ความเชื่อการนับถือ ผีบ้าน ผีเรือน ผีหอ
วิทยากร
: พ่อหนานอินตา กาวิละ อายุ 75 ปี สมาชิกชมรมผู้สูงอายุวัดศรีโคมคำ
บ้านแม่ต๋ำ ตำบลแม่ต๋ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยาผู้เก็บข้อมูล
: พระชัชวาลย์ มาแก้ว นิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศ จังหวัดพะเยาวันที่เก็บข้อมูล : วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2547 เวลา 08.45 น.
ผู้เก็บข้อมูล กับพ่อหนานอินตา กาวิละ
เมื่อก่อนเขาถือสืบต่อกันมานี่ บ้านนอกบ้านนาไม่มีกฎหมายเข้ามาถึงไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมาย เอาผีเป็นใหญ่ การสร้างบ้านมีไม้แป้นทุ่ง เป็นบ้านเก่าถือผีนี่ถ้าหากว่าข้ามแผ่นทุ่งนี่ไปเข้าในหอในเรือนไปถือว่าเป็นการผิดผี ต้องปรับต้องไหมกันจะปรับจะไหมกันนี่แล้วแต่จะเอาเป็นไก่หรือเหล้าบ้าง ความเชื่อของโบราณเป็นอย่างนี้
แล้วอีกอย่างก็ที่เข้าไปในหอในเรือนเปรียบเทียบสมัยปัจจุบันนี้เป็นที่รโหฐาน เมื่อก่อนถือว่าผิดผี ถือว่าผิดกฎหมายไม่ใช่ที่สาธารณะ แต่ก่อนนี่ที่เคยเห็นมานี้เขาปรับกันเยอะไหมครับเวลาผิดผีนี่ ก็มีหมากหัวพูมัด มีไก่มีหัวหมูไปเลี้ยงผี ๆ นี่หมายถึงว่าเป็นการขอโทษ คนเฒ่าคนแก่ในบ้านเรือนหลังนั้นก็บอกว่า เอ่อ ดีแล้วนี้การทำอย่างนี้เป็นการผิดผีไม่ใช่ผิดคน จากนั้นมาก็มีการเลี้ยงผีเท่าทุกวันนี้ จนถึงปัจจุบัน
การเลี้ยงผีนี่เรียกว่า ปางแปดบ้าง เดือน 8 ขึ้น 13 ค่ำ ถ้าไม่ทันเดือน 8 ขึ้น 13 ค่ำ ก็เลื่อนไปเป็น เดือน 8 แรม 13 ค่ำ นี่เป็นการบอกกล่าวแก่ลูกแก่หลานที่ออกไปสร้างเรือนอยู่ที่อื่นว่าจะมีการเลี้ยงผีน่ะ เวลานั้นเวลานี่ ให้มาพร้อมเพรียงกันทุกคน แล้วบอกต่อ ๆ กันไป พร้อมวันไหนก็จัดทำวันนั้น มีไก่มาคนตัวบ้าง มีขนมบ้าง มีข้าวตอกดอกไม้ ก็ให้เด็กหนุ่มสาวจัดการ คนเฒ่าคนแก่ก็ไม่ได้ตระเตรียม
ก็จะทำหอผีหรือโรงผีไว้เฉพาะตระกูลหนึ่ง ๆ ไม่เกี่ยวกับตระกูลใด เป็นบ้านต้นบ้านใหญ่ แตกสาขาออกไปหลายบ้านหลายเรือน เป็นเครือข่ายเดียวกัน เวลาเลิกร้างต่อกันไป (แยกทางกันอยู่) ไม่มีการจดทะเบียนสมรสเหมือนสมัยปัจจุบัน ถ้าจะคืนดีกันมา ก็ถือว่าผิดผีต้องมีการเลี้ยงผีกันใหม่ คนเฒ่าคนแก่บ้านต้นนั้นต้องไปบอกกล่าวต่อผีปู่ผีย่า ว่าคน ๆ นี้น่ะจะกลับคืนมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนมากเป็นหัวหมูข้าวตอกดอกไม้ไก่เหล้ายาปลาปิ้ง ถ้าไม่ทำอย่างนี้ขึ้นมาไม่ได้อยู่ด้วยกันไม่ได้
