คำสอนในพุทธศาสนา


วิทยากร
  -

ผู้เก็บข้อมูล
   :  
พระชัชวาลย์ มาแก้ว นิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศ จังหวัดพะเยา

วันที่เก็บข้อมูล : สิงหาคม 2547

พระชัชวาลย์ มาแก้ว

ข้าพเจ้าดังได้สดับมาว่า สมัยหนึ่งมีบุคคลกล่าวสรรเสริญมหาบุรุษท่านหนึ่งอย่างนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ

เมื่อคราวภิกษุจำนวนหนึ่งเรียนเอาแล้วซึ่งกัมมัฏฐานจากอุปัชฌาย์อาจารย์ แสวงหาที่สงัดวิเวก เพื่อจะกระทำซึ่งสมณธรรมบำเพ็ญเพียรยังป่าแห่งหนึ่ง พวกเทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ สถานที่ใกล้ ไม่อาจจะทรงดำรงอยู่ได้ในที่สูงกว่าภิกษุผู้ทรงศีล ลงมาสิงสถิตอยู่ ณ เบื้องล่างเกิดลำบากใจ หาเล่ห์เพทุบายในการขับไล่ภิกษุเหล่านั้น สำแดงฤทธิปาฎิหารย์ต่าง ๆ หลอกล่อภิกษุเหล่านั้น ให้ไม่เป็นอันทำสมาธิบำเพ็ญเพียร จึงกลับมากราบทูลพระผู้เป็นเจ้า เพื่อหาทางแก้ไขในปัญหาที่เกิดขึ้น

ยัสสานุภาวะโต ยักขา
ยัมหิ เจวานุยัญชันโต
สุขัง สุปะติ สุตโต จะ
เอวะมาทิคุณูเปตัง
เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง
รัตตินทิวะมะตันทิโต
ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ
ปะริตตันตังภะณามะ เห ฯ

คำแปล
ยักษ์ทั้งหลาย ย่อมไม่แสดงอาการอันพิลึก เพราะอานุภาพแห่งพระปริตรอันใด อนึ่งบุคคลผู้ไม่เกียจคร้านแล้วทั้งกลางวันและกลางคืน ฝักใฝ่ในพระปริตรอันใด จะหลับและหลับแล้วเป็นสุข ย่อมไม่เห็นสุบินอันลามกอันนั้น อันประกอบไปด้วยคุณมีอย่างนี้เป็นต้น เทอญ ฯ

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ

นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
ทีฆา วา เย มะหันตา วา
ทิฎฐา วา จะ อะทิฎฐา
ภูตา วา สัมภะเวสี วา
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
มัชฌิมา รัสสะกา อะณูกะถูลา
เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
นาญญะมัญญัสสะทุกขะมิจเฉยยะ
อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
มานะสัมภาสะเย อะปะริมาณัง

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ

คำแปล
กิจนั้นใดอันพระอริยะเจ้า บรรลุบทอันระงับกระทำแล้ว กิจนั้นอันกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์พึงกระทำ กุลบุตรนั้น พึงเป็นผู้อาจหาญและซื่อตรงดี เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่มีอติมานะ เป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย เป็นผู้มีกิจธุระน้อย ประพฤติเบากายจิต มีอินทรีย์อันระงับแล้ว มีปัญญาเป็นผู้ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย วิญญูชนติเตือนชนทั้งหลายอื่นได้ด้วยกรรมอันใด ไม่พึงประพฤติกรรมอันนั้นเลย (พึงแผ่ไมตรีจิตไปในหมู่สัตว์ว่า) ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตน ถึงความสุขเถิด สัตว์มีชีวิตทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ ยังเป็นผู้สะดุ้ง (คือมีตัณหา) หรือเป็นผู้มั่งคง (ไม่มีตัณหา) ทั้งหมดไม่เหลือ เหล่าใดยาวหรือใหญ่หรือปานกลาง หรือสั้น หรือผอม พี เหล่าใดที่เราเห็นแล้ว หรือมิได้เห็น เหล่าใดอยู่ในที่ไกลหรือไม่ไกลที่เกิดแล้ว หรือกำลังแสวงหาภพก็ดี ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นทั้งปวง จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด สัตว์อื่นอย่าพึ่งข่มเหงสัตว์อื่น อย่าพึ่งดูหมิ่นอะไร ๆ เขาในที่ไร ๆ เลย ไม่ควรปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน เพราะความกริ้วโกรธและความคุ่มแค้น มารดาถนอมลูกคนเดียว ผู้เกิดในตนด้วยยอมพร่าชีวิตได้ ฉันใด พึงเจริญเมตตา มีในใจไม่มีประมาณในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้น บุคคลพึงเจริญเมตตาในใจ ไม่มีประมาณไปในโลกทั้งสิ้น ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำเบื้องเฉียง เป็นธรรมอันไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น ยืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งแล้วก็ดี นอนแล้วก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนเพียงใด ก็ตั้งสติอันนั้นไว้เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวกิริยาอันนี้ว่าเป็นพรมหวิหารในพระศาสนานี้ บุคคลที่มีเมตตา ไม่เข้าทิฎฐิเป็นผู้มีศีลถึงพร้อมแล้วทัสสนะ (คือโสดาปัตติมรรค) นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกย่อมไม่ถึงความนอน (เกิด) ในครรภ์อีกโดยแท้ทีเดียวแล ฯ

เรื่องผี เชื่อว่ามี ไม่มีเขาจะพูดว่าผีได้อย่างไง เป็นเรื่องความเชื่อของบุคคล เราเป็นชาวพุทธในพระสูตรกล่าวถึงเรื่องผีไว้มากมาย ภูตผี ปีศาจ โอปปาติกะ สัมภะเวสีต่าง ๆ

กลับขึ้นบนกลับขึ้นบน


ชวนกันเป็นชาวคติชน || การศึกษาความเชื่อฯ