของการสอนและการสอบ พร้อมทั้งนำผลการดำเนินงานของครูผู้สอน เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาให้ความดีความชอบ หรือรางวัลการวิจัยดังกล่าวนี้ได้เสนอแนะเชิงนโยบายไว้ 3 ประการ คือ
1. ควรสร้างความเข้าใจให้ผู้บริหารตระหนักถึงความสำคัญในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดการเรียนการสอนเป็นกรณีพิเศษ
2. ระบบการวัดผล ประเมินผลการเรียนและระบบการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นทุกระดับ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ควรปรับปรุงและควรให้อิสระแก่โรงเรียนในการสอนและการสอบ
3. การนำความรู้ท้องถิ่นหรือชุมชนมาจัดการเรียนการสอน โรงเรียนควรสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ยกย่องเชิดชูเกียรติ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผู้สนับสนุนโรงเรียนจนเกิดผลดีพัฒนาโรงเรียนให้เป็นที่ยอมรับและไว้วางใจ จะส่งผลให้ชุมชนหันมาสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน