%@LANGUAGE="JAVASCRIPT" CODEPAGE="874"%>
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
คติชนวิทยา เป็นศาสตร์แขนงใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตก เมื่อร้อยกว่าปีมานี้เองโดยประเทศตะวันตก ได้เล็งเห็นความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศที่ตนครอบครองอยู่ และเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรมของคนในประเทศเหล่านั้นประเทศทางตะวันตก จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลผ่านทางคติชน
การศึกษาคติชน เป็นการศึกษาถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตพื้นบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดจากการบอกเล่า ซึ่งข้อมูลทางวัฒนธรรมนี้ จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนวัฒนธรรม และเข้าใจวัฒนธรรมของกลุ่มชนเหล่านั้นทั้งระบบ
ต่อมานักคติชนวิทยา ขยายขอบข่าย ความสนใจไปยังเพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย ภาษิต คำพังเพย ซึ่งการศึกษานิทาน เพลง สุภาษิต ปริศนาคำทายได้นำไปสู่การศึกษาศิลปวัฒนธรรมในส่วนอื่น ๆ ของวัฒนธรรมชาวบ้าน การศึกษาคติชนในระยะแรกจึงเป็นการศึกษาศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้านในหมู่บ้าน หรือในสังคมประเพณี ศิวาพร ฐิตะฐาน ณ ถลาง (2537. หน้า 5 8 ) กล่าวว่า ผู้ที่นำวิชาคติชนวิทยาเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย คือ ดร. กิ่งแก้ว อัตถากร ซึ่งจบการศึกษาทางด้านคติชนวิทยามาจากสหรัฐอเมริกา และเห็นความสำคัญของข้อมูลทางคติชนเป็นอย่างมาก พร้อมนั้นมีนักวิชาการไทยได้บัญญัติคำขึ้นมาใช้แตกต่างกันไป เช่น คติชาวบ้าน คติชนวิทยา วัฒนธรรมพื้นบ้าน เป็นต้น และให้ความหมายของคำว่า คติชนวิทยา ไว้หลายประการด้วยกันขนิษฐา จิตชินะกุล (2545. หน้า 4 5) สรุปว่า คติชนวิทยา คือข้อมูลทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งที่ได้มีการถ่ายทอดสืบต่อกันมา โดยอาศัยการบอกเล่ามากกว่าการจดบันทึกเป็น ลายลักษณ์ และไม่สามารถบอกแหล่งที่มาของข้อมูลทางวัฒนธรรมนั้น ๆ ได้
ประวัติความเป็นมา
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (2545. หน้า 1 - 2) ได้กล่าวไว้ว่าชาวแม้ว เป็นเผ่าพันธุ์ของชนชาติจีน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในมณฑลไกวเจา มณฑลฮูนาน อพยพเข้ามาอยู่ในมณฑลกวางสี มณฑลยูนนานกว่า 500 ปีล่วงมาแล้ว เล่ากันว่าเดิมชาวแม้วอยู่บนภูเขา ทางทิศใต้ของมองโกเลีย แล้วเคลื่อนย้ายเข้ามาแผ่นดินตอนกลางของประเทศจีน มีอาณาจักรและกษัตริย์ปกครองเป็นของตนเองต่างหาก ชาวจีนเคยเรียกชาวแม้วว่า ชนชาติฮั่น
ภายหลังเกิดสงครามกับจีน ชาวแม้วสู้ไม่ได้จึงถอยออกจากมณฑลไกวเจา มณฑลฮูนาน ลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทางทิศใต้ คือมณฑลฮูนนาน และมณฑลกวางสี ต่อมาเข้ามาอยู่ในเขตเวียตนามตอนเหนือ ประเทศลาวตอนกลางและตอนเหนือ รัฐฉานของสหภาพพม่าและในเขตประเทศไทย
เหตุของการอพยพคือ ชนชาวแม้วทำไร่เป็นอาชีพอาศัยอยู่บนภูเขาสูง อาศัยน้ำฝน และอากาศเย็น อยู่บนยอดเขาไม่ช่วยในการเพาะปลูก เพราะชาวแม้วตัดต้นไม้ตามต้นแม่น้ำลำธาร เพื่อปลูกที่อยู่เพียง 2 3 ปี แล้วก็ย้ายไปทำที่ใหม่เรื่อยไป พื้นดิน เมื่อขาดปุ๋ยและน้ำหล่อเลี้ยง ปลูกพืชไม่ได้ผล พื้นที่ปลูกพืชก็แคบลง ถูกกดขี่เบียดเบียนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ถูกเกณฑ์ไปช่วยทำงาน เก็บภาษีอากรเถื่อน ริบเอาฝิ่น อาวุธ สัตว์เลี้ยง เงินและทรัพย์สินประกอบกับในดินแดนจีน มีการปล้นสะดมรบราฆ่าฟันเสมอ ชาวแม้วบางกลุ่มจึงอพยพเคลื่อนย้ายลงมาทางใต้ ปัจจุบันยังมีชาวแม้วอาศัยอยู่ในมณฑลไกวเจา มณฑลยูนนาน และมณฑลกวางสี ตามรายงานของหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันเมื่อ 30 ปีก่อนว่า ผู้หญิงแม้วหรือเมี้ยวมณฑลไกวเจา นิยมรัดเท้าเล็กและเป็นเจ้าของถิ่นเดิมของมณฑลไกวเจา
ชาวจีนตอนใต้ได้แบ่งชนชาติที่ไม่ใช่ชาวจีนออกเป็น 3 ชนิดคือ พวกโล โล ฉาน (ไต) และแม้ว
เชื้อชาติ
คำว่าแม้วเป็นคำที่คนไทยใช้เรียกชนชาวเขาเผ่าม้งนี้ ส่วนมากแม้วเรียกตนเองแตกต่างกันไปตามเผ่า กล่าวคือ แม้วดำหรือแม้วน้ำเงิน เรียกตัวเองว่า ฮมูงจั๊ว (H MOONG NJUA) แม้วขาวเรียกตัวเองว่า ฮมูง ด๊าว (H MOONG DEAW) แม้วกัวมะบาเรียกตัวเองว่า ฮมูง กัว มะบา คำว่า ฮมูง หรือ ฮะโมง เป็นคำที่แม้วในประเทศไทยเรียกตัวเอง แม้ว่าจะมีชื่ออื่น ๆ ที่คนได้พบปะติดต่อกับพวกแม้วตลอดเวลาหลายศตวรรษ ในประวัติศาสตร์ตั้งให้อีกจำนวนมากก็ตาม (ปัจจุบัน ทางราชการให้เปลี่ยนการเรียกแม้วมาเป็นม้งแทน เพราะรู้สึกว่าแม้วชอบใจที่จะให้ผู้อื่นเรียกตนว่า ม้ง)
ภาษา
ในด้านภาษาของแม้วนั้น แม้ว่าภาษาแม้วจะเป็นกำหนดอย่างสำคัญที่จะถือว่า ใครเป็นชาวเขาเผ่าแม้ว ความเห็นเกี่ยวกับที่มาและลักษณะภาษาพูดของแม้ว ก็มีผู้ลงความเห็นไม่ตรงกัน ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ได้จัดประเภทภาษาแม้วว่าเป็นภาษาในตระกูลมอญ เขมร (ออสโตรเอเชียติค) ไท, ซินีติค และอื่น ๆ บางท่านถือว่าภาษาแม้ว เย้า เป็นสาขาหนึ่งของภาษาตระกูล จีน - ธิเบต
ชาวแม้วในประเทศไทย
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ม.ป.ป. หน้า 15) กล่าวว่า ชาวเขาในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 500,000 คน มีอยู่หลายเผ่า เช่น กะเหรี่ยง ม้ง (แม้ว) อาข่า (อีก้อ) ลาฮู (มูเซอ) ลีซู (ลีซอ) เป็นต้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนเขาตาม ชายแดนติดกับประเทศพม่าและลาว สำหรับชาวแม้วในประเทศไทยในปัจจุบัน อพยพเข้ามาทางเขตประเทศลาว มากกว่าอพยพมาทางด้านรัฐฉานของสหภาพพม่า มีอยู่ประมาณ 50,000 คน มากกว่าชาวเขาเผ่าอื่น แต่ก็เป็นรองชาวกะเหรี่ยงหรือชาวยาง ต่างกันตรงที่ชาวกะเหรี่ยงอยู่ทาง ทิศตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ส่วนชาวแม้วอยู่ตามพรมแดนด้านทิศตะวันออก และ ด้านทิศตะวันตกด้วย คือตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลำปาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย บางจังหวัดอยู่เพียง 2 3 หมู่บ้าน บางจังหวัดมี หลายสิบหมู่บ้าน ชาวแม้วเหล่านี้อาศัยอยู่บนภูเขาสูง ตั้งแต่ 4,000 ฟุตขึ้นไป นับว่าอยู่สูงกว่าชาวเขาทุกเผ่า เพราะถือว่า ที่ไหนเป็นภูเขาเป็นต้นไม้ ขึ้นเขียวชอุ่มอยู่ ที่นั่นเป็นแผ่นดินของชาวแม้ว
ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย ชาวแม้วได้เคลื่อนย้ายลงมาตามเทือกเขาจากเหนือ จนถึงภาคกลาง และภาคอีสาน ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย
เผ่า
ชาวแม้วในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 เผ่า คือ แม้วขาว แม้วดำ กับแม้วลาย ทั้ง 3 เผ่า มีภาษา วัฒนธรรม ขนบประเพณี ความเป็นอยู่คล้ายคลึงกันมาก จนแทบไม่ทราบว่าเป็นชาวแม้ว
เผ่าไหน มีต่างกันเพียงเครื่องแต่งกาย
- แม้วขาว ทั้งชายหญิงมีแถบผ้าสีขาว ติดทาบอยู่ปลายแขนเสื้อ ผู้หญิงสวมกระโปรงสีขาว ไม่มีลวดลาย มีจำนวนมากกว่าแม้วดำ และแม้วลาย
- แม้วดำ ชอบแต่งกายชุดสีดำมากกว่าสีอื่น ผู้ชายสวมเสื้อเปิดให้เห็นท้อง ชอบตั้งบ้านเรือนอยู่ตามพรมแดนไทย และมีอย่างประปรายในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน
- แม้วลาย ผู้ชายสวมเสื้อยาวถึงเอวไม่เปิดพุง กางเกงสีดำถึงตาตุ่มเป้ากาง ผู้หญิงสวมกระโปรงจีบเป็นดอกสีเหลือง สีขาวเล็ก ๆ โพกศีรษะด้วยผ้าลาย แขนเสื้อพาดแถบลายเป็นบั้ง ๆ บางคนสวมเสื้อลายดอก
รูปร่างลักษณะ
ชาวแม้วมีลักษณะรูปร่างคล้ายชาวจีน อ้วนเตี้ยหรือผอมบาง ผิวขาวเหลือง หน้าแขก นัยน์ตาดำ ริมฝีปากค่อนข้างหนา ฟันขาวไม่เคี้ยวหมาก ไม่มีหนวดเครามาก ผมหนาสีดำ
ประวัติความเป็นมา
องค์การบริหารส่วนตำบลเข็กน้อย (2545) ได้วิจัยสภาพชุมชนตำบลเข็กน้อย ผลปรากฏว่า ชาวไทยเขาเผ่าม้งที่อาศัยอยู่ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเลย ได้อพยพมาจากจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา และจังหวัดน่าน ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2480 และแต่งตั้งให้เป็นหมู่บ้าน ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่พุทธศักราช 2475 เช่น บ้านเข็กเก่า บ้านห้วยทราย บ้านป่าหวาย บ้านภูขี้เถ้า มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ปกครองดูแล
พุทธศักราช 2503 ชาวเขาเผ่าม้ง ผู้ใหญ่บ้านเล่าซ้าง แซ่หยาง เป็นผู้นำหมู่บ้านในยุคแรก ตั้งรกรากอยู่ในบริเวณห้วยป่าสอดห่างจากหมู่บ้านเข็กน้อยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่ 50 ครอบครัว
พุทธศักราช 2510 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้มาปลุกระดม เป็นเหตุให้ชาวม้ง ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเข้าป่าเป็นแนวรวม อีกกลุ่มหนึ่งเข้าเมืองเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์
พุทธศักราช 2511 ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้ใช้กำลังปฏิบัติต่อต้านรัฐบาลในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเลย ทำให้ชาวเขาบางส่วนต้องอพยพไปขอความช่วยเหลือจากทางราชการ โดยทางราชการได้จัดที่อยู่อาศัยที่ศูนย์แรกรับชาวเขาอพยพ 3 แห่ง
1. บ้านรักไทย ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
2. บ้านเทิดไทย ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
3. บ้านหนองผักก้าม ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลยพุทธศักราช 2513 ผู้นำหมู่บ้านชาวม้งที่กระจายอยู่ตามรอยต่อของ 3 จังหวัด ได้หารือกันและมีข้อเสนอผ่านทาง พลตรีจำเนียร มีสง่า เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 ถึงพลโทสำราญ แพทยกุล แม่ทัพกองทัพภาคที่ 3 ขอพื้นที่ที่ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบัน เพื่อให้ชาวม้งมาอยู่รวมกัน เพราะความผูกพันธ์ และเพื่อให้มีพื้นที่ทำมาหากิน ในปีดังกล่าวทางราชการจึงได้นำชาวม้งไปฝึกเป็นทหาร เรียกว่า ชาวเขาอาสาสมัคร
พุทธศักราช 2514 ทางราชการได้ขอพื้นที่ตำบลเข็กน้อยในปัจจุบัน จำนวน 45,000 ไร่ จากกรมป่าไม้ และให้ชาวม้งอาศัย จำนวน 105 ครอบครัว โดยตั้งชื่อว่า หมู่บ้านเข็กน้อย ขึ้นกับตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีนายโก๊ะ แซ่หยาง เป็นผู้นำหมู่บ้านและเป็นบังคับกองร้อยชาวเขาอาสาสมัคร
พุทธศักราช 2518 มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน นายประจวบ ฤทธิ์เนติกุล ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านเข็กน้อย
พุทธศักราช 2524 แยกหมู่บ้านเข็กน้อยออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 10
พุทธศักราช 2525 2527 การสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ ฯ กับรัฐบาลได้ยุติลง แนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยส่วนใหญ่มาอยู่ที่ตำบลเข็กน้อย
พุทธศักราช 2531 ขอแยกออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือบ้านป่ากล้วย และบ้านห้วยน้ำขาว ทั้ง 4 หมู่บ้านขึ้นกับ กิ่งอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
พุทธศักราช 2532 ขอแยกหมู่บ้านอีก 2 หมู่บ้าน และปรับเลขที่หมู่บ้านใหม่ คือ
- หมู่ที่ 1 บ้านห้วยน้ำขาว
- หมู่ที่ 2 บ้านเข็กน้อย
- หมู่ที่ 3 บ้านป่ากล้วย
- หมู่ที่ 4 บ้านเข็กน้อย
- หมู่ที่ 5 บ้านเล่าลือเก่า
- หมู่ที่ 6 บ้านปากทางพุทธศักราช 2533 แยกหมู่บ้านอีก 1 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 7 บ้านศักดิ์เจริญ
พุทธศักราช 2537 เกิดสภาตำบลเข็กน้อย ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พุทธศักราช 2537
พุทธศักราช 2539 เกิดองค์การบริหารส่วนตำบลเข็กน้อย ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 27 พ.ศ. 2538)
พุทธศักราช 2541 แยกหมู่บ้านอีก 4 หมู่บ้าน คือหมู่ที่ 8 บ้านชัยชนะ หมู่ที่ 9 บ้านประกอบสุข หมู่ที่ 10 บ้านเจริญพัฒนา หมู่ที่ 11 บ้านคีรีรัตน์
พุทธศักราช 2544 แยกหมู่บ้านอีก 1 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 12 บ้านสันติสุข
ปัจจุบันพุทธศักราช 2546 ตำบลเข็กน้อยมีหมู่บ้านทั้งหมด 12 หมู่บ้าน สภาพภูมิประเทศ มีเนื้อที่ 72 ตารางกิโลเมตร หรือจำนวน 45,000 ไร่ เป็นพื้นที่ราบสูงห่างจากระดับน้ำทะเล 600 800 เมตรอาณาเขตติดต่อ
- ทิศเหนือ ติดต่อบ้านห้วยทรายเหนือ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
- ทิศใต้ ติดต่อกับถนนมิตรภาพ หล่มสัก พิษณุโลก
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
สภาพภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศ มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี อุณหภูมิระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือน กุมภาพันธ์ เคยวัดได้เฉลี่ย 3 องศาเชลเซียส สำหรับฤดูฝนจะมีฝนตกชุก ปริมาณน้ำฝนที่วัดได้เฉลี่ยประมาณ 189 มิลลิเมตร สูงสุดเคยวัดได้ 300 มิลลิเมตร ต่ำสุดวัดได้ 50 มิลลิเมตร
ความเป็นอยู่ตลอดจนการครองชีพ
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกพืชไร่ เช่น ขิง กะหล่ำปลี และยังมีการประกอบอาชีพหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งเป็นการเพิ่มอาชีพ และทำรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง
จำนวนครอบครัวและจำนวนประชากรของกลุ่มชนเผ่าม้ง ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ แยกเป็นหมู่บ้านจำนวน 12 หมู่บ้าน ดังนี้ (สำรวจเมื่อพุทธศักราช 2544)
หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน จำนวนครอบครัว 1บ้านห้วยน้ำขาว 145 2บ้านเข็กน้อย 197 3บ้านป่ากล้วย 181 4บ้านเข็กน้อย 142 5บ้านเล่าลือเก่า 160 6บ้านปากทาง 230 7บ้านศักดิ์เจริญ 94 8บ้านชัยชนะ 136 9บ้านประกอบสุข 160 10บ้านเจริญพัฒนา 288 11บ้านคีรีรัตน์ 141 12บ้านสันติสุข 222 รวม 2,096ตารางแสดงจำนวนหมู่บ้าน ชื่อหมู่บ้าน และจำนวนครอบครัว
จำนวนประชากร ทั้งหมด 9,151 คน แยกเป็นช่วงอายุได้ดังนี้
- แรกเกิด - 3 ปี จำนวน 1,006 คน
- 4 - 6 ปี จำนวน 835 คน
- 7 - 14 ปี จำนวน 1,975 คน
- 15 - 59 ปี จำนวน 4,999 คน
- 60 ปี ขึ้นไป จำนวน 336 คน
ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นชุมชนชาวเขาเผ่าม้งที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีภาษา ศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จึงส่งผลให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ มีความต้องการที่จะได้รับการแก้ไขจากภาครัฐ องค์กรชุมชน และประชาชนร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม มีความแตกต่างกันออกไป ดังนี้
1. ความต้องการที่อยู่อาศัย
2. ความต้องการที่ดินทำกิน
3. ความต้องการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
4. ความต้องการบัตรรักษาฟรี
5. ความต้องการเครื่องนุ่งห่ม
6. ความต้องการเงินทุนในการประกอบอาชีพสำหรับคนพิการ
7. ความต้องการทุนการศึกษา
8. ความต้องการมีบทบาทและส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในชุมชน
9. ความต้องการใช้บริการโทรศัพท์จากองค์การโทรศัพท์
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ (ม.ป.ป. หน้า 44 - 47) ได้ศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้ชาวไทยภูเขา (ชนเผ่าม้ง) กล่าวว่า ชาวม้งที่เคร่งครัดในประเพณี วัฒนธรรมและ ความเชื่อซึ่งเป็นประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อที่เอื้อต่อการรักษาทรัพยากรป่าไม้ สิ่งแวดล้อม เช่น พิธีดงเซ้ง เป็นพิธีบูชาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่อันเชิญเทพเจ้าผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งในอาณาบริเวณนั้น มาสิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้ พิธีดงเซ้งจะเลือกต้นไม้ทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ต้องเป็น ต้นไม้ที่อยู่ต้นน้ำลำธาร หรือเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ จึงจะส่งผลให้หมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์เจริญรุ่งเรือง
ข้อห้ามของป่าในพิธีดงเซ้ง คือห้ามฟันห้ามตัดห้ามถากถางและแตะต้องต้นไม้ไม่ได้รวมถึงอาณาบริเวณรัศมีโดยรอบ ที่ได้กล่าวไว้กับดงเซ้ง ในการบูชาครั้งแรกและห้ามลบหลู่ตลอดไป
วิธีบูชา จะทำศาล ความสูงขนาดเพียงตา ความกว้างขนาด 1 2 เมตร โดยปกติจะทำการบูชาปีละครั้ง เว้นแต่บางคนบนบูชาขอพรเป็นคราว ๆ ไป เครื่องเซ่นไหว้บูชา มี ธูปเทียน เหล้ากระดาษเงิน กระดาษทอง ไก่ หรือหมู (สัตว์ใหญ่กว่านี้ไม่ค่อยปรากฏ)
ผู้ทำพิธีบูชา จะมอบหมายให้ผู้ทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้า ประจำหมู่บ้านหรือถ้ามีหลาย ๆ หมู่บ้าน ก็ให้คนเดียวทำหน้าแทนที่ชุมชนนั้น ๆ ทั้งหมด เป็นผู้ทำหน้าที่บูชาประจำปี
เทศกาลบูชา จะทำบูชาหลังเทศกาลปีใหม่แล้ว เป็นช่วงต้นปี ให้เทพที่สิงสถิตอยู่ที่ ดงเซ้ง คุ้มครองให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนต้องการให้เกิดขึ้นตามชื่อของเทพ ดงเซ้ง (คำว่า เซ้ง แปลว่า เกิด กำเนิด)หากจะมองในแง่จิตวิทยา พอจะกล่าวได้ว่า คนในสมัยก่อนั้นได้คิดวางหลักเกณฑ์เป็นว่า ทางทิศเหนือหรือทิศตะวันออกที่เป็นต้นน้ำ ต้องมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ตามเหตุผลทางธรรมชาติ เมื่อมีป่ามีน้ำในทิศเหนือ หรือที่สูงแล้ว ความอุดมสมบูรณ์ในเบื้องล่างย่อมมีความอุดมสมบูรณ์และมีอยู่ได้ยาวนานต่อไป จึงเป็นการจัดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม
การรักษาสภาพแม่น้ำ ลำธาร หนอง บึง ชาวม้งมีความเชื่อคร่งครัดในประเพณีวัฒนธรรม โดยจะไม่ทำลาย ไม่ถาก ไม่ตัดต้นไม้บริเวณที่อยู่ใกล้เคียงแม่น้ำลำธาร ให้ล้มทิ้งลงในแม่น้ำ โดยเชื่อว่าในแม่น้ำมีเทพสิงสถิตอยู่ หากไปถากถางต้นไม้ ถือว่าเป็นการรบกวน หรือทำลายถิ่นที่อยู่ของเทพในน้ำ
ต้นน้ำ คนม้งมีความเชื่อว่า มีเทพเจ้าชื่อ ฌอ (TSOG) สิงสถิตอยู่ทุก ๆ ต้นน้ำ ผู้เคร่งครัดในวัฒนธรรม ประเพณีจะไม่แผ้วถากป่าบริเวณต้นน้ำเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนเทพเจ้าฌอ จะเอาจุกมาอุดหู ทำให้ผู้นั้นหูหนวก ตาบอด หรือมีเลือดกำเดาไหลออกจากจมูก โดยเฉพาะผู้หญิงวัยเป็นสาวขึ้นไป จะตกเลือดไม่หยุด คนม้งเกรงกลัวเป็นอันมาก เป็นอุบายในการอนุรักษ์ต้นน้ำของชาวม้งได้เป็นอย่างดี
ระบบการทำมาหากิน
ในสมัยก่อนการทำมาหากินของชาวเขาเผ่าม้ง ส่วนมากอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ผลผลิต จะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ชาวม้งจะมีพื้นที่ในการประกอบอาชีพอยู่ตามไหล่เขา จึงต้องน้ำฝนจากฟ้าเท่านั้น ส่วนที่ดินทำกินจะมีการแสวงหาพื้นดินที่ใหม่และยังอุดมสมบูรณ์ เพราะชาวม้งยังไม่มีความรู้กับการใช้ปุ๋ย การอนุรักษ์ดิน และการปลูกพืชหมุนเวียน ฉะนั้นเมื่อใช้พื้นที่ดินปลูกพืชแล้วเพียงปีหรือสองปี ดินก็จะจืดปลูกพืชไม่ได้ผล จึงต้องทิ้งที่ดินผืนนั้นไป เพื่อไปถางป่าแห่งใหม่ ไปเรื่อย ๆ ที่เรียกว่า การทำไร่เลื่อนลอย
ปัจจุบันการเพาะปลูกยังต้องอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบการทำมาหากินให้ทันยุคทันสมัย มีการให้บุคคลในท้องถิ่นออกไปศึกษาหาความรู้ เกี่ยวกับการจัดการ ระบบการเกษตรในพื้นที่ราบสูง เพื่อกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน นอกจากนี้ทางราชการและหน่วยงานเอกชน ยังได้ส่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มาให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ ให้แก่ชาวม้ง ซึ่งผลจากการสนับสนุนเหล่านี้ ทำให้ชาวเขาเผ่าม้งรู้จักวิธีนำทรัพยากรในท้องถิ่น มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น เช่น พื้นที่ลาดชันตามไหล่เขา ดัดแปลงให้เป็นขั้นบันได เพื่อเหมาะแก่การเพาะปลูก รู้จักทำปุ๋ยหมัก ใช้ปุ๋ยคอก และใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังรู้จัก วิธีการปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อรักษาคุณภาพของดินไว้ พื้นที่บางส่วนก็รู้จักนำมาปลูกผลไม้ยืนต้น เอาไว้รับประทานในครอบครัว หรือนำไปขายได้
นอกจากนี้ ยังรู้จักวิธีการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย ไก่ เป็ด และขุดบ่อเลี้ยงปลา ส่วนมากจะเน้นเพื่อประกอบอาหารในครอบครัว ถ้ามีมากก็จะนำไปขายได้เช่นกัน
พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ
พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ และทำรายได้ให้กับชาวม้งมากที่สุดคือ ขิง ที่ดินที่ใช้ปลูกขิงต้องเป็นที่ดินใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยปลูกขิงมาก่อนเท่านั้นจึงจะได้ผลดี ซึ่งต้องออกเดินทาง ไปประกอบอาชีพเป็นระยะทางห่างไกล บางทีต้องออกไปอยู่ไร่จนกว่าจะเก็บผลผลิตเสร็จจึงจะกลับบ้าน
พืชหลักที่สำคัญและจำเป็นต่อชีวิตของชาวม้งทุกครอบครัว คือ ข้าว โดยเฉพาะข้าวเจ้า และข้าวเหนียว คนม้งนิยมกินข้าวเจ้า ส่วนข้าวเหนียวจะกินบ้างเป็นครั้งคราวไป ส่วนมากจะใช้ทำขนม (จัว) ในเทศกาลต่าง ๆ เท่านั้น
การปลูกข้าวนิยมปลูกข้าวไร่ (ข้าวนาดอน) อาศัยน้ำฝนเป็นหลักทุกครอบครัวต้องปลูกข้าวไว้กินเอง อย่างน้อย 4 5 ไร่ ให้พอกินตลอด ปี ชาวม้งจะไม่นิยมกินข้าวนาดำของคนพื้นราบ เนื่องจากรสชาติไม่ถูกปาก และเมล็ดข้าวมีความหยาบ ไม่นุ่มหอมเหมือนข้าวไร่ของม้ง ซึ่งข้าวของม้งเป็นข้าวที่มีวิตามินบีสูงที่สุด
นอกจากขิง และข้าวไร่แล้ว ชาวม้งยังมีการปลูกผักต่าง ๆ ไว้กินในครอบครัว และเอาไว้จำหน่ายบ้าง เช่น กะหล่ำปลี ถั่ว ผักกาดเป็นต้น ผักต่าง ๆ ที่ชาวม้งปลูกไว้เป็นอาหารในครอบครัว จะปลอดสารพิษ แต่ถ้าเป็นผักที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เอาไว้จำหน่ายซึ่งยากต่อการดูแลรักษา ก็จะนำเอายาฆ่าแมลงมาใช้บ้าง
ไพโรจน์ ราชพรหมมินทร์ (2520) ได้วิจัยเรื่อง การยอมรับเทคนิคใหม่ทางการเกษตรของชาวเขาเผ่าม้งที่หมู่บ้านเข็กน้อย อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ผลปรากฏว่า (1) ชาวเขายอมรับวิธีการทำการเกษตรแผนใหม่ไว้ใช้เพื่อปรับปรุงวิธีการเกษตรของตนเองให้ดีขึ้น (2) แหล่งที่ได้มาความรู้และข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำการเกษตร จากดั้งเดิมไปสู่การเกษตรแผนใหม่ได้แก่ เจ้าหน้าที่จากศูนย์อพยพชาวเขา เพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงและรับฟังข่าวสารจากวิทยุ (3) เมื่อเกิดปัญหาด้านการเกษตร ผู้ที่ชาวเขาให้ความเชื่อถือ ไว้วางใจมากที่สุด ที่จะปรึกษาถึงการแก้ปัญหานั้น ได้แก่ เพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐ และพ่อค้าที่ให้ความไว้วางใจน้อยที่สุด
สุภาพร วิสารทวงศ์ (2529) ได้วิจัยเรื่อง วรรณกรรมไทยเย้า จากตำบลผาช้างน้อย อำเภอปง จังหวัดพะเยา ผลปรากฎว่า โลกทรรศน์ ของชาวไทยเย้า จำแนกออกเป็น 4 ลักษณะ คือ โลกทรรศน์ ต่อสถานภาพของบุคคล ต่อระบบครอบครัวและเครือญาติ ต่อกลุ่มชนและสังคม และต่อแนวทางการดำเนินชีวิต
1. โลกทรรศน์ ต่อสถานภาพของบุคคล พบว่า ไทยเย้าต้องการมีฐานะดี สตรีต้องขยันขันแข็งในการทำงาน บุรุษต้องกล้าหาญ สติปัญญาดี อดทน ขยันทำงาน ยิ่งถ้ามีความรู้ทางด้านคาถาอาคมด้วยก็จะได้รับการนับถือมากขึ้น
2. โลกทรรศน์ ระบบครอบครัวและเครือญาติ หนุ่มสาวชาวเย้าจะมีโอกาสได้เลือกคู่ครองเอง บิดามารดาจะเป็นผู้แนะนำในบางสิ่งเท่านั้น แม้จะแต่งงานแล้วบิดามารดาก็ยังมีความสำคัญมากกว่าภรรยา บุตรต้องมีความกตัญญูต่อพ่อแม่
3. โลกทรรศน์ต่อกลุ่มชนและสังคม ชาวไทยเย้าจะถือว่าชนชั้นปกครองหรือเจ้านายเป็นบุคคลธรรมดา ส่วนทางด้านสิทธิและเสรีภาพพบว่า ไทยเย้ารักความอิสระ ถือว่า แผ่นดินบนภูเขาเป็นที่ที่จะสามารถตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพได้ทุกแห่ง หากไม่พอใจ ก็สามารถโยกย้ายไปหาที่ทำกินในถิ่นอื่นได้ ไทยเย้านิยมความเป็นประชาธิปไตย และไม่รังเกียจคนต่างเผ่า จะต้อนรับคนต่างเผ่าอย่างอบอุ่น และเป็นมิตรเสมอ
4. โลกทรรศน์ที่มีต่อแนวทางการดำเนินชีวิต จะมีความเอื้อเฟื้อเผือแผ่ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ต้องมีความซื่อสัตย์ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ช่วยเหลือ
ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ด้านจารีตประเพณีไทยเย้าเป็นเผ่าที่รักความสนุกสนาน และยังเชื่ออีกว่าธรรมชาติเกี่ยวข้องกับผีหรือวิญญาณ ทุกหนทุกแห่ง จะมีผีสิงสู่อยู่ หากทำดีผีจะให้โชคลาภ ถ้าทำไม่ดีผีจะลงโทษให้เจ็บป่วย หมอผี จะได้รับการยกย่องในสังคมมากทำนอง เสมาทอง (2537) ได้วิจัยเรื่อง สภาพและปัญหาการบริหารงานในโรงเรียนประถมศึกษาที่มีนักเรียนชาวเขา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา : ศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดเพชรบูรณ์ ผลปรากฏว่า นักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาใช้ภาษาของตนในการพูดคุยกัน ในขณะเรียนจะพูดภาษาไทย แต่ไม่คล่องยังใช้คำภาษาไทยสลับที่กัน โดยนำไปเทียบกับภาษาของตน นักเรียนยังปฏิบัติกรรมตามประเพณีของศาสนาตนเอง โดยปฏิบัติตามผู้ใหญ่ที่นับถือ การแต่งกายจะประดับตกแต่ง ด้วยสีสรรที่ฉูดฉาด มีการปักเย็บผ้าด้วยตนเอง
ว่าที่ร้อยตรี วิชา ขวัญอุ่น (2539) ได้วิจัยเรื่อง บทบาทผู้ใหญ่บ้านต่อการพัฒนาชุมชน : กรณีศึกษาบ้านเข็กน้อย ตำบลเข็กน้อย อำเภอเข้าค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
ผลปรากฎว่า ผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับการยอมรับจากสมาชิกในชุมชนมาก สาเหตุเนื่องจาก ผู้ใหญ่บ้านมีการติดต่อประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเสมอ เป็นบุคคลที่กว้างขวางเป็นที่รู้จักกับบุคคลระดับต่าง ๆ มีวงศ์ตระกูลใหญ่ มีญาติพี่น้องเป็นข้าราชการในท้องที่ มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง จึงทำให้ราษฎรศรัทธา เชื่อถือให้ความร่วมมือในการพัฒนา และร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ภายในหมู่บ้านจิราวรรณ ชัยยะ (2540) วิจัยการเปลี่ยนแปลงปรับตัวทางสังคมของชาวเขาเผ่าอาข่า หมู่บ้านผาหมี อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ในอดีตชุมชนอาข่า บ้านผาหมีอยู่ภายใต้การปกครอง ของระบบจารีตประเพณีประจำเผ่าพันธุ์ โดยการนำของกลุ่มอาข่าอาวุโสเป็นผู้ตัดสินคดีความตามแบบแผนจารีตประเพณี ซึ่งยึดถือการนับถือผีบรรพบุรุษเป็นบรรทัดฐานการปกครอง และการละเล่นร้องรำทำเพลงอันเป็นภูมิปัญญาของเผ่าพันธุ์อาข่า โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดความสามัคคีในกลุ่มชนพร้อมด้วยความสนุกเพลิดเพลินหลังจากเสร็จงานในไร่ เครื่องเล่นดนตรีประเภท ดีด สี ตี เป่า ที่ประดิษฐ์ขึ้นล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ได้แก่ ไม้ไผ่ ไม้ และหนังสัตว์
พัชรา ปราชญ์เวทย์ (2545) ได้วิจัยความเป็นมาและความเชื่อที่ปรากฎในลายปักบนผืนผ้าของชาวเขาเผ่าเย้า บ้านขุนแหง อำเภองาว จังหวัดลำปาง ลวดลายส่วนใหญ่เกิดจากอิทธิพลของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว และความเชื่อทางศาสนาที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับชาวเขาในเขตภาคเหนือโดยทั่วไป และก่อให้เกิดความผูกพันธ์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานจนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่พึงปฏิบัติ
องค์การบริหารส่วนตำบลเข็กน้อย (2545) ได้วิจัยสภาพชุมชนเข็กน้อย ผลปรากฏว่า สภาพความเป็นอยู่ของชาวม้ง จะเป็นลักษณะที่พึงพาอาศัยกัน มีความรักใคร่ปองดองกันอย่างเหนียวแน่น มีความเชื่อผู้นำในท้องถิ่น ผู้ที่มีความรู้ อาชีพส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรรม ได้แก่การทำไร่ทำนา ปลูกผักและการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะหมู และไก่ ที่ใช้ในการประกอบอาหารและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ประเพณีงานศพของชาวม้ง จะมีความเชื่อที่เคร่งครัด คือการเคารพผีและวิญาณบรรพบุรุษ