%@LANGUAGE="JAVASCRIPT" CODEPAGE="874"%>
ความเป็นมาของปัญหาในระดับพื้นฐาน ภูมิปัญญาของมนุษย์เกิดจากการที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอดและดำรงเผ่าพันธุ์ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ต้องสร้างและปรับระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น เพราะมนุษย์ไม่สามารถหาเหตุผลหรือควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ เมื่อไม่รู้สาเหตุมนุษย์จึงเกิดความกลัวจึงสร้างความเชื่อและระบบความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติขึ้นตามความรู้ ความเข้าใจ และจินตนาการของเผ่าพันธุ์ เพื่ออย่างน้อยก็ให้เกิดดุลยภาพ เกิดความมั่นคงทางใจ เกิดความราบรื่นในการดำเนินชีวิต ทั้งหมดนี้เพราะมนุษย์ใช้ปัญญาแก้ปัญหา สั่งสม สืบสานและปรับเปลี่ยนประสบการณ์อย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งนี้เองคือภูมิปัญญาซึ่งถือเป็นแก่นของวัฒนธรรม
เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นเรื่องที่ได้มีการกล่าวถึงและมีความสำคัญอยู่มากในยุคพัฒนาที่เป็นยุคเปิดเสรีไร้พรมแดน ทั้งนี้ก็ด้วยคนในสังคมเกิดสำนึกร่วมกันว่า สังคมไทยมีมรดกทางปัญญาสั่งสมไว้มาก หากแต่อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองจากภายนอกได้ครอบงำต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษ จนทำให้คนไทยเพิกเฉยต่อมรดกทางปัญญาของตนเอง มุ่งความสนใจและให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และรับกระแสความทันสมัยที่มีมาจากโลกตะวันตก ซึ่งกระแสสากลนิยมไร้พรมแดนได้ผลักดันให้คนไทยและสังคมไทยปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อและวิถีการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบันคนไทยและสังคมไทยมีสำนึกร่วมในคุณค่าของภูมิปัญญา ทำความเข้าใจรากเหง้าและพลังทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อให้คนไทย สังคมไทย ดำรงอยู่บนรากฐานวัฒนธรรมไทยและสามารถก้าวไปตามความเจริญของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีสติและมั่นคง ดังคำกล่าวของ เอกวิทย์ ณ ถลาง (2544. ไม่มีเลขหน้า) ว่า
....การพัฒนาคนเพื่อให้ก้าวไปในอนาคตอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่เราคนไทยจะต้องรอบรู้วิทยาการใหม่ ๆ เท่านั้น เราจำเป็นต้องรู้จักวัฒนธรรมของเราเอง เข้าใจภูมิปัญญาที่ได้สั่งสมและสืบสานมาช้านาน แม้บัดนี้ก็ยังปรับเปลี่ยน ปรับใช้ และงอกงามอยู่มิรู้จบเพื่ออะไร ก็เพื่อให้เราสามารถเรียนรู้และปรับตัวบนแนวทางที่ผสมผสาน "ของดี" ที่เรามีอยู่เป็นทุน กับ "ของใหม่" ที่เราใช้สติปัญญาเลือกแล้วว่าเหมาะกับเราเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสาร การคมนาคมตลอดจนความสะดวกและรวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารรวมทั้งวิทยาการแขนงต่างๆ ของยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามและภูมิปัญญาหลายอย่างที่บรรพบุรุษได้สั่งสมและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นถูกกลืนหายไปกับกระแสความเจริญ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาและเก็นรวบรวมภูมิปัญญาเหล่านั้นเพราะภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้ทางสังคมอันสำคัญยิ่งที่ใช้เป็นพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติ....
ดังนั้นการศึกษาองค์ความรู้ทางสังคมซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นก็เพื่อทำความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคม ซึ่งมนุษย์ได้สร้างขึ้นจาก
สติปัญญาเพื่อใช้แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย รวมทั้งช่วยให้เกิด
ความเข้าใจในสังคมนั้นดียิ่งขึ้น อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาสังคมได้อย่างถูกต้อง ตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการสั่งสมและสืบทอดภูมิปัญญาอันทรง
คุณค่ามากมาย ตำบลนาขุมเป็นตำบลหนึ่งในจำนวน 4 ตำบล ของอำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่ทิศใต้ของอำเภอบ้านโคก มีเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีร่องรอยของอิทธิพลจากอารยธรรมอันเก่าแก่ ดังนั้นการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นของตำบลนาขุมจึงเป็นพื้นฐานอันสำคัญในการวางแผนพัฒนาตำบลนาขุมและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาอำเภอบ้านโคกได้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมต่อไป
คณะผู้ศึกษาเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาตำบลนาขุม จึงได้ทำการศึกษาและรวบรวมภูมิปัญญาเป็นคลังภูมิปัญญาเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
1. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลคลังภูมิปัญญา ตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นลายลักษณ์อักษร
2. เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นความสัมพันธ์ของคลังภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์กับสภาพแวดล้อมของคลังภูมิปัญญานั้นความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า
ข้อมูลคลังภูมิปัญญาที่เก็บรวบรวมและได้สังเคราะห์ข้อมูลแล้วจะเป็นองค์ความรู้ และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางแผนพัฒนาตำบลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนในด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
ผู้ศึกษาค้นคว้าได้กำหนดขอบเขตการศึกษาค้นคว้าไว้ดังนี้ คือ
1. ด้านพื้นที่ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาขุม ซึ่งประกอบด้วย 7 หมู่บ้าน คือ
หมู่ที่ 1 บ้านนาขุม
หมู่ที่ 2 บ้านห้วยเหล่า
หมู่ที่ 3 บ้านม่วงชุม
หมู่ที่ 4 บ้านสุมข้าม
หมู่ที่ 5 บ้านนาบัว
หมู่ที่ 6 บ้านห้วยไคร้
หมู่ที่ 7 บ้านโพนหญ้านาง ปางควายรวมพื้นที่ทั้งหมด 267.17 ตารางกิโลเมตร หรือ 166,981.25 ไร่ รวมประชากรทั้งสิ้น 3,446 คน เป็นชาย 1,816 คน หญิง 1,630 คน
2. ด้านประชากร การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ใช้จำนวนประชากรผู้ให้ข้อมูล ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า ผู้รู้ (Key Informant) หรือ วิทยากร จำนวน 35 คน ซึ่งผู้รู้หรือวิทยากรเหล่านี้ได้มาจากการสำรวจ การสอบถามจากผู้ที่เกี่ยวข้องและการตรวจสอบจากการสัมภาษณ์
3. ด้านข้อมูล การศึกษาคลังภูมิปัญญาตำบลนาขุมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ของตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ ครั้งนี้มีขอบเขตในการศึกษาดังต่อไปนี้
3.1 สภาพทั่วไปของตำบลนาขุม
3.1.1 สภาพทางภูมิศาสตร์
3.1.2 การเมืองการปกครอง
3.1.3 สถานที่สำคัญ
3.1.4 เศรษฐกิจ
3.1.5 การศึกษา
3.2 ประวัติและความเป็นมาของหมู่บ้าน
3.3 คลังภูมิปัญญาของตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์
3.3.1 ประเพณีพื้นบ้าน
3.3.2 ความเชื่อพื้นบ้าน
3.3.3 อาหารพื้นบ้าน
3.3.4 สมุนไพรพื้นบ้าน
3.3.5 นิทานพื้นบ้าน
3.3.6 การละเล่นพื้นบ้าน
3.3.7 ดนตรี
3.3.8 หัตถกรรมพื้นบ้านคำนิยาม ศัพท์เฉพาะ
1. ภูมิปัญญา หมายถึง พื้นเพรากฐานความรู้ของชาวบ้านซึ่งเกิดจากประสบการณ์ที่สืบต่อกันมาทั้งทางตรงและทางอ้อม ภูมิปัญญาเกิดจากการสะสม การเรียนรู้มาเป็นระยะเวลานาน มีลักษณะเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ อาชีพ ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ที่ผสมผสานกลมกลืนเชื่อมโยงกันหมด
2. คลังภูมิปัญญา หมายถึง แหล่งรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลทางภูมิปัญญาซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยการรวบรวมจัดเก็บในรูปแบบเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อรักษาและอนุรักษ์ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าไว้
3. ผู้นำหมู่บ้าน หมายถึง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน
4. ผู้นำชาวบ้าน หมายถึง เจ้าอาวาส ประธานกลุ่ม ผู้นำกลุ่ม
5. หมอพื้นบ้าน หมายถึง หมอดู หมอนวด หมอน้ำมัน หมอพ่น หมอผี หมอกระดูก ตามความเชื่อของชาวบ้าน
6. การละเล่นพื้นบ้าน หมายถึง การแสดงต่าง ๆ ที่แสดงเพื่อก่อให้เกิดความสนุกสนานที่มีในท้องถิ่นวิธีดำเนินการ
การศึกษาภูมิปัญญาของตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ มีขั้นตอนและวิธีการตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพดังนี้
1. การเตรียมความพร้อมของคณะผู้ศึกษา
คณะผู้ศึกษา ได้เรียนเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประจักษ์ สายแสง อาจารย์ที่ปรึกษามาเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมวิธีการศึกษาและการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบ การบันทึกข้อมูลในสถานที่จริง
2. การสำรวจข้อมูลเบื้องต้น
คณะผู้ศึกษาได้สร้างแบบสอบถามในการสำรวจภูมิปัญญาตามขอบเขตเนื้อหาการศึกษา
3. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
คณะผู้ศึกษาได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการเก็บข้อมูลตามขอบเขตของการศึกษาดังนี้
3.1 ประชากร ได้แก่ ทุกหมู่บ้านในตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์
3.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการหมู่บ้าน ประชาคมหมู่บ้าน และผู้สูงอายุในหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน รวม 35 คน4. การศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล
4.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ดังต่อไปนี้
4.1.1 แหล่งข้อมูลภาคสนาม คณะผู้วิจัยจะเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามเป็นหลักโดยเข้าไปศึกษาสภาพทั่วไป ประวัติความเป็นมา สภาพความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมของหมู่บ้านในตำบลนาขุม โดยเก็บข้อมูลจาก ผู้รู้ หรือ วิทยากร ได้แก่ ข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น คณะกรรมการหมู่บ้าน และผู้สูงอายุในหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 คน รวม 35 คน
4.1.2 แหล่งข้อมูลที่เป็นเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้จากแหล่งต่าง ๆ ต่อไปนี้4.1.2.1 สำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงานสถิติจังหวัดอุตรดิตถ์
4.1.2.2 หอสมุดแห่งชาติ
4.1.2.3 กองโบราณคดี
4.1.2.4 กองจดหมายเหตุแห่งชาติ
4.1.2.5 หอสมุดสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยนเรศวร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากรและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.1.2.6 หอสมุดสถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์
4.1.2.7 ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์
4.1.2.8 ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์
4.1.2.9 สำนักงานทะเบียน อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คณะผู้ศึกษาใช้เครื่องมือในการศึกษาที่คณะผู้ศึกษาสร้างขึ้นดังนี้
4.2.1 แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เป็นแบบสัมภาษณ์ที่ใช้สัมภาษณ์ผู้รู้
บุคคลร่วมสมัย และหัวหน้าครอบครัว ซึ่งมีวิธีการสร้าง ดังนี้ขั้นที่ 1 ศึกษาข้อมูลชั้นต้น (ปฐมภูมิ) เช่น พงศาวดาร จดหมายเหตุ หนังสือพิมพ์ร่วมสมัย
ขั้นที่ 2 ศึกษาข้อมูลชั้นสอง (ทุติยภูมิ) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับตำบลนาขุมและข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและหมู่บ้านในพื้นที่ศึกษา จากหน่วยงาน สำนักวิทยบริการและสถานที่ราชการที่เกี่ยวข้อง
ขั้นที่ 3 สร้างแบบสัมภาษณ์ขึ้นให้สอดคล้องกับงานที่ผู้ศึกษาจะศึกษาค้นคว้า
ขั้นที่ 4 นำแบบสัมภาษณ์เสนอให้ประธานที่ปรึกษาการศึกษาอิสระเพื่อตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ
ขั้นที่ 5 ปรับปรุงแก้ไขและจัดทำเป็นแบบสัมภาษณ์ฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง4.2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ฟิล์ม กล้องถ่ายรูป แถบบันทึกเสียง เครื่องบันทึกเสียง สมุดจด อุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาจัดกระทำดังนี้
5.1 ถ่ายทอดข้อมูลที่ได้จากการบันทึกและสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้างและแบบไม่มีโครงสร้าง รวมทั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมในบางกิจกรรมของหมู่บ้าน
5.2 จำแนกข้อมูลตามหัวข้อที่ศึกษา แล้วนำเสนอวิทยากรให้ช่วยตรวจสอบ
5.3 วิเคราะห์ข้อมูลหลังจากวิทยากรให้ความเห็นแล้ว
5.4 สรุปผลการศึกษา อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ6. การนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า
คณะผู้ศึกษาทำการเสนอผลการศึกษาค้นคว้าโดยการพรรณนาวิเคราะห์ โดยการนำเสนอเป็นบทดังนี้
บทที่ 1 บทนำ
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 คลังภูมิปัญญาตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์
บทที่ 4 วิเคราะห์คลังภูมิปัญญาตำบลนาขุม อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