แล้วก็เมื่อก่อนไม่มีกฎหมาย เครือญาตินี้ได้รู้จักกัน อย่างอยู่ต่างอำเภอต่างบ้านต่างจอง ได้รู้จักว่า สมมุตินี่บ้านนางแก้ว โอ้นี่ก็เป็นลูกเป็นหลาน อย่างเดินทางไปไหนก็รู้จักกันไปหมด ว่านั้นปู่นั้นย่านี่เวลาเดินทางไปค้าไปขายก็พักด้วยกัน ก็สะดวกสบายไปอย่างหนึ่ง
ปัจจุบันนี่เอานามสกุลเป็นใหญ่ เวลาแยกออกบ้านไปปลูกเรือนที่อื่นไม่ค่อยรู้จักมักคุ้นกัน เพราะว่าไม่ได้มาประชุมเลี้ยงผีด้วยกัน เมื่อก่อนนี่ลูกหลานอยู่ที่ไหนรู้จักกันหมด มีไก่มีปลามีหัวหมู เอามารวมกันเลี้ยงผีด้วยกัน ทานด้วยกัน ถ้าถึงวันสำคัญก็ปีไหนจะเลี้ยงทีหนึ่งตามเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้นนั้น
หรือลูกหลานจะเดินไปต่างประเทศเช่น ประเทศซาอุ ฯ จะไปรับจ้างเมืองนอก ก็ไปบนบานศาลกล่าว ให้ผีบ้านนี่ปกปักษ์รักษาคุ้มครอง หลายประเทศไต้หวัน ประเทศซาอุ ฯ ประมาณสัก 2 3 ปี ก็ต้องมาเลี้ยงดูผีแก้บนผีที่ได้กล่าวบนบานไว้
บ้างครั้งก็มีการบนบานว่าจะมอบเงินให้แก่ผี บ้านต้นก็จะเป็นคนเก็บรักษาเงินนั้นไว้ใช้จ่ายในการกระทำกิจกรรมต่อไป เอาไว้ซ่อมแซมหอเรือนผี นี่เป็นผีเฉพาะตระกูล แต่ถ้าเป็นผีเมือง หมดหมู่บ้านนั้นมีที่เดียว เมืองพะเยาก็มีวัดบุญนาค เป็นหอผีใหญ่ประจำเมือง เวลาปีหนึ่งได้ข้าวได้น้ำหวาน (ทำนาเสร็จ) นัดกันว่าเดือน 4 ออก นั้นเลี้ยงกันใหญ่มีวัวตัว ไปฆ่ากันที่นั้น ใครมีอะไรก็เอาไปช่วยกันคนละไม้ละมือ
แล้วก็มีคนทรงเจ้า เรียกว่า ที่นั่ง เอ่อ นี้ให้พากันอยู่อย่างนั้นอย่างนี้ให้คุ้มครองลูกหลาน ให้ปฏิบัติตามคำพ่อว่าไว้น่ะ
แล้วก็เป็นผู้ชายบ้างผู้หญิงบ้างเป็นคนร่างทรง ผีบ้านนี่ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง เป็นเจ้าแม่ เป็นเจ้าพ่อ มาลงร่างทรง เช่น เจ้าแม่คำแดง เจ้าภูเขียว เจ้าแม่สุชาดา บ้าง พากันยกมือไหว้ มีอาหารมาเลี้ยงดู บางครั้งมีการเอาเหล้าให้กิน ก็กิน ๆ แล้วไม่เมา เหล้าเป็นขวด สามารถตอบคำถามต่าง ๆ ได้แต่ไม่มีการให้หวยเบอร์ เพราะสมัยก่อนไม่มีอย่างนี่ ถ้าให้ไปไม่ถูกก็ไม่ดี เล่ามันเป็นอย่างนี่มา
ชวนกันเป็นชาวคติชน || การศึกษาความเชื่อฯ